เจ้าหน้าที่ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ร่วมกับตำรวจกองบังคับการปราบปราม เปิดปฏิบัติการตรวจค้นพร้อมกัน 8 จุด ในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ทลายเครือข่ายลักลอบซื้อขายซิมการ์ดที่เชื่อมโยงอาชญากรรมทางเทคโนโลยี จับกุมผู้ต้องหาได้ 3 ราย พร้อมของกลางซิมการ์ดหลายร้อยหมายเลขบรรจุในกล่องพัสดุ และขยายผลเข้าตรวจค้นจุดเกี่ยวข้องเพิ่มเติมอีก 5 แห่ง ในอำเภอแม่สายและอำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย
ข้อมูลจากสำนักข่าวไทยพีบีเอสระบุว่า คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตรวจพบหมายเลขโทรศัพท์ 7 หมายเลขที่ใช้หลอกลวงประชาชน โดยลงทะเบียนในชื่อเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ คนร้ายแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า หลอกให้เหยื่อโอนเงินโดยอ้างเหตุเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า
การสืบสวนพบว่า ก่อนเกิดเหตุมีชายหญิง 4 คน เข้าไปจัดกิจกรรมในโรงเรียน 2 แห่งในอำเภอแม่อาย อ้างเป็นตัวแทนบริษัทเครือข่ายมือถือ จัดอบรมให้ความรู้เรื่องภัยสแกมเมอร์และแจกซิมอินเทอร์เน็ตฟรี แต่กลับสแกนบัตรประชาชนและสแกนใบหน้านักเรียนอายุประมาณ 8–10 ปี เพื่อนำข้อมูลไปลงทะเบียนเปิดซิมหลายหมายเลขต่อคน โดยให้นักเรียนกลับบ้านเพียง 1 ซิม ส่วนที่เหลือนำไปใช้ก่อเหตุ ปัจจุบันมีนักเรียนได้รับผลกระทบแล้วกว่า 200 คน
ผู้ต้องหาทั้งหมดถูกแจ้งข้อหา ร่วมกันจัดหาและซื้อขายหมายเลขโทรศัพท์ที่จดทะเบียนในชื่อผู้อื่น นำข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นไปใช้ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี และครอบครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อแสวงหาประโยชน์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 500,000 บาท เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธ
แนวทางสืบสวนเชื่อว่า ซิมบางส่วนถูกส่งขายต่อให้เครือข่ายสแกมเมอร์ในพื้นที่ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานผู้ให้บริการเครือข่ายเพื่อระงับหมายเลขทั้งหมด และขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องรายอื่น

ต่อมาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ปฏิบัติการ “SAFE ดอย BOY” ขยายผลจับกุมขบวนการลักลอบลงทะเบียนซิมไปใช้ก่ออาชญากรรม โดยพบว่ากลุ่มผู้กระทำผิดอาศัยจังหวะจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่เยาวชน บิดเบือนข้อเท็จจริง หลอกให้นักเรียนลงทะเบียนซิมและสแกนใบหน้า เพื่อนำหมายเลขไปใช้ในทางมิชอบ
บริษัทระบุว่า ได้สั่งระงับสัญญาณและเพิกถอนการลงทะเบียนซิมที่เกี่ยวข้องทันที พร้อมส่งข้อมูลให้ตำรวจดำเนินคดี และอยู่ระหว่างสอบสวนภายใน หากพบพนักงานหรือคู่ค้ารายใดเกี่ยวข้อง จะดำเนินการทางวินัยและกฎหมายอย่างเด็ดขาด พร้อมยืนยันความร่วมมือกับภาครัฐในการป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์และคุ้มครองประชาชน
ด้านสำนักงาน กสทช. เปิดเผยว่า ตรวจพบการนำข้อมูลนักเรียนไปลงทะเบียนซิมรวม 495 หมายเลข และมี 27 หมายเลขถูกนำไปใช้ก่ออาชญากรรมแล้ว จึงสั่งระงับการใช้งานทั้งหมดทันที โดยหนึ่งในผู้ต้องหาเป็นคู่ค้าของบริษัทผู้ให้บริการ และนำซิมเปล่าไปเปิดใช้งานโดยมิชอบ
ขณะเดียวกัน กสทช. อยู่ระหว่างพิจารณามาตรการเข้มงวดการลงทะเบียนซิมสำหรับผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปี โดยต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง และหากพบการลงทะเบียนผิดปกติ ผู้ให้บริการต้องตรวจสอบและรายงานภายใน 3 วัน
โครงสร้างอาชญากรรมข้ามชาติ–ช่องโหว่ข้อมูลรั่ว ตัวเร่งวิกฤตสแกมเมอร์
รศ.ดร.ทศพล ทรรศนพรรณ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า หากมองในระดับโครงสร้าง องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่ทำธุรกิจหลอกลวงพัฒนารูปแบบมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมักใช้พื้นที่ชายแดนของเมียนมา ลาว และกัมพูชาเป็นฐานปฏิบัติการ โดยไม่ตั้งอยู่ในประเทศเป้าหมายโดยตรง แต่หลอกเหยื่อข้ามพรมแดนเพื่อลดความเสี่ยงต่อการถูกจับกุม
ทศพลมองว่า นอกจากปัญหาความรู้เท่าทันภัยที่ยังไม่ทั่วถึงแล้ว อีกปัจจัยสำคัญคือระบบการสื่อสารและการเงินของไทยที่เชื่อมโยงกันสะดวก ทำให้การโอนเงินทำได้รวดเร็ว ขณะที่กลไกชะลอหรือระงับธุรกรรมต้องสงสัยยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ
แม้ภาครัฐจะรณรงค์ต่อเนื่อง แต่เหตุหลอกลวงยังเกิดซ้ำ ส่วนหนึ่งเพราะข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหลเป็นระยะ ผู้เสียหายจำนวนมากพบว่ามิจฉาชีพรู้ข้อมูลเชิงลึก ทั้งทรัพย์สิน สุขภาพ และพฤติกรรมการใช้งานออนไลน์ สะท้อนช่องโหว่ของระบบคุ้มครองข้อมูล
“เดี๋ยวนี้ข้อมูลที่รั่วไหลจำนวนมากมาจากภาครัฐ นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานธุรกิจบางแห่งที่มีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ ข้อมูลก็รั่วเช่นกัน”
เขาระบุเพิ่มเติมว่า การรั่วไหลมีทั้งจากระบบเทคนิคที่ลงทุนด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ไม่เพียงพอ และจากบุคลากรภายในที่เข้าถึงฐานข้อมูลแล้วนำไปจำหน่าย รวมถึงฐานข้อมูลภาครัฐบางระบบที่มีประชาชนจำนวนมากอยู่ในระบบ ซึ่งหากรั่วไหลย่อมกระทบวงกว้าง
“นี่สะท้อนว่าระบบกำกับดูแลและการบังคับบัญชายังหละหลวมเกินไป พูดโดยรวมก็คือ วัฒนธรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลในประเทศเรายังอ่อนแอเกินไป”
ในมุมโครงสร้าง เขามองว่าองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติไม่อาจดำรงอยู่ได้ หากไม่มีการเอื้อประโยชน์หรือคอร์รัปชันเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยผ่านการเดินทางข้ามแดน การละเลยตรวจสอบการเคลื่อนย้ายเงินหรือทรัพย์สิน รวมถึงกระบวนการฟอกเงิน ดังนั้น หากไม่แก้ปัญหาคอร์รัปชันควบคู่ การปราบปรามสแกมเมอร์ก็ยากจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
