ฝุ่นภาคเหนือยังคงพุ่งสูง เข้าเกณฑ์ประกาศเขตภัยพิบัติแล้วอย่างน้อย​ 9 จังหวัด Zero burning ช่วยลดฝุ่นได้จริงหรือสร้างปัญหาเพิ่ม?

Date:

30 มีนาคม 2569 สถานการณ์ฝุ่นควันในพื้นที่ภาคเหนือยังคงน่าเป็นห่วง หลังช่วงดึกของวันที่ผ่านมา (29 มี.ค. 69) มีรายงานการตรวจพบจุดความร้อน (Hotspots) ในระบบ FIRMS บนเว็บไซต์ https://firms.modaps.eosdis.nasa.gov/map/ จำนวนมากอย่างมีนัยสำคัญ โดยจุดความร้อนครอบคลุมบริเวณพื้นที่ภาคเหนือของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว, กัมพูชา และเมียนมา 

ภาพ: จุดความร้อน (Hotspots) ที่ตรวจพบตลอด 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาของวันที่ 30 มีนาคม 2569 ในระบบ FIRMS

เช้าวันนี้ (30 มี.ค. 69) ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต​ จังหวัดเชียงใหม่​ เขต​ 8 เผยข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุ “ฝุ่นพิษ​ PM2.5 ภาคเหนือ เกินกำลังหน่วยงานในพื้นที่​ และตอนนี้เข้าเกณฑ์ประกาศภัยพิบัติแล้วอย่างน้อย​ 9 จังหวัด​ ผู้ว่าฯ ต้องประกาศเขตภัยพิบัติและยกระดับเป็นภัยระดับสามให้รัฐมนตรีมหาดไทยมาบัญชาการโดยด่วน”

ภาพ: ข้อเรียกร้องให้ประกาศเขตภัยพิบัติในพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด โดยภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์

อ้างอิงข้อมูล​ PM2.5 รายวัน (เฉลี่ย​ 24​ ชั่วโมง)​ จากศูนย์ CCDC​ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่​ และข้อมูลจากภาครัฐที่ตั้งเกณฑ์ประกาศเขตภัยพิบัติไว้ที่​ 125 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร​เฉลี่ย​ 24 ชั่วโมงต่อเนื่อง​ 5 วัน​ ภัทรพงษ์ระบุว่า ภายใต้สถานการณ์ฝุ่นเช่นนี้ พบจังหวัดที่เข้าเกณฑ์ประกาศแล้วอย่างน้อย​ 9 จังหวัด​ คือ ​เชียงใหม่, ​ลำพูน, ลำปาง, ​เชียงราย, พะเยา, น่าน, ​แพร่, แม่ฮ่องสอน และ ​ตาก ดังนั้น เขาจึงเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการของทั้ง​ 9 จังหวัด ต้องประกาศเขตภัยพิบัติกรณีฝุ่นพิษ ​PM2.5​ โดยด่วน​ เพื่อแก้ปัญหาที่ส่งผลโดยตรงต่อชีวิตของประชาชน

“ผู้นำที่ดีไม่ว่าจะระดับไหน​ เมื่อมีอำนาจ​แล้ว ต้องไม่หนีปัญหา​ สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือ​ สุขภาพและชีวิตของประชาชน​ การจัดการเชิงรุกในส่วนของหน้ากากอนามัย N95 มุ้งลดฝุ่นให้กลุ่มเปราะบาง​ ห้องปลอดฝุ่นที่ครอบคลุมและใช้งานได้จริง 24 ชั่วโมง​ รวมถึงการจัดการที่ต้นตอในการเติมงบฉุกเฉิน​ คน​ อุปกรณ์ในการจัดการไฟป่า​ ในส่วนนี้คือเหตุผลว่าประกาศแล้วได้อะไรครับ”

ในอีกด้าน ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกความเห็นต่อการบริหารจัดการเชื้อเพลิงโดยภาครัฐว่า 

“ปีที่แล้ว zero burning ชนชั้นกลางเฉลิมฉลองกันใหญ่ว่าจุดความร้อนลดลงอย่างมาก ปีนี้ไม่มีฝนมาช่วยเหมือนปีที่แล้ว แถมใบไม้สะสมหนัก ผลออกมาอย่างที่เห็น ปัญหาพื้นที่เผาไหม้ซ้ำซากทุกปี อยู่ในพื้นที่ป่าที่รัฐดูแล ทั้งป่าอนุรักษ์ และป่าสงวนเป็นส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีในพื้นที่ป่าชุมชน ที่ชาวบ้านจัดการกันเข้มแข็ง ก็ต้องไปถามภาครัฐว่า จัดการป่ากันยังไง ถึงปล่อยให้ไฟควบคุมไม่อยู่ขนาดนี้”

ภาพ: ความเห็นต่อมาตรการ zero burning โดยปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี

เธอตั้งคำถามถึงฐานคิดและประสิทธิภาพของมาตรการ zero burning หรือ ‘การห้ามเผา’ ซึ่งเป็นเสมือนการแย่งชิงพื้นที่ป่ามาไว้ภายใต้การจัดการของภาครัฐ ในแง่นี้ เธอให้ความเห็นว่า ‘ควรจัดเวทีคุย’ เพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งเป็นคนที่อยู่กับป่า อยู่กับไฟ อีกทั้งยังเป็นผู้รับผิดชอบดูแลป่าชุมชนในชีวิตจริง ได้แลกเปลี่ยนมุมมองและวิธีจัดการไฟจากประสบการณ์หน้างานจริง เพราะยังมีอีกหลายเสียงที่สะท้อนว่า ‘การห้ามเผาสร้างปัญหาต่อการจัดการไฟอย่างมาก’ โดยเฉพาะในเขตใบไม้สะสมที่เป็นพื้นที่ลาดชัน

“ตราบใดที่ไม่มีการจัดการไฟอย่างเป็นระบบ ให้อำนาจชุมชนในการจัดการป่า จัดการไฟ เอาแต่ผลักให้ชาวบ้านเป็นศัตรู แทนที่จะสร้างการมีส่วนร่วม เราก็จะจมอยู่กับฝุ่นแบบนี้ไปอีกนาน” 

อย่างไรก็ดี เมื่อตั้งคำถามว่า ‘ฝุ่นที่มีปริมาณมากในช่วงนี้มาจากไหน?’ CCDC: Climate Change Data Center หรือ ศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้คำตอบกับเรื่องนี้ว่า เกิดจากองค์ประกอบ 3 เรื่องด้วยกัน ได้แก่

1. ป่าอนุรักษ์และป่าสงวน
“จัดการโดยรัฐ มีจุดเผามาก จุดเผาในแม่ฮ่องสอน มักเกี่ยวกับการลักลอบตัดไม้ ล่าสัตว์ และขนยาเสพติด รวมถึงคำกล่าวโทษว่าเผาเองเอาไม้เอางบ”

2. ป่าชุมชน
“เป็นที่ดินของรัฐแต่อนุโลมให้ชุมชนใช้ มักมีจุดเผาน้อยกว่า เพราะชุมชนไม่อยากให้ไฟลามเข้าที่ตนเอง แต่ในอีกแง่ ก็มีบางคนที่พยายามเพิ่มพื้นที่ตัวเองด้วยการแอบเผาเข้าไปในป่า หรือการหาของป่า (ผักหวาน เห็นถอบ หรือเผาเพื่อให้เดินสะดวก) หรือคนติดยาที่เผาเพราะวิกลจริต”

3. พื้นที่เกษตร
“จัดการโดยชาวบ้าน เผาตอซังข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จุดเผาน้อยกว่าข้อ 1 และ 2 ทางออกอื่นคือการไถกลบด้วยรถไถ หรือทำเกษตรอินทรีย์ (ซึ่งที่เมืองน้อย ทำมา 3 ปี เริ่มเห็นผลแล้ว)”

ท่ามกลางสถานการณ์ฝุ่นควันที่ยังพุ่งสูงและเป็นภัยต่อสุขภาพของประชาชน กรมควบคุมมลพิษ แจ้งเตือนประชาชนในเขตพื้นที่ภาคเหนือว่าอาจต้องเผชิญความเสี่ยงจากฝุ่น PM2.5 สูงอย่างต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 2 เม.ย. 69 โดยระบุให้ประชาชนในพื้นที่งดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ​โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็ก, ผู้สูงอายุ, สตรีมีครรภ์ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ทว่าแม้สถานการณ์ฝุ่นควันในภาคเหนือจะยังไม่ทะลุเลาและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น แต่จนถึงปัจจุบันนี้ ปัญหาฝุ่นที่กัดกินชีวิตของคนภาคเหนือกลับยังไร้ซึ่งดำเนินการที่เป็นรูปธรรมจากทางภาครัฐ 

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

ภาคเหนือวิกฤต PM2.5 พุ่งสูง เชียงใหม่ฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้ม ฝุ่นทะยานอันดับ 1 ของโลก ผู้ว่าแนะงดหรือลดกิจกรรมนอกบ้าน คาดยังหนักอย่างน้อย 1 สัปดาห์

วันนี้ (29 มี.ค. 69) สถานการณ์ฝุ่นควันในพื้นที่ภาคเหนือยังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง หลังข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CCDC) รายงานถึงค่าฝุ่น...

เปิดพื้นที่ทุกภาคส่วนในเชียงใหม่ร่วมออกแบบ ‘เมืองสิทธิมนุษยชน’ สู่เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

27 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์สร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาเมืองเชียงใหม่ (URC) จังหวัดเชียงใหม่ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล...

แม่น้ำสาละวินต้องสูญเสียอย่างน้อย 238 ล้านบาท/ปี และ 811 ครัวเรือน 318 พืช 84 สัตว์ ต้องเผชิญความเสี่ยง แลกเหมืองเถื่อนข้ามพรมแดนที่ยังหาทางแก้ไม่เจอ

เรื่อง: วีรภัทร เหลาเกิ้มหุ่ง, พิมลวรรณ ปานทุ่งภาพ: วีรภัทร เหลาเกิ้มหุ่ง Summary:  แม่น้ำสาละวินมีความยาวประมาณ 3,152 กิโลเมตร...