เรื่อง: สุทธิกานต์ วงศ์ไชย, ภาพ: ภูบดี หิรัญวิวัฒน์วงศ์
‘เวียงหนองหล่ม’ พื้นที่ชุ่มน้ำกว่า 20,000 ไร่ในจังหวัดเชียงราย เคยเป็นหัวใจของระบบนิเวศที่ดำรงอยู่ด้วยจังหวะน้ำท่วม–น้ำลดตามฤดูกาล เป็นทั้งแหล่งอาหารของนกอพยพ และเป็น ‘อู่ข้าวอู่น้ำ’ ที่หล่อเลี้ยงผู้คนในสามตำบลของเชียงรายมาอย่างยาวนาน
แต่ในช่วงเวลาเพียง 3–4 ปีที่ผ่านมา งบประมาณกว่า 3,880 ล้านบาทจากโครงการขุดลอกขนาดใหญ่ได้เปลี่ยนทุ่งน้ำตื้นแห่งนี้ ให้กลายเป็น อ่างเก็บน้ำลึกที่ถูกล้อมด้วยคันดินสูง แม้ภาครัฐจะอธิบายถึงเป้าหมายด้านการกักเก็บน้ำ และการแก้ปัญหาภัยแล้ง ทว่าผลลัพธ์ที่ปรากฏชัดกลับเป็นการรื้อทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม
วันนี้ แหล่งหากินที่เคยอุดมด้วยกุ้ง หอย และพืชน้ำพื้นบ้านกลับแห้งกรัง สัตว์น้ำขนาดเล็กที่เป็นสายป่านครัวเรือนเลือนหาย แทนที่ด้วยกองดินไร้ชีวิต ภาพความเปลี่ยนแปลงนี้จึงนำไปสู่คำถามสำคัญว่า การพัฒนาครั้งนี้ใครได้ประโยชน์? ใครแบกรับต้นทุนความสูญเสีย? และเรากำลังพาอนาคตของพื้นที่ชุ่มน้ำไทยไปในทิศทางใดกันแน่?
จากพื้นที่ชุ่มน้ำธรรมชาติ สู่แก้มลิงที่ควบคุมได้ มุมมองรัฐต่อแนวทางการพัฒนาเวียงหนองหล่ม
สำหรับคนในพื้นที่ เวียงหนองหล่มคือพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ ที่เป็นทั้งแหล่งอาหารและหัวใจของระบบนิเวศ ทว่าในสายตาของรัฐ พื้นที่เดียวกันกลับถูกมองผ่านกรอบความคิดที่แตกต่างออกไป เมื่อรัฐตีความว่าเป็นหนองน้ำที่ ‘เริ่มตื้นเขิน’ และควรได้รับการปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นแหล่งน้ำที่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ จนท้ายที่สุดก็ถูกนิยามใหม่ว่าเป็น ‘พื้นที่ลุ่มที่มีศักยภาพทางวิศวกรรม’
แนวคิดนี้ได้รับการเห็นชอบผ่านมติ ครม. เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ภายใต้รัฐบาลของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยมี พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธาน คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ในขณะนั้น เป็นหัวหอกหลักในการผลักดันนโยบาย และสั่งการให้ กรมชลประทาน เข้ามาเป็นหน่วยงานหลักในการปรับโฉมพื้นที่แห่งนี้
ลำดับเหตุการณ์การอนุมัติและมติคณะรัฐมนตรีที่สำคัญ
| วันที่ดำเนินการ | รายละเอียด | ผู้อนุมัติ / หน่วยงานรับผิดชอบ |
| 30 ตุลาคม 2562 | เห็นชอบหลักการให้มีการพัฒนาแหล่งน้ำเวียงหนองหล่ม โดยมอบหมายให้ กนช. เป็นผู้กำกับดูแลแผนงานหลัก | คณะรัฐมนตรี |
| 23 ธันวาคม 2563 | มีข้อสั่งการให้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับ จังหวัดเชียงราย พิจารณา จัดตั้งคณะทำงานเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาและฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม ในการประชุม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอ แผนพัฒนาระยะสั้น 4 ปี (2564–2568) ซึ่งประกอบด้วยหลายโครงการย่อย รวมถึง โครงการพัฒนาแก้มลิงเวียงหนองหล่ม | ประวิตร วงษ์สุวรรณ |
| 18 พฤษภาคม 2564 | เห็นชอบกรอบแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม ควบคู่ไปกับกว๊านพะเยา | คณะรัฐมนตรี |
| 11 พฤษภาคม 2564 | เห็นชอบแผนงานเร่งด่วนปี 2564 วงเงิน 90 ล้านบาท (กรมชลประทาน) และ 30.56 ล้านบาท (หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา) | ประวิตร วงษ์สุวรรณ |
| 28 ธันวาคม 2565 | เห็นชอบร่างแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม (พ.ศ. 2566 – 2570) วงเงิน 3,880.85 ล้านบาท | คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) |
ถ้าเราลองไปดู ‘รายงานการศึกษาโครงการเบื้องต้น (Reconnaissance Study Report) โครงการแก้มลิงเวียงหนองหล่ม’ ของโครงการนี้ จะเห็นเหตุผลในมุมมองของรัฐที่ชัดเจนว่า ในอำเภอแม่จันมีพื้นที่เกษตรและที่อยู่อาศัยรวมกันกว่า 69,000 ไร่ แต่กลับกักเก็บน้ำได้เพียง 2.2 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการใช้จริง ด้วยตัวเลขที่ดูไม่สมดุลกันแบบนี้ รัฐจึงตัดสินใจเปลี่ยนเวียงหนองหล่มให้กลายเป็น ‘แก้มลิงขนาดใหญ่’ เพื่อยกระดับพื้นที่ให้เป็นธนาคารน้ำที่จับต้องได้ และพร้อมดึงมาใช้บริหารจัดการได้ทันทีในยามจำเป็น

หลักการ ‘แก้มลิง’ นี้หลายคนคงคุ้นเคยกันดีว่าเป็นแนวพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ที่ริเริ่มขึ้นหลังเกิดวิกฤตอุทกภัยเมื่อปี พ.ศ. 2538 เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งซ้ำซาก ในทางปฏิบัติจึงเป็นการใช้พื้นที่ลุ่มต่ำ อย่าง บึง หรือหนองน้ำธรรมชาติ ให้ทำหน้าที่เป็น ‘แหล่งพักน้ำชั่วคราว’ ชะลอน้ำไว้ก่อนจะระบายลงสู่ลำน้ำสายหลักในจังหวะที่เหมาะสม
แต่ในขณะที่ฝั่งวิศวกรมองว่านี่คือการแก้ปัญหาที่ชาญฉลาด ชาวบ้านกลับเริ่มตั้งคำถามว่า ‘กระพุ้งแก้มลิงที่ขยายใหญ่ขึ้นนี้ กำลังไปเบียดบังที่ทำกินและระบบนิเวศเดิมที่มีอยู่หรือเปล?’
ความน่าสนใจคือ โครงการนี้ไม่ใช่แค่การขุดลอกหนองน้ำธรรมดาๆ แต่ถูกมัดรวมอยู่ใน ‘แผนแม่บทพัฒนาเวียงหนองหล่ม (พ.ศ. 2566–2570)’ ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกต์ของเชียงรายที่ใช้เงินงบประมาณสูงถึง 3,880 ล้านบาท โดยกระจายงานออกเป็น 5 ด้าน 65 โครงการย่อย เพื่อยกระดับเวียงหนองหล่มให้เป็นมากกว่าอ่างเก็บน้ำ ด้วยการผลักดันให้เป็น ‘แลนด์มาร์กท่องเที่ยวเชิงนิเวศ’ และแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ เพื่อดึงรายได้ใหม่เข้าสู่ชุมชนในพื้นที่รอยต่อ 2 อำเภอ 4 ตำบล (จันจว้า, จันจว้าใต้, ท่าข้าวเปลือก และโยนก) ครอบคลุมกว่า 14,500 ครัวเรือน ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้มีน้ำสะอาดใช้ตลอดปี ภายใต้กรอบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่รัฐเชื่อว่าจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
ในส่วนของผลกระทบ รายงานอ้างอิงข้อมูลจากการซ้อนทับแผนที่ด้วยโปรแกรม ArcGIS เมื่อปีพ.ศ. 2564 ระบุว่าโครงการนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงไม่จำเป็นต้องทำรายงาน EIA
อย่างไรก็ตาม เสียงจากเวทีประชุมออนไลน์ที่มีชาวบ้านเข้าร่วม 92 คนกลับสะท้อนความกังวลที่ต่างออกไป โดยเฉพาะผู้เลี้ยงควายที่แสดงข้อกังวลถึงความลาดชันของขอบตลิ่ง การคงอยู่ของทุ่งหญ้า และระดับน้ำที่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ของสัตว์น้ำพื้นถิ่น แม้หลายคนจะยอมรับโครงการด้วยความหวังเรื่องการพัฒนา แต่ข้อกังวลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ภายใต้แผนงานมูลค่าเกือบสี่พันล้านบาท ยังมีความละเอียดอ่อนของวิถีชีวิตดั้งเดิมที่ตัวเลขและแผนที่อาจมองไม่เห็น
ปัจจุบัน โครงการพัฒนาแก้มลิงเวียงหนองหล่มพร้อมอาคารประกอบ ภายใต้การดูแลของโครงการชลประทานเชียงราย กำลังเร่งเครื่องเดินหน้าเต็มที่ เฉพาะส่วนนี้มีการใช้งบประมาณไปแล้วกว่า 282 ล้านบาท แต่ตัวเลขนี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวเดียวของแผนงานใหญ่ เพราะภาพรวมโครงการในช่วงปี 2565–2568 รัฐวางงบประมาณไว้สูงถึง 955 ล้านบาท เพื่อปรับโฉมพื้นที่แห่งนี้อย่างเต็มรูปแบบ
รายงานผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดเชียงราย (ก.ธ.จ.) ประจำปีงบประมาณ 2567 ระบุว่า งานโครงสร้างมีความคืบหน้าและ ‘คุ้มค่า’ โดยเฉพาะการขุดลอกแม่น้ำลัวระยะทาง 16.2 กิโลเมตร วงเงิน 285 ล้านบาท ที่ช่วยให้พื้นที่เกษตรรอบข้างปลูกข้าวได้ตลอดปี และตอกย้ำบทบาทเวียงหนองหล่มในฐานะ ‘ธนาคารน้ำ’ ของเกษตรกรในมุมมองของรัฐ
แต่ภายใต้ตัวเลขความสำเร็จ ความตึงเครียดก็เริ่มชัด เมื่อแก้มลิงที่ขุดลึก 2–4 เมตรเพื่อกักน้ำสูงสุด กลายเป็นตลิ่งชันที่ตัดขาดวิถีเดิม ฝูงควายลงเล่นน้ำหรือแช่ปลักไม่ได้เหมือนก่อน
ภาพรวมจึงสะท้อนกรอบคิดของรัฐ ที่มองเวียงหนองหล่มเป็นเพียง ‘อ่างเก็บน้ำที่ควบคุมได้’ มากกว่า ‘พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีชีวิต’ เป็นการพัฒนาบนไม้บรรทัดวิศวกรรมที่ยึดตัวเลขความจุและการควบคุมน้ำเป็นตัวตั้ง แม้ภายหลังจะมีการอ้างถึงการแบ่งโซนอนุรักษ์
แต่หัวใจของระบบนิเวศและลมหายใจของคนในพื้นที่ ถูกนับรวมอยู่ในสมการความคุ้มค่ามาตั้งแต่ต้นจริงหรือไม่?
จาก ‘ห้างใหญ่กลางทุ่ง’ สู่บ่อดินลึก เมื่ออู่ข้าวอู่น้ำถูกสั่งปิดด้วยตรรกะอ่างเก็บน้ำ
เมื่อเราวางรายงานในห้องประชุมลง แล้วลองเดินลงไปสัมผัสผืนดินและรอยเท้าควายที่เวียงหนองหล่มในวันนี้ ภาพความสำเร็จที่รัฐนำเสนอ กลับมีรอยร้าวที่ลึกซึ้งกว่าที่ปรากฏในเอกสาร

ในความทรงจำของชุมชน เวียงหนองหล่มเคยเป็น ‘อู่ข้าวอู่น้ำ’ อย่างแท้จริง เมืองชื่น จินดาธรรม ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวชุมชนป่าสักหลวง อำเภอแม่จัน เล่าย้อนว่า ผืนน้ำในอดีตตื้นพอให้ชาวบ้านเดินลงไปหากุ้งฝอย จับปลาตัวเล็กๆ และเก็บ ‘บัวกวัก’ หรือบัวลอยพื้นเมืองมาทำอาหารได้ง่ายๆ ที่นี่คือพื้นที่ชุ่มน้ำที่อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งอาหารและชีวิตที่หล่อเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้านมาอย่างยาวนาน
“เมื่อก่อนชาวบ้านบอกว่า ที่นี่จะยากจนขนาดไหน ถ้ามาเวียงหนองก็ไม่อด ที่นี่มีหมดเลย เวียงหนองมันก็เป็นเหมือนกับห้างขนาดใหญ่ของชาวบ้าน มาเก็บผัก เอาปลา เอากุ้ง ได้หมดเลย แต่ตอนนี้คือมันก็ไม่มีอะไรแล้ว”
สำหรับชาวบ้าน เวียงหนองหล่มคือแหล่งอาหารที่เข้าถึงได้ง่ายและอุดมสมบูรณ์ เป็นเหมือน ‘ห้างสรรพสินค้ากลางทุ่ง’ ที่ไม่ว่าใครก็สามารถมาเก็บผัก จับกุ้ง หาปลาได้ตลอด แต่ภาพความอุดมสมบูรณ์นั้น กลับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วหลังโครงการแก้มลิงเวียงหนองหล่มเดินหน้า พื้นที่ชุ่มน้ำที่เคยตื้นและเชื่อมโยงถึงกันถูกขุดลึกเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ถูกแบ่งด้วยคันดิน จนระบบนิเวศที่เคยทำงานเองตามธรรมชาติค่อยๆ สลายไป พร้อมกับร่องน้ำที่เคยเชื่อมหลายหมู่บ้านซึ่งถูกตัดขาดลง
“ร่องน้ำตรงนี้เมื่อก่อนมันไหลไปหากันทุกหมู่บ้าน ไหลไปหมู่บ้านต้นยาง หนองร่อง บ้านห้วย เข้าไปเชียงแสนด้วยเลย คือร่องน้ำนี้มันจะไปหากันหมด แล้วเรื่องน้ำท่วมจะไม่มีเลย เพราะว่ามันมีร่องน้ำที่มันระบายอยู่ตลอดเวลา”

ตลอดช่วงดำเนินโครงการ ชาวบ้านพยายามสะท้อนปัญหาและความกังวลต่อหน่วยงานรัฐ แต่สิ่งที่ได้รับกลับมา กลายเป็นเพียงการปลอบใจแบบขอไปที ที่ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกขมขื่น จนชาวบ้านรู้ว่าปัญหาที่กำลังเผชิญ ไม่ได้ถูกแก้ไขที่ต้นเหตุเลยแม้แต่น้อย
“เขาบอกว่าเดี๋ยวเขาเอาปลามาปล่อยให้ แต่ที่จะเอามาปล่อย มันไม่ใช่ปลาพื้นเมือง และที่ตลกร้ายคือ เขาเคยพูดขำๆ ว่าจะเอาปลาหมอคางดำมาปล่อย ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ นี่ฉิบหายแน่”
เมื่ออำนาจ ‘ผี’ พ่ายแพ้ต่อ ‘ทุนใหญ่’ อวสานป่าต้นอั้นและจุดจบของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์

อีกหนึ่งหัวใจของระบบนิเวศเวียงหนองหล่มคือ ‘ป่าต้นอั้น’ หรือ ‘ต้นไชยวาน’ โกงกางน้ำจืดที่เคยขึ้นหนาแน่นทั่วผืนพื้นที่ เป็นเหมือนตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ชุ่มน้ำ แต่ในวันนี้ ป่าต้นอั้นที่เคยเขียวชอุ่มกลับทยอยยืนต้นตายไปเกือบหมด และถูกแทนที่ด้วยพืชรุกรานอย่าง ‘ไมยราบยักษ์’ ที่เร่งให้ระบบนิเวศเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว
ต้นอั้นเติบโตได้ดีในชั้น ‘ขี้ปึ๋ง’ หรือซากพืชทับถมที่ทับถมกันจนเป็นก้อน ซึ่งเป็นทั้งแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ที่หลบแดดของควาย และบ้านของนกอพยพจากไซบีเรีย โดยในหน้าแล้งขี้ปึ๋งจะช่วยกักเก็บความชื้นไว้ใต้ดินเหมือนฟองน้ำ ทำให้ระบบนิเวศยังคงความอุดมสมบูรณ์
แต่ปัจจุบัน ขี้ปึ๋งเหล่านี้หายไปเกือบหมด ส่งผลให้ต้นอั้นทยอยตายลง พร้อมกับการสูญหายของดอกไม้พื้นถิ่นอย่างดอกเอื้องดินและดอกเอื้องพร้าวที่เคยเบ่งบานในเวียงหนองหล่ม

เมืองชื่นเล่าว่า ก่อนหน้านี้ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเคยพยายามรักษาป่าต้นอั้นผืนนี้ โดยประกาศให้บางส่วนเป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ แต่สุดท้ายแม้ความเชื่อก็ไม่อาจต้านทานความเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อระบบนิเวศดั้งเดิมพังลง พื้นที่ก็ถูกถมและแปรสภาพไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
“พอพื้นที่นี้ตายไป รัฐก็ถมเพิ่มอีก โดยเฉพาะตรงพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ต่อให้ศักดิ์สิทธิ์แค่ไหนก็ไม่สามารถต้านการเปลี่ยนแปลงได้ อำนาจผีก็ช่วยอะไรไม่ได้ แม้จะเป็นผีจากเวียงหนองหล่มมาหลายพันปี ก็ไม่อาจยับยั้งอำนาจทุนหรือเงินได้ สุดท้ายพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป”
ผลกระทบจากการขุดลอกจึงลามไปถึงสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ทั้งปลา นก และวิถีทำมาหากินของชาวบ้านที่พังทลายลงพร้อมกัน โครงการพัฒนาเวียงหนองหล่มในวันนี้จึงไม่ใช่แค่การปรับภูมิทัศน์ แต่กำลังกลายเป็นกระบวนการที่พรากชีวิตและความมั่นคงดั้งเดิมของผู้คนในพื้นที่ออกไป
“โครงการนี้กำลังฆ่าทุกคน เราเองก็ไม่เข้าใจว่านี่คือการส่งเสริมแบบไหน ถึงเขาจะบอกว่าต้องรอให้พัฒนาเสร็จก่อน ในช่วงเวลาที่ให้รอนั้น คนทำโครงการไม่ได้เดือดร้อน แต่ชาวบ้านที่ต้องรอ 3–5 ปี ต้องมองเห็นภาพความเปลี่ยนแปลงซ้ำๆ ”
วันที่ปางควายเป็นเพียงอดีต ลมหายใจที่แผ่วเบาของคนเลี้ยงควายเวียงหนองหล่ม

เวียงหนองหล่มในความทรงจำของคนเลี้ยงควายรุ่นเก่า คือ ‘ปางควายที่ใหญ่ที่สุด’ แห่งหนึ่งของประเทศ ภาพทุ่งหญ้ากว้างสุดสายตา และระบบนิเวศที่สมบูรณ์เคยหล่อเลี้ยงทั้งคนและสัตว์มานานหลายชั่วอายุ
“ตะก่อนถ้าอยู่ตี้ปาง ผ่อลงมา จะเห็นเป๋นหญ้าหมด หญ้าปล้อง หญ้าหยัง ควายมากิ๋นเต็มไปหมด ควายก็กินน้ำบ้าง กินหญ้าบ้าง มันผสมผสานกันไป”
สมศรี ทายะนา สมาชิกกลุ่มผู้เลี้ยงควายบ้านป่าสักหลวง เล่าว่าเธอเริ่มเลี้ยงควายมาตั้งแต่ 9 ขวบ ในยุคนั้นพื้นที่แห่งนี้คือขุมทรัพย์ของชุมชน ไม่ได้มีแค่หญ้าให้ควายกิน แต่ยังมีทั้งปลา หอย และพืชน้ำให้ชาวบ้านได้เก็บหาเลี้ยงชีพ

แต่ความสมบูรณ์นั้นกำลังกลายเป็นเพียงอดีต สมศรีสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เงียบเหงาลงเรื่อยๆ นกประจำถิ่นที่เคยเห็นจนชินตาเริ่มหายไป ความเงียบนี้ไม่ใช่แค่ธรรมชาติที่อ่อนแรงลง แต่เปรียบเสมือนลมหายใจของเวียงหนองหล่มที่ค่อยๆ แผ่วเบาลงทุกที
“ถ้าเปรียบควายเป๋นคน กะคงเหมือนคนที่ต้องดิ้นรนหาอยู่หากิ๋นตลอดเวลา บ่ได้อิ่มท้องก็ต้องขวนขวาย หาของกิ๋นเอง มันหิวมันก็ต้องเดินหาเรื่อยๆ”
คำเปรียบเปรยนี้ สำหรับสมศรี ไม่ได้พูดถึงควายเพียงอย่างเดียว หากสะท้อนวิถีชีวิตของผู้เลี้ยงควายในพื้นที่ ที่ต้องดิ้นรน ปรับตัว และอยู่กับความไม่แน่นอน ในวันที่ปางควายซึ่งเคยเป็นเส้นเลือดใหญ่ของชุมชน เหลือเพียงภาพจำในอดีต แม้รัฐจะพยายามแก้ปัญหาด้วยการแจกเมล็ดหญ้าสายพันธุ์ใหม่มาให้ปลูกทดแทน แต่ควายหลายตัวกลับไม่ยอมกิน เพราะคุ้นเคยกับหญ้าพื้นเมืองมากกว่า แถมหญ้าที่นำมาปลูกบางชนิดก็ใบแข็งเกินไปจนควายหลีกเลี่ยง

สถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ทำให้คนเลี้ยงควายหลายรายตัดสินใจทิ้งอาชีพดั้งเดิมไป แม้แต่ควายในโครงการที่รัฐเคยแจกให้ก็แทบไม่มีใครเลี้ยงต่อ เพราะไม่มีพื้นที่ให้ควายหากิน
สมศรีมองว่าหากโครงการนี้เสร็จสิ้นลง ในระยะ 3–5 ปีข้างหน้า ถ้าพอมีพื้นที่เหลือให้หว่านหญ้าได้บ้าง การเลี้ยงควายก็อาจจะยังพอไปต่อได้ แต่ถ้าสุดท้ายไม่มีแหล่งอาหารรองรับ อาชีพนี้ก็คงต้องปิดตัวลง และต้องทยอยขายควายออกไปทีละตัวอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทุกวันนี้ผลกระทบเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ผู้เลี้ยงควายหลายรายตัดสินใจเลิกอาชีพไปแล้ว แม้แต่ควายที่รัฐเคยแจกให้ในโครงการต่างๆ ก็แทบไม่มีใครเลี้ยงต่อ เพราะทุกครอบครัวต่างเจอทางตันเดียวกัน คือไม่มีทุ่งหญ้าให้ควายหากิน
“ถ้ามันบ่มีตี้เลี้ยงแล้วจริงๆ แม่ก็คงต้องขาย เพราะเฮาก็แก่แล้ว จะให้มาเดินไล่ควาย เลาะหญ้า เซาะหญ้าให้มันกินทุกวัน มันลำบากขนาด”
เสียงของสมศรีจึงสะท้อนความจริงที่เจ็บปวดว่า เมื่อความสมบูรณ์ที่เคยเป็นต้นทุนชีวิตหายไป อาชีพดั้งเดิมที่ฝังรากอยู่ในเวียงหนองหล่มก็ไม่อาจยืนหยัดอยู่ได้อีกต่อไปเช่นกัน

รื้อระบบชีวิต เพื่อ ‘ปริมาตรน้ำ’ วิธีคิดที่ยังบิดเบี้ยวของรัฐไทย
“เวียงหนองหล่มเป็นจุดดูเป็ดป่าที่ดีที่สุดในประเทศไทย มีเป็ดหายาก เป็ดสวยๆ เยอะมาก อย่างเป็ดแมนดาริน เป็ดเขียว นี่คือจุดเด่นของที่นี่ คือทรัพยากรที่ชุมชนสามารถต่อยอดได้ เราอยากให้คนเห็นว่าของพวกนี้จะมีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคปัจจุบัน”

ตลอด 30 ปีสำหรับ นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือ ‘หมอหม่อง’ เวียงหนองหล่มไม่ใช่ wasteland (พื้นที่รกร้าง) แต่คือ wetland (พื้นที่ชุ่มน้ำ) ที่มีชีวิต ที่นี่คือมรดกจากแม่น้ำหลงทิศ (Oxbow Lake) ที่ธรรมชาติใช้เวลาถักทอนับพันปีจนเกิดโครงสร้าง ‘ป่าต้นอั้น’ และ ‘ผืนดินนิ่มยุบยับ’ ที่หาได้ยากยิ่งในระดับโลก พื้นที่แห่งนี้ไม่ได้มีหน้าที่แค่ความสวยงาม แต่คือ ‘ฟองน้ำยักษ์’ ที่คอยดูดซับน้ำหลากและกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ใต้ดิน เป็นดั่งตู้เสบียงและบ้านหลังสุดท้ายของนกหายากอย่างนกแสกทุ่งหญ้า และเป็นจุดรวมพลของเหยี่ยวทุ่งนับร้อยที่อพยพข้ามทวีปมาเพื่อพักพิง


ทว่าความลึกลับซับซ้อนของธรรมชาติ กลับพ่ายแพ้ต่อตรรกะแบบเลขคณิตของรัฐ ที่ติดกรอบคิดแบบวิศวกรรมที่มองน้ำเป็นเพียง ‘ตัวเลขปริมาตร’ รัฐต้องการน้ำที่มองเห็นได้ด้วยตาในบ่อขุดลอก โดยหารู้ไม่ว่านั่นคือการทำลาย ‘อวัยวะ’ สำคัญของระบบนิเวศ

หมอหม่องชี้ให้เห็นความย้อนแย้งที่น่ากลัวว่า การขุดลอกให้เป็นบ่อเปิดโล่งคือการทำลายกลไกฟองน้ำธรรมชาติ แล้วแทนที่ด้วยบ่อน้ำที่สัมผัสแดดโดยตรง ซึ่งเร่งอัตราการระเหยทิ้งให้เร็วขึ้นกว่าเดิมเสียอีก สิ่งที่รัฐเรียกว่าการพัฒนาจึงไม่ต่างจากการ ‘เอาเพชรมาทุบทิ้ง’ เพียงเพื่อจะแลกกับภาชนะเก็บน้ำที่ไร้ประสิทธิภาพ และทำลาย ‘บริการทางนิเวศ’ (Ecosystem Services) ทั้งการกรองน้ำและการเป็นทุ่งเลี้ยงควายที่หล่อเลี้ยงชุมชนมายาวนาน
“กรมชลประทานบอกว่าโครงการขุดลอกไม่ทำลายระบบนิเวศ แต่ดูสภาพตอนนี้แล้วจะไม่ทำลายได้อย่างไร ในเมื่อทุกอย่างไม่เหมือนเดิม สิ่งที่เหลืออยู่เป็นแค่บ่อน้ำธรรมดา พื้นที่ชุ่มน้ำ พันธุ์ไม้ กล้วยไม้ป่าอย่างเอื้องจิ้มฟันควายที่เคยเป็นดงใหญ่ รวมถึงป่าต้นอั้นแบบป่าดึกดำบรรพ์ ภาพเหล่านั้นไม่เหลือแล้ว ผมจึงไม่เข้าใจว่าคำว่า ‘ไม่กระทบนิเวศ’ หมายถึงอะไร เพราะมันเป็นคนละภาพกันเลย”
สำหรับหมอหม่อง คำถามสำคัญที่มักถูกมองข้ามไปในโครงการนี้ ไม่ใช่แค่ว่าเราจะได้อะไร แต่คือ ‘ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นคุ้มค่าหรือไม่’ เขายังตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่ในโลกความเป็นจริงมักถูกลดทอนคุณค่าเป็นเพียง ‘ตรายาง’ เพื่ออนุมัติงบประมาณ ทั้งที่ในความเป็นจริง หากเราต้องการการพัฒนาที่ยั่งยืนจริง กระบวนการเหล่านี้ต้องเข้มข้นและเปิดกว้างให้ผู้เชี่ยวชาญหลากมิติ ตั้งแต่นิเวศวิทยาไปจนถึงโบราณคดีและประวัติศาสตร์ เข้ามามีส่วนร่วมกำหนดชะตากรรมของพื้นที่อย่างแท้จริง
“ระบบนิเวศหรือมรดกธรรมชาติเหล่านี้ไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของใคร แต่เป็นสมบัติร่วมของทุกคน คนในพื้นที่สำคัญก็จริง แต่ทุกฝ่ายควรมีสิทธิ์มีเสียง โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ทรัพยากรโดยตรง สิ่งที่ควรทำคือฟังให้รอบด้าน ฟังหลายมุม และอย่างน้อยควรหยุดเพื่อทบทวนก่อนตัดสินใจเดินหน้าต่อ”
ในสายตาของเขา ปัญหาเรื้อรังที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในสังคมไทยคือการ ‘คิดบัญชีที่บิดเบี้ยว’ เรามักนับเฉพาะกำไรที่จับต้องได้ในระยะสั้น เช่น ปริมาตรน้ำหรือพื้นที่เกษตร แต่ไม่เคยนำ ‘ต้นทุนธรรมชาติ’ ที่มองไม่เห็น ทั้งการพังทลายของระบบนิเวศและการสูญเสียที่ไม่อาจย้อนคืน มาคำนวณรวมเป็นต้นทุนที่แท้จริง ความผิดพลาดในการประเมินราคาเช่นนี้เองที่เป็นต้นตอของวิกฤตการณ์หลากรูปแบบ ตั้งแต่ฝุ่น PM2.5 ไปจนถึงการท่องเที่ยวที่ทำลายตัวเองด้วยการกัดกินทรัพยากรจนเหี้ยนเตียน
“รัฐมองแค่ว่าได้น้ำกี่ลูกบาศก์เมตร ได้พื้นที่เกษตรเท่าไหร่ แต่ไม่เคยคิดต้นทุนของธรรมชาติ ไม่เคยนับความล่มสลายของระบบนิเวศเป็นรายจ่าย แล้วก็เข้าใจไปเองว่าเราได้กำไร วิธีคิดแบบนี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าในประเทศไทย มองแต่ผลประโยชน์ ไม่เคยมองว่าสูญเสียอะไร ทั้งที่พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นสิ่งที่ทั่วโลกเห็นคุณค่า ประเทศที่ไม่มีพยายามสร้างขึ้นใหม่ แต่เรากลับทำลายของที่มีอยู่ นี่คือวิธีคิดที่ล้าสมัย ขาดความเชื่อมโยง และขาดความเข้าใจ”
ผลลัพธ์ของกรอบแนวคิดแบบผิดๆ นี้ สะท้อนออกมาเป็นภาพที่น่าสลดใจ เมื่อทุ่งหญ้าธรรมชาติกลายเป็นกองดินโล่งเตียนที่ถูกยึดครองโดยพืชต่างถิ่นอย่างไมยราบยักษ์ นกที่เป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์พากันหายไปจากแผนที่ จนนักดูนกชาวต่างชาติถึงกับขนานนามพื้นที่นี้ใน Google Maps ว่า ‘Hellscape’ หรือแดนนรก ที่มองไปทางไหนก็เห็นแต่ความแห้งแล้ง
“ผมเข้าใจว่าหน่วยงานรัฐมีหน้าที่จัดหาน้ำ แต่เมื่อรู้ว่าตัวเองมองไม่ครบ โครงการใหญ่แบบนี้ควรเปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและคนที่เข้าใจความซับซ้อนหลายมุมเข้ามาร่วมคิดมากกว่านี้ เรื่องระบบนิเวศ นก หรือการท่องเที่ยว ล้วนเป็นต้นทุนที่ต้องคิดให้ครบ ไม่ใช่มองแค่มุมมนุษย์เท่านั้น เพราะในที่สุดแล้ว มันคือสิทธิในการดำรงอยู่ของทุกชีวิต”

สำหรับหมอหม่อง ความเจ็บปวดไม่ได้อยู่ที่การสูญเสียพื้นที่สีเขียว แต่มันคือการที่รัฐเพิกเฉยต่อข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และใช้ ‘พิธีกรรมทางประชาพิจารณ์’ เป็นตรายางเพื่อเดินหน้าโครงการทั้งที่รู้ว่าผลลัพธ์คือความพินาศ เวียงหนองหล่มในวันนี้จึงเป็นบททดสอบมโนธรรมของสังคมไทยว่า เราจะยังยอมให้การพัฒนาที่ไร้รากความรู้ทำลาย ‘ระบบชีวิต’ ของเราไปทีละส่วน จนสุดท้ายเราอาจไม่เหลืออะไรเลย แม้แต่น้ำที่รัฐอ้างว่าต้องการจะเก็บรักษา
“มนุษย์จะทำลายทุกอย่างแล้วอยู่ได้จริงหรือ อยู่เพียงลำพังท่ามกลางนิเวศที่พังพินาศ ผมว่ามันเป็นบทเรียนจากความผิดพลาดที่เราทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า และควรเรียนรู้ได้เสียที”
ความเงียบงันใน ‘แดนนรก’ กับบทเรียนที่รัฐไม่เคยสอบผ่าน

ความเงียบงันของปางควายที่ค่อยๆ ร้างหายไป สะท้อนว่าเวียงหนองหล่มในวันนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพียงภูมิทัศน์ทางกายภาพ หากแต่กำลังกลายเป็นอนุสรณ์ของความล้มเหลวในการบริหารจัดการทรัพยากร ที่ขาดความเข้าใจต่อชีวิตและวิถีของพื้นที่
“นี่คือการทำลายด้วยฝีมือของรัฐที่ไม่เข้าใจนิเวศอย่างแท้จริง เขามองมาจากกรุงเทพฯ มองพื้นที่จากส่วนกลาง ไม่ได้มองจากชาวบ้าน ถึงเขาจะอ้างว่ามีการประชุมหรือทำประชาพิจารณ์กับชาวบ้าน แต่มันก็แค่ทำเป็นพิธีเท่านั้น” – เมืองชื่นกล่าว
เมื่อรัฐใช้ไม้บรรทัดวิศวกรรมที่นับเพียง ‘ลูกบาศก์เมตร’ แต่ไม่รับฟัง ‘ลมหายใจ’ ของระบบนิเวศ ผลลัพธ์จึงไม่ใช่ความมั่นคงอย่างที่อ้าง หากคือการ ‘ทุบเพชรให้เป็นทราย’ ทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำพันปี เพื่อแลกกับอ่างเก็บน้ำดาดๆ ที่พรากทั้ง ‘ห้างสรรพสินค้าของคนจน’ และฐานที่มั่นสุดท้ายของนกอพยพระดับโลกไปอย่างไม่อาจหวนคืน
ขณะเดียวกัน โครงการมูลค่าเกือบ 4 พันล้านบาทยังถูกผลักดันผ่าน ‘พิธีกรรมประชาพิจารณ์’ ที่ใช้วาทกรรมการพัฒนากลบเสียงชุมชน โดยไม่เคยนำต้นทุนความสูญเสียทางนิเวศมานับรวมไว้ในบัญชีของโครงการเลย
หากวันนี้เวียงหนองหล่มจะถูกเรียกว่า Hellscape มันคงไม่ใช่คำประชด แต่มันคือกระจกสะท้อนภาพสังคมไทยที่สวนทางกับโลก ในขณะที่ทั่วโลกพยายามฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำเพื่อความอยู่รอด แต่ประเทศไทยกลับเลือกทำลายสมบัติล้ำค่าที่มีอยู่ เพียงเพื่อกำไรระยะสั้นและการบริหารจัดการที่บิดเบี้ยว
ท่ามกลางเสียงเครื่องจักรที่ยังคงเดินหน้าขุดลอกพื้นที่เวียงหนองหล่ม สิ่งหนึ่งที่ยังคงเป็นคำถาม ก็คือการหยิบยกแนวคิด ‘แก้มลิง’ จากปี 2538 มาเป็นคำตอบสุดท้ายในปี 2564 นั้น คือความสมเหตุสมผลหรือเป็นเพียงการยึดติดกับสูตรสำเร็จแช่แข็งกันแน่
ภาพของโลกเมื่อ 30 ปีก่อนที่มุ่งเน้นการเอาชนะธรรมชาติด้วยวิศวกรรมโครงสร้าง เพื่อกักน้ำท่วมเมือง คือภาพที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับบริบทของเวียงหนองหล่ม พื้นที่ชุ่มน้ำระดับนานาชาติที่มี ‘ลายนิ้วมือ’ เป็นของตัวเอง ปัญหาน้ำที่นี่มีมิตินิเวศและวิถีวัฒนธรรมที่ซับซ้อนเกินกว่าจะใช้ ‘ไม้บรรทัดจากส่วนกลาง’ เพียงอันเดียวมาวัดค่า
ในวันนี้ ปี 2568 ประเทศไทยและโลกต่างผ่านวิกฤตสิ่งแวดล้อมมานับครั้งไม่ถ้วน เราต่างได้เรียนรู้แล้วว่า การบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพที่สุดในยุคโลกรวนนี้ คือการทำงานร่วมกับธรรมชาติอย่างเข้าใจ ไม่ใช่การขุดลอกล้างบางเพื่อเปลี่ยนหนองน้ำอันอุดมให้กลายเป็น ‘อ่างเก็บน้ำคอนกรีต’ ที่ไร้วิญญาณ
แนวคิดแบบเก่ากำลังกลืนกินพื้นที่นิเวศและบดขยี้วิถีชีวิตดั้งเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้กลุ่มนักวิชาการและคนในพื้นที่พยายามจะตะโกนก้องเพื่อขอให้หยุดทบทวน และมองหาทางเลือกที่ยืดหยุ่นกว่า แต่ดูเหมือนว่าเสียงเหล่านั้น จะไม่เคยทะลุผ่านผนังห้องทำงานของผู้มีอำนาจตัดสินใจเลยแม้แต่น้อย
เพราะแม้ในยามที่ตัวอักษรนี้ กำลังถูกถ่ายทอดออกมาสู่สายตาผู้คน การขุดลอกก็ยังคงเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง โดยที่คนจากส่วนกลาง ผู้เข้ามาวางโครงการแล้วจากไปไม่ได้อยู่ร่วมรับรู้ภาพความเปลี่ยนแปลงที่แหลกเหลวนี้เลยสักนิด
พวกเขาเพียงทิ้งเศษซากของวิถีชีวิตนับพันปีไว้ให้คนพื้นที่ดูต่างหน้าด้วยความช้ำใจ ราษฎรชั้นรากหญ้าในพื้นที่ทำได้เพียงนั่งมอง ‘ภาพจำ’ ของเวียงหนองหล่ม ค่อยๆ ถูกลบเลือนหายไป ภายใต้รอยตีนตะขาบของเครื่องจักรยักษ์ ใหญ่ ทิ้งไว้เพียงปริศนาท้าทายมโนธรรมว่า
ในท้ายที่สุดแล้ว การพัฒนาที่ไร้เสียงสะท้อนจากหัวใจของพื้นที่ จะนำไปสู่ความยั่งยืนที่แท้จริง หรือเป็นเพียง ‘ความสำเร็จบนกระดาษ’ ที่ทิ้งรอยแผลลึกไว้ในโลกแห่งความเป็นจริงต่อไป?
