30 มีนาคม 2569 สถานการณ์ฝุ่นควันในพื้นที่ภาคเหนือยังคงอยู่ในภาวะวิกฤต หลังข้อมูลจากระบบ FIRMS ตรวจพบจุดความร้อน (Hotspots) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงคืนวันที่ 29 มีนาคม 2569 ครอบคลุมทั้งภาคเหนือของไทยและประเทศเพื่อนบ้านอย่าง สปป.ลาว เมียนมา และกัมพูชา ขณะที่ค่าฝุ่นละออง PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงในหลายจังหวัดยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง บางพื้นที่แตะระดับสีม่วง ซึ่งมีผลกระทบรุนแรงต่อสุขภาพของประชาชน
แม้หน่วยงานภาครัฐจะมีการติดตามและรายงานสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมกำหนดเกณฑ์การประกาศเขตภัยพิบัติไว้ชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติ การรับมือยังคงจำกัดอยู่ในระดับพื้นที่ ขาดการยกระดับสู่การบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ โดยมาตรการหลักยังเป็นเพียง การเฝ้าระวังและแจ้งเตือน ขณะที่การระดมทรัพยากรและงบประมาณฉุกเฉินยังไม่เกิดขึ้นในวงกว้าง เนื่องจาก หลายพื้นที่ยังไม่มีการประกาศเขตภัยพิบัติ ทั้งที่สถานการณ์เข้าเกณฑ์แล้ว
ภัทรพงษ์แนะ ผู้ว่าฯ เร่งประกาศภัยพิบัติระดับ 3 ปลดล็อกงบฝุ่น 620 ล้าน เสริมกำลังดับไฟ-คุ้มครองสุขภาพประชาชน
ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ เขต 8 ระบุว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือขณะนี้เกินขีดความสามารถของหน่วยงานระดับจังหวัด และมีอย่างน้อย 9 จังหวัดที่เข้าเกณฑ์ประกาศเขตภัยพิบัติ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ แม่ฮ่องสอน และตาก จึงเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งประกาศเขตภัยพิบัติ และยกระดับเป็น ‘ภัยระดับ 3’ เพื่อให้รัฐบาลเข้ามาบัญชาการโดยตรง ผ่านกลไกระดับภาคที่สามารถสั่งการข้ามกระทรวงได้อย่างมีเอกภาพ
“สิ่งที่ผมเรียกร้องมาโดยตลอดคือ ผู้ว่าฯประกาศเขตภัยพิบัติ แล้วต้องยกระดับเป็นภัยระดับ 3 เพื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมาเป็นผู้บัญชาการ เพราะเรื่องนี้เกินกำลังของจังหวัดแล้ว”
ภัทรพงษ์ยังระบุว่า งบประมาณฉุกเฉินกว่า 620 ล้านบาท ซึ่งยังสามารถขอขยายเพิ่มเติมได้ ยังไม่สามารถนำมาใช้ได้เต็มที่ หากไม่มีการประกาศเขตภัยพิบัติก่อน โดยงบดังกล่าวสามารถใช้ได้ทั้งตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด และการขอใช้นอกหลักเกณฑ์เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการรับมือสถานการณ์วิกฤต
ในส่วนของการใช้ตามหลักเกณฑ์ งบฉุกเฉินจะถูกนำไปสนับสนุนภารกิจควบคุมไฟป่า ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของฝุ่น PM2.5 ผ่านการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนและดับไฟ พร้อมค่าตอบแทน น้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงการซ่อมแซมหรือจัดหาอุปกรณ์และยานพาหนะที่จำเป็น เพื่อเสริมศักยภาพการปฏิบัติงานและลดความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ที่กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนและความล้าสะสม
“งบฉุกเฉินกว่า 620 ล้านบาทมีอยู่แล้ว แต่จะใช้ไม่ได้เลยหากไม่ประกาศเขตภัยพิบัติ ทั้งที่เงินก้อนนี้สามารถเพิ่มกำลังดับไฟ ดูแลสุขภาพประชาชน และสร้างพื้นที่ปลอดฝุ่นได้ทันที”
ขณะเดียวกัน งบดังกล่าวยังสามารถใช้ดูแลผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชน เช่น การจัดหาหน้ากากอนามัย N95 ให้เพียงพอในระดับรายวัน รวมถึงการสนับสนุนอุปกรณ์สำหรับกลุ่มเปราะบาง อาทิ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ โดยเฉพาะ ‘มุ้งลดฝุ่น’ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ถูกนำมาใช้ในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวหรือห้องปลอดฝุ่น ทั้งค่าอาหารและค่าไฟฟ้า
พร้อมกันนี้ ยังมีข้อเสนอให้ใช้กลไกงบประมาณนอกหลักเกณฑ์ควบคู่กัน เพื่ออุดช่องว่างของมาตรการเดิม โดยเฉพาะการจัดตั้งหรือดัดแปลงศูนย์พักพิงให้เป็นห้องปลอดฝุ่นขนาดใหญ่ รองรับประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงเครื่องฟอกอากาศในครัวเรือน ให้มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับพักพิงตลอด 24 ชั่วโมงในช่วงวิกฤต รวมถึงการปรับเพิ่มค่าตอบแทนสำหรับภารกิจที่มีความเสี่ยงสูง เช่น งานดับไฟป่า จากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นสองเท่า และการจัดสวัสดิการด้านประกันชีวิตและสุขภาพให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน
“นี่ไม่ใช่แค่เรื่องงบประมาณ แต่คือการตัดสินใจว่าจะปล่อยให้ประชาชนเผชิญอากาศเป็นพิษต่อไป หรือจะใช้ทุกเครื่องมือที่มีเพื่อปกป้องชีวิตพวกเขา”
ทั้งนี้ เขาย้ำว่า แม้สถานการณ์จะไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมดในระยะสั้น แต่การเร่งใช้ทรัพยากรเพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน และควบคุมต้นตอของฝุ่นพิษให้ได้มากที่สุด เป็นภารกิจเร่งด่วนที่ทุกระดับต้องดำเนินการ
“ต่อให้แก้ปัญหาไม่ได้ทั้งหมดในวันนี้ อย่างน้อยรัฐต้องลดความเสี่ยงต่อชีวิตประชาชนให้ได้มากที่สุด เพราะลมหายใจของคนภาคเหนือรอไม่ได้อีกแล้ว”
สมชาย ชี้กฎหมายมีแต่ไม่บังคับใช้ รัฐทำงานเสมือนไร้วิกฤต ล้มเหลวซ้ำซาก
ด้าน สมชาย ปรีชาศิลปกุล นักวิชาการและประชาชนเชียงใหม่ผู้เคยฟ้องคดีฝุ่น ระบุว่า สถานการณ์ฝุ่นในภาคเหนือขณะนี้อยู่ในระดับที่ไม่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตตามปกติของมนุษย์ โดยค่าฝุ่นในหลายพื้นที่อยู่ในระดับอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพ แม้จะมีกฎหมายให้อำนาจหน่วยงานรัฐในการจัดการปัญหา แต่การบังคับใช้กลับไม่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง แม้ก่อนหน้านี้จะมีคำสั่งศาลให้หน่วยงานดำเนินการแล้วก็ตาม
เขามองว่า หน่วยงานรัฐในทุกระดับยังสามารถใช้อำนาจที่มีอยู่ดำเนินการได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการประกาศเขตภัยพิบัติ การแจ้งเตือนประชาชน การกระจายอุปกรณ์ป้องกัน หรือการปรับรูปแบบการทำงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกลับพบว่า หลายหน่วยงานยังคงดำเนินงานเสมือนไม่มีวิกฤต ขณะที่ประชาชนจำนวนมากยังต้องใช้ชีวิตและทำมาหากินท่ามกลางอากาศเป็นพิษโดยขาดการป้องกันที่เพียงพอ
“เป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่งว่าเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ต่างยังคงทำงานไปราวกับว่าไม่มีภัยพิบัติเกิดขึ้น แน่นอนว่าในห้องทำงานของท่าน สามารถบรรเทาผลกระทบจากปัญหาฝุ่นที่กำลังท่วมเมืองอยู่ในขณะนี้ แต่ต้องไม่ลืมว่าประชาชนจำนวนมากยังคงต้องทำมาหากินอยู่นอกห้องปิด ไม่มีเครื่องกรองอากาศ ไม่มีหน้ากากอนามัย ต่างกำลังสะสมความเจ็บป่วยไว้ในร่างกาย หรือคนจำนวนมากก็อาจแสดงอาการออกมาให้เห็น”
ท่ามกลางวิกฤตที่ยืดเยื้อ ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือจึงไม่เพียงเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อม หากยังสะท้อนถึงขีดความสามารถของรัฐในการรับมือภัยพิบัติ และความเร่งด่วนของการตัดสินใจเชิงนโยบาย ที่มีผลโดยตรงต่อลมหายใจและสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง
