วันนี้ (29 มี.ค. 69) สถานการณ์ฝุ่นควันในพื้นที่ภาคเหนือยังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง หลังข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CCDC) รายงานถึงค่าฝุ่น PM2.5 เมื่อเวลา 08.00 น. ว่าพบค่าฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐานสูงสุดทะลุ 764 µg/m³ ที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นคุณภาพอากาศที่อยู่ในระดับสีแดงซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ
ขณะที่เว็บไซต์ Iqair.com ซึ่งรายงานคุณภาพอากาศจากทั่วโลก แจ้งผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศและการจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษ เมื่อเวลา 09.00-10.00 น. พบว่าเทศบาลนครเชียงใหม่มีดัชนีคุณภาพอากาศอยู่ที่ 220 US AQI โดยถือเป็นอันดับ 1 ของเมืองหลักที่มีมลพิษอากาศสูงสุดของโลก

เว็บไซต์เดียวกันนี้ ยังรายงานค่า PM 2.5 ที่วัดได้ในหลายหลายพื้นที่ของจังหวัดภาคเหนือ โดยพบตัวเลขที่น่าตกใจว่า จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีค่า PM 2.5 ที่วัดได้สูงถึง 684 µg/m³ ทั้งยังมีจังหวัดลำปางและพะเยา ที่ติดอันดับเมืองที่มีค่า PM 2.5 ที่วัดได้มากที่สุด 10 อันดับแรกของประเทศ

ในอีกด้าน เช้าวันนี้ ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ สภาลมหายใจเชียงใหม่ ออกความเห็นว่าสถานการณ์คุณภาพอากาศที่หนักหน่วง สะท้อนว่าระบบและโครงสร้างการบริหารจัดการของรัฐในปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์ “ไม่ว่าจะมีความคิดแบบใด ทั้งห้ามเผาเด็ดขาด ทั้งบริหารจัดการเชื้อเพลิง ฝุ่นควันไร้พรมแดนทุกประเภทที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน เมียนมา สปป.ลาว พื้นที่ป่าไม้ พื้นที่เกษตร โรงไฟฟ้าแม่เมาะ นิคมอุตสากรรมลำพูน จากรถยนต์และในเมือง ปีนี้มากันเต็มพิกัด พัดพามารวมกันในแอ่งกระทะ ที่การระบายตัวของอากาศต่ำ ในช่วงร้อนแล้งของภาวะเอลนีลโย่ … จำเป็นต้องแก้ที่ระบบและโครงสร้างใหม่ที่เป็นเชิงรุกและมีการเตรียมความพร้อมมากกว่านี้”
ชัชวาลยังเรียกร้องให้รัฐบาลรีบหยิบยก พรบ.บริหารจัดการอากาศสะอาด กฎหมายเชิงรุกที่น่าจะแก้ไขวิกฤติมลพิษฝุ่นควันเชิงระบบได้ดีกว่า ขึ้นมาพิจารณาภายใน 60 วัน
อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 69 ที่ผ่านมา ยังมีรายงานสถานการณ์ฝุ่นควันไฟป่าในระดับที่รุนแรง ในพื้นที่ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ซึ่งส่งผลให้ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็น “สีส้ม” อย่างเห็นได้ชัด ในทำนองเดียวกันกับสถานการณ์ฝุ่นควันไฟป่าพื้นที่ อ.ฮอด ซึ่งมองเห็นทัศนวิสัยขุ่นมัว ขณะที่รายงานจุดความร้อน (Hotspot) จาก GISTDA ในวันเดียวกัน พบจุดความร้อนอีกจำนวน 284 จุด

ท่ามกลางสถานการณ์ฝุ่นควันที่พุ่งสูงต่อเนื่องเช่นนี้ สาเหตุที่ก่อให้เกิดฝุ่นอย่าง ‘การเผา’ กลายเป็นต้นตอที่ถูกจับตามากที่สุดจากสังคม ทว่าข้อมูลอีกด้านจากคนในพื้นที่กลับสะท้อนว่า การเผาแต่ละปีจะต้องมีการลงทะเบียนจากผู้ใหญ่บ้าน และหน่วยงานจะเป็นคนกำหนดวันเวลาในการเผา พร้อมทั้งมีการทำแนวกันไฟในแปลงที่จะเผา และในวันที่เผา ไฟต้องดับภายในเวลาที่กำหนด เช่น เริ่มเผาเวลาบ่ายสามโมง ไฟต้องดับเวลาห้าโมง เป็นต้น
ในกรณีอมก๋อย ประชาชนในพื้นที่ยอมรับว่ามีการเผาจริง หากแต่มาตรการเผาหน่วยงานเป็นคนกำหนด ฉะนั้น หากพบว่ามีการเผารุนแรงจนท้องฟ้าเปลี่ยนสี ให้รู้ให้ว่ามาจากหน่วยงานรัฐกำหนด
“เมื่อก่อนที่ยังไม่มีฝุ่นอมก๋อยก็เผาทุกปีแต่ก็ไม่เท่านี้ ดังนั้นต้องตั้งคำถามว่า มาตรการห้ามเผาแล้วกำหนดให้ชาวบ้านเผานั้นดีจริงหรือเปล่า หรือสุดท้ายให้สื่อออกข่าวแล้วชาวเน็ตด่าคนอมก๋อยแบบนี้”
ท้ายที่สุด เนื่องจากสถานการณ์ปัญหาคุณภาพอากาศที่รุนแรงในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ รัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้สั่งการระดมกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันระดมดับไฟป่าในทุกพื้นที่อย่างเร่งด่วน ทว่าเนื่องจากหลายพื้นที่มีสภาพภูมิประเทศสูงชันเข้าถึงได้ยาก และยังมีสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย จึงมีการคาดการณ์ว่าสถานการณ์ปัญหาฝุ่นควันและคุณภาพอากาศของจังหวัดเชียงใหม่ น่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 1 สัปดาห์
ในระหว่างนี้ แนะนำให้ประชาชนควรงดหรือลดการทำกิจกรรมนอกบ้าน และหากมีความจำเป็นให้สวมหน้ากากป้องกันฝุ่นตลอดเวลา ส่วนด้านผู้มีโรคประจำตัวควรเฝ้าระวังสุขภาพ เตรียมยาและอุปกรณ์ที่จำเป็นให้พร้อม โดยหากพบอาการผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์
ท่ามกลางข่าวพาดหัวซ้ำเดิมที่มักพูดถึง ‘วิกฤตไฟป่า’ ‘ฝุ่นพิษระดับอันตราย’ และ ’ต้องเอาผิดคนเผา‘ ภาพของเจ้าหน้าที่ดับไฟป่ามักถูกยกย่องในฐานะนักรบ ขณะที่ชาวบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่า กลับถูกวางตำแหน่งให้เป็นผู้ต้องสงสัยอยู่เสมอ
บทความ เบื้องหลังความคิดของเขียวขวาจัด ตอนที่ 1: การผลิตศัตรูในสงครามไฟป่า ชวนให้มองลึกลงไปว่า แท้จริงแล้วไฟอาจไม่ใช่ศัตรู หากแต่ผู้คนต่างหากที่ถูกทำให้กลายเป็นศัตรู ภายใต้คำว่า ‘วิกฤต PM2.5’ และ ’สงครามไฟป่า’ เพราะในท้ายที่สุด ชาวบ้าน กลุ่มชาติพันธุ์ และคนชายขอบ มักถูกผู้มีอำนาจในการนิยามและจัดการไฟ ผลิตซ้ำให้กลายเป็นผู้ร้ายในสายตาของสังคม ทั้งที่พวกเขาเองก็เป็นผู้ที่ต้องอยู่กับผลกระทบจากฝุ่นควันไม่ต่างจากคนอื่นๆ
