ภาพ: รัศมี จรณาภรณ์

27 มีนาคม 2569 สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) จังหวัดลำปาง กว่า 200 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยง รวมตัวชุมนุมบริเวณศาลากลางจังหวัดลำปาง เพื่อเรียกร้องเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัด หลังได้รับผลกระทบจากมาตรการ ‘ห้ามเผา’ และ ‘คำสั่งปิดป่า’ ที่บังคับใช้ครอบคลุมทั้งจังหวัด โดยระบุว่านโยบายดังกล่าวจำกัดการเข้าถึงที่ดินและการจัดการทรัพยากรตามวิถีชีวิตของชุมชน
เวลา 09.00 น. ผู้ชุมนุมเริ่มรวมตัวบริเวณปั๊มน้ำมันข้างศาลากลาง ก่อนเคลื่อนขบวนมายังโถงด้านหน้าอาคารศาลากลางในเวลา 10.00 น. โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) เกือบ 20 นาย ตั้งแนวแผงเหล็กกั้นบริเวณทางขึ้นอาคาร และตรึงกำลังดูแลความเรียบร้อย
กลุ่มผู้ชุมนุมใช้รถเครื่องเสียงประกาศข้อเรียกร้อง ขอเข้าพบ นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง แต่ทางจังหวัดแจ้งว่าติดภารกิจ ไม่สามารถเข้าพบได้ รวมถึงรองผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งสามราย ส่งผลให้มีการมอบหมายให้ นายปกรณ์ กรรณวัลลี ปลัดจังหวัดลำปาง เป็นตัวแทนรับเรื่องแทน
เปิดเวทีเจรจา ‘5 ปมขัดแย้ง’ ระหว่างรัฐ-ชุมชน
เวลา 11.00 น. มีการเปิดประชุมเจรจาระหว่างตัวแทน สกน. กับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลำปาง สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 (ลำปาง) สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (สาขาลำปาง) และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง
การเจรจาครั้งนี้ครอบคลุมข้อเรียกร้อง 5 กรณีสำคัญ ซึ่งสะท้อนความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างนโยบายรัฐกับวิถีชีวิตชุมชน ได้แก่
1. มาตรการห้ามเผาแบบเหมารวม สกน. ระบุว่ามาตรการห้ามเผาที่บังคับใช้ทั้งจังหวัด กระทบต่อการจัดการเชื้อเพลิงในระบบไร่หมุนเวียนของชุมชนกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นวิถีที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายชาติพันธุ์ โดยเสนอให้รับรองแผนจัดการไฟของชุมชน 6 แห่ง
ด้านที่ประชุมมีแนวทางให้ใช้กรอบปฏิบัติเดิมของจังหวัด (ประกาศ 28 ม.ค. 2569) และให้ประสานระดับอำเภอเพื่อรองรับการใช้ไฟในกรณีจำเป็น คล้ายแนวปฏิบัติปี 2568
2. คำสั่ง ‘ปิดป่า’ ทั้งจังหวัด สกน. ชี้ว่าการห้ามเข้าใช้พื้นที่ป่าแบบเหมารวม กระทบต่อการยังชีพ เช่น การเก็บของป่า การสร้างที่อยู่อาศัย และการทำแนวกันไฟ โดยชุมชนย้ำว่าพื้นที่ทำกินทั้งหมดอยู่ในเขตป่ารัฐ
ที่ประชุมยืนยันว่าประชาชนยังสามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้ตามวิถีปกติ เนื่องจากเจตนาของประกาศมุ่งควบคุมไฟป่า ไม่ใช่ห้ามวิถีชีวิตชุมชน และยอมรับบทบาทชุมชนในการดูแลทรัพยากร
3. การตรวจยึดที่ดินบ้านแม่ฮ่าง อ.งาว กรณีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจยึดพื้นที่ทำกิน 9 ไร่ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 โดยไม่มีการตรวจสอบสิทธิหรือกระบวนการมีส่วนร่วม
ที่ประชุมมีมติให้ตั้งคณะตรวจสอบร่วมระหว่างรัฐ–ชุมชน–ภาคประชาชน และให้ย้อนตรวจสอบประวัติการใช้ที่ดินจากข้อมูลภาพถ่ายย้อนหลัง พร้อมให้ยุติการคุกคามระหว่างดำเนินการ
4. เหตุเผากระท่อมชาวบ้านแม่หมี เหตุการณ์เผากระท่อม 2 หลัง เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 หลังชุมชนจัดกิจกรรมแนวกันไฟ สร้างความกังวลเรื่องความปลอดภัย
ที่ประชุมมอบหมายให้นายอำเภอเมืองปานจัดเวทีชี้แจงและสร้างความเข้าใจในพื้นที่ภายใน 30 วัน พร้อมหน่วยงานความมั่นคงและป่าไม้เข้าร่วม
5. ประเด็นเหมืองแร่ อ.เสริมงาม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชี้แจงว่าคำขอประทานบัตรเหมืองแร่ (ยื่นปี 2565) ยังอยู่ในขั้นตอนของกรมอุตสาหกรรม และเคยถูกคัดค้านโดยชุมชน
ที่ประชุมมีมติให้ ‘ยุติการดำเนินการในพื้นที่ชั่วคราว’ หากมีความจำเป็นต้องเข้าพื้นที่ต้องแจ้งชุมชนล่วงหน้า และต้องเปิดเผยข้อมูลทุกขั้นตอน
ลงนามบันทึกเจรจา ชุมชนหวังเป็นหลักประกันสิทธิ
ภายหลังการหารือ ตัวแทน สกน. และหน่วยงานรัฐได้ร่วมลงนาม ‘บันทึกผลการเจรจา’ ครอบคลุมทั้ง 5 ประเด็น โดยฝ่ายชุมชนระบุว่าผลลัพธ์ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างกลไกคุ้มครองสิทธิชุมชนจากนโยบายรัฐที่มีลักษณะเหมารวม
แถลงการณ์จี้รัฐ หยุดคุกคาม–ยุตินโยบายเหมาเข่ง
ภายหลังปิดเวที ตัวแทน สกน.ลำปาง อ่านแถลงการณ์ย้ำว่า มาตรการห้ามเผาและปิดป่าแบบเหมารวม ส่งผลให้เกิดการข่มขู่ คุกคาม การตรวจยึดพื้นที่ และสร้างความไม่มั่นคงในชีวิตของชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์
สกน.ประกาศข้อเรียกร้องหลัก 3 ประการ ได้แก่
- ให้ยุติการคุกคามสิทธิของชุมชนโดยทันที และหากยังเกิดเหตุซ้ำ หน่วยงานรัฐต้องรับผิดชอบ
- ให้ยกเลิกนโยบายห้ามเผา–ปิดป่าแบบเหมารวม ที่ไม่แก้ปัญหาต้นตอ
- ให้รับรองสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร เช่น โฉนดชุมชน และพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์
ทั้งนี้ สกน.ลำปาง ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายชุมชน 10 แห่งในหลายอำเภอ และเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ระบุว่าจะเดินหน้าผลักดันประเด็นสิทธิที่ดินและทรัพยากรเข้าสู่วาระเร่งด่วนของรัฐบาล พร้อมยืนยันการเคลื่อนไหวต่อเนื่องเพื่อปกป้องสิทธิชุมชนในภาคเหนือ
