ปิดเทอมสร้างสรรค์ : คุยกับ ‘LC’ จาก 9 จังหวัดภาคเหนือที่เชื่อว่าเด็กคือหัวใจของทุกพื้นที่

เรื่อง: ปวิชญา ม่วงแดง

ภาพ: แคนคำ ตาคำ

Learning Creator หรือ ‘LC’ หลายคนอาจสงสัยว่าหมายถึงใคร? แต่จริง ๆ แล้ว LC ก็คือคนที่ลุกขึ้นมาขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน เปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้ใช้เวลาว่างช่วงปิดภาคเรียนอย่างสร้างสรรค์ พวกเขาอาจเป็นครู นักกิจกรรม คนทำงานกับเยาวชน หรือแม้แต่ใครก็ตามที่อยากนำความรู้และประสบการณ์ชีวิตมาแบ่งปัน LC จึงเป็นกำลังสำคัญของ ‘ปิดเทอมสร้างสรรค์’ ที่ตั้งอยู่บนความเชื่อว่า การเรียนรู้เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา และต่อเนื่องตลอดชีวิต

แต่ละพื้นที่ LC จะออกแบบกิจกรรมไม่เหมือนกัน บางแห่งเน้นศิลปะ บางแห่งใช้เกษตร บางแห่งหยิบเอาวัฒนธรรมชุมชนหรือปัญหาท้องถิ่นมาเป็นโจทย์ ทั้งหมดสะท้อนว่า “การเรียนรู้” ไม่จำกัดอยู่แค่ห้องเรียน และไม่จำกัดว่าผู้สอนต้องเป็นใคร

หนึ่งในเวทีสำคัญที่รวม LC ภาคเหนือมาเจอกันคือ Learning Creator Workshop จัดขึ้นที่ Makhampom Art Space อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 10–12 สิงหาคม 2568 ตัวแทนจาก 9 จังหวัด เชียงราย เชียงใหม่ แพร่ น่าน พิษณุโลก ลำปาง ลำพูน อุตรดิตถ์ และตาก มารวมตัว แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และต่อยอดไอเดียเพื่อสร้างพื้นที่เรียนรู้ในช่วงปิดเทอมครั้งต่อไป

เปลี่ยนชุมชนสู่พื้นที่สร้างสรรค์

อาร์ต–อภินัทธ์ อุทธโยธา อดีตวิศวกรที่เลือกกลับบ้านเกิดใน อ.แม่จัน จังหวัดเชียงราย จากกลุ่ม ‘ป่ายางบันดาลใจ’ เริ่มต้นจากความทรงจำง่าย ๆ ว่าหมู่บ้านเคยคึกคัก เด็กมีลานให้วิ่งเล่น แต่เมื่อเวลาผ่านไป สวนสาธารณะไม่มี เด็ก ๆ ไม่รู้จะไปรวมตัวที่ไหน เขาจึงอยากสร้าง ‘พื้นที่เล็ก ๆ’ ให้เด็กในชุมชน

ความคิดเล็ก ๆ นั้นกลายเป็นจริง เมื่ออาร์ตได้ยินโครงการ ‘พื้นที่เรียนรู้บนฐานชุมชน’ ของมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.) เขาลองสมัครและถูกคัดเลือกเป็นหนึ่งใน 5 ทีม กิจกรรมเริ่มต้นจากงานศิลปะ Among Us ใช้วัสดุรอบตัวมาทำงานสร้างสรรค์ ต่อด้วยกิจกรรมปลูกป่า grow with mom และ Walk for B ที่ให้เด็ก ๆ โรยเมล็ดดอกไม้ไปตามพื้นที่ต่างๆ

อาร์ต – อภินัทธ์ อุทธโยธา กลุ่มป่ายางบันดาลใจ

จากสวนหลังบ้าน อาร์ตต่อยอดไปใช้พื้นที่ของวัด ทำเป็นทั้งลานเล่นและห้องสมุด เขาบอกว่า “สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือรอยยิ้มของเด็ก ๆ เรารู้จักแทบทุกคนในหมู่บ้าน เห็นทั้งชีวิตและปัญหาของพวกเขา บางคนมีปัญหาที่บ้าน แต่พอมาที่นี่ เขาดูมีความสุขขึ้น”

การมาร่วม Workshop ที่เชียงดาวยิ่งทำให้เขาได้แนวคิดใหม่ ๆ ในการออกแบบกิจกรรมและแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แม้ยังไม่รู้ว่าอนาคต ‘ป่ายางบันดาลใจ’ จะไปถึงไหน แต่อาร์ตบอกว่าอยากเริ่มจากเล็ก ๆ ให้เด็กมีที่เล่น ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ ไม่อยู่แค่ในห้องเรียนหรือมือถือ และหวังว่าจะเชื่อมโยงกับโรงเรียนในอนาคตด้วย

ขณะที่ เอ๊ะ – กันนิกา สมหวัง จาก ‘ศูนย์เรียนรู้ขนุนฟาร์ม’ เริ่มทำศูนย์เรียนรู้เพราะอยากให้เด็กในชุมชนมีพื้นที่ใช้เวลาว่างอย่างมีประโยชน์ และได้สัมผัสวิถีชุมชนจริง ๆ เธอเข้ามาร่วมโครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ผ่านการชักชวนของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์

เอ๊ะ – กันนิกา สมหวัง ศูนย์เรียนรู้ขนุนฟาร์ม

กิจกรรมที่จัดขึ้นหลากหลายและเชื่อมโยงชีวิตประจำวัน เด็กได้เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ ตั้งแต่ปลูกผักอินทรีย์ เพาะกล้า เตรียมดิน เลี้ยงปลา กบ แหนแดง ไปจนถึงการทำปลาส้มและสลัดโรล ฟาร์มบ้านหมีริมเหมืองและเครือข่าย Young Smart เข้ามาร่วมมือ ทำให้ทุกอย่างลงมือทำจริง

ไม่เพียงแต่เด็ก ๆ เท่านั้น นักศึกษา มรภ.อุตรดิตถ์ ยังเข้ามาดูงาน โรงพยาบาลอุตรดิตถ์ก็ร่วมสร้างตลาดเกษตรอินทรีย์ และทีมฟุตบอลที่เกิดจากเด็ก ๆ เองก็ได้รับการสนับสนุนจากคนในชุมชน ทั้งอุปกรณ์ กีฬา และอาหาร

เอ๊ะเล่าว่า “ความคาดหวังคืออยากทำบ่อย ๆ ให้เด็กห่างจากเกมและมือถือ มาเจอเพื่อน มาอยู่กับครอบครัวในพื้นที่เรียนรู้เดียวกัน ที่นี่ไม่ใช่แค่พื้นที่เรียนรู้ของเด็ก แต่เป็นพื้นที่ที่ครอบครัวได้ใช้เวลาด้วยกันจริง ๆ”

เธอยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อ แม้โครงการปิดเทอมจะจบ แต่ความตั้งใจคือการเปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้เรียนรู้และมีความสุขร่วมกันต่อไป

เช่นเดียวกับ แหวน – สุภาคินี ตาทา จากกลุ่มเสริมแรงเรียน เธอเคยช่วยทีมลำปางในโครงการปีที่ผ่านมา เมื่อเห็นกระบวนการทำงานจริง ๆ ทำให้ปีนี้เมื่อโครงการมาจัดที่เชียงใหม่ เธอตัดสินใจเข้ามาเป็น LC พื้นที่ อ.แม่ออน

กิจกรรมที่จัดเน้นการเชื่อมโยงเยาวชนกับวัฒนธรรม เช่น ฟ้อนเจิง ฟ้อนดาบ สล้อ ซึง ด้นผ้า ทำอาหารและขนม โดยมีคุณแม่ คุณป้าในชุมชนมาช่วยสอน ถ่ายทอดประสบการณ์ตรง

แหวน – สุภาคินี ตาทา กลุ่มเสริมแรงเรียน

แหวนเล่าว่า “สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือเห็นแรงบันดาลใจของเด็ก ๆ จริง ๆ เขาแค่ต้องการพื้นที่รวมกลุ่ม ความสำเร็จแรกคือการที่เขาได้รวมตัวกัน ความสำเร็จถัดมาคือการที่เขาอยากรวมกลุ่มกันต่อไปเอง เพื่อรักษาวัฒนธรรมให้คงอยู่”

เธอตั้งใจทำกิจกรรมต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ปี เหมือนการทำสตาร์ทอัพที่เริ่มเล็ก ๆ แต่ค่อย ๆ ขยาย

“เด็กในช่วงปิดเทอม ถ้าเด็กไม่มีที่ไป พวกเขาอาจไปรวมกลุ่มมั่วสุม บางทีกลายเป็นภาพลบในสายตาผู้ใหญ่”

แน็ค – พิรภพ กวางทอง กลุ่มเด็กป่าหน้าวัด

ประโยคเจือปนอคติที่ แน็ค – พิรภพ กวางทอง จาก “เด็กป่าหน้าวัด” จ.แพร่ บอก แม้มันจะเต็มไปด้วยแง่ลบ แต่แน็คพาเราค้นไปให้ลึกกว่านั้น ว่าเด็กในชุมชนไม่มีที่ไปในช่วงปิดเทอม จึงใช้โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์มาเปิดพื้นที่ปลอดภัยแทน

กิจกรรมที่แน็คและเด็กป่าหน้าวัดทำมีตั้งแต่ทำอาหาร วาดรูประบายสี ทำกระเป๋าผ้า ไอติมหลอด น้ำแข็งใส ไปจนถึงลานเล่นกลางชุมชนที่มีบ้านไม้ ชิงช้า และเกมบันไดงูบนพื้น ทั้งหมดเกิดจากความร่วมมือระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ในชุมชน

แน็คบอกว่า “หากเด็กเติบโตดี ชุมชนก็จะดีไปด้วย พื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กคือการลงทุนเพื่ออนาคต”

สิ่งท้าทายคือการพาเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้มาร่วมกิจกรรมเดียวกับเด็กทั่วไป เพื่อให้ทุกคนเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันโดยไม่แบ่งแยก ไม่บูลลี่ และมองเห็นคุณค่าของกันและกัน

ต้นทุนชุมชน สู่ต้นทุนที่เยาวชนเรียนรู้ได้

นอกจากการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ที่เหล่า LC ให้ความสำคัญแล้ว จุดร่วมอีกอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ การใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นฐานในการออกแบบกิจกรรม เพื่อให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ ทดลอง และเติบโตไปพร้อมกับชุมชนของตัวเอง

แมะ – อาภรณ์ สองยางเจริญสุข กลุ่มลาลาพอ

แมะ – อาภรณ์ สองยางเจริญสุข ผู้ก่อตั้งแบรนด์ผ้าทอ ‘ลาลาพอ’ จาก จ.ตาก ใช้วัสดุท้องถิ่นและการย้อมสีธรรมชาติเป็นฐานการเรียนรู้ของเด็กชาติพันธุ์ เธอยังทำหน้าที่ผู้ประสานงาน LC 5 อำเภอชายแดนตาก

แมะเล่าว่า “เราไม่ได้กำหนดว่าเด็กต้องเรียนรู้อะไร แต่เปิดโอกาสให้ LC ในพื้นที่ออกแบบเองตามสิ่งที่สอดคล้องกับชีวิตจริง”

เธอมองว่าปัญหาคือเรื่องทรัพยากรและการสนับสนุนระยะยาว รัฐควรมีบทบาทมากกว่านี้ แต่ในความเป็นจริง ระบบราชการมักไม่ยืดหยุ่น จึงต้องเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำได้เอง และหวังว่าอนาคตรัฐจะเห็นคุณค่าและเข้ามาสนับสนุน

พร้อมๆ กับที่ ไรอัน – ณัฐปคัลภ์ เข็มขาว เล่าย้อนความทรงจำว่าที่ อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน ว่า “บ้านเราเคยมีช้าง แต่ปัจจุบันไม่เหลือแล้ว” จากการประกาศให้เป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา ชาวบ้านไม่สามารถใช้ช้างลากไม้ได้ตามเดิม จึงเริ่มขายช้างออกไปจนหมด เขาไม่อยากให้เรื่องราวของช้างหายไปจึงเปลี่ยนบ้านไม้เก่าที่เคยใช้เลี้ยงช้างลากไม้ เป็นแกลเลอรี่ ห้องฉายหนัง และพื้นที่เรียนรู้ของเด็กๆ

ไรอัน – ณัฐปคัลภ์ เข็มขาว กลุ่มเจ้าจ๊างเมืองปอน

“สิ่งที่เราอยากทำคือสร้างแกลอรี่ โรงหนัง และนิทรรศการ ให้เด็ก ๆ มีพื้นที่เรียนรู้ แต่พื้นที่รกร้างในชุมชนไม่สามารถใช้ได้ เราจึงหันกลับมาที่บ้านของเรา ซึ่งเดิมเคยเป็นบ้านไม้ ใช้เลี้ยงช้างเพื่อลากไม้ เราจึงตัดสินใจทำเป็นพื้นที่เรียนรู้ ที่นี่ถูกปรับเป็นทั้งนิทรรศการ มีห้องฉายหนังเล็ก ๆ รวมถึงเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ๆ ในชุมชนตำบลปอน อำเภอทุ่งช้าง จังหวัดน่าน” ไรอันเล่าถึงความตั้งใจ

กิจกรรมประกอบด้วยลานดนตรี กวี ศิลป์ ใช้มะม่วงที่ออกดกทำกิจกรรมถนอมอาหาร สอนย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ และสตรีทอาร์ตภาพช้างบนกำแพงว่างเปล่าในหมู่บ้าน

สิ่งที่ไรอันได้จาก Workshop คือเข้าใจว่า ก่อนเริ่มกิจกรรมใด ๆ ต้องละลายพฤติกรรมและสร้างบรรยากาศให้เด็กพร้อมก่อน แล้วทุกอย่างจะราบรื่นกว่าที่คิด

ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงพื้นที่เรียนรู้ ‘โอกาส’ จึงสำคัญ

นอกจากความสำคัญของการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์แล้ว สิ่งสำคัญอีกหนึ่งข้อที่ LC คำนึงถึง คือ อยากให้เด็กๆ มีโอกาสในการเข้าถึงพื้นที่การเรียรู้นอกห้องเรียน

“ที่ผ่านมา เด็ก ๆ ที่อยากใช้พื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียน เช่น ห้องสมุด คาเฟ่ ร้านบอร์ดเกม หรือพื้นที่สร้างสรรค์อื่น ๆ มักต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือเดินทางไปเชียงใหม่ เนื่องจากลำพูนยังไม่มีพื้นที่แบบนี้” นอกจากนั้นยังอยากสร้าง ‘พื้นที่ปลอดภัยและพื้นที่เล่น’ ที่ทุกช่วงวัยสามารถมาเจอกันได้ สร้างการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเด็กและผู้ใหญ่ เพื่อลดช่องว่างระหว่างวัยและทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน

อิงฟ้า – เบญจมาภรณ์ ดวงเกิด กลุ่มยัง Young เด็ก Space

อิงฟ้า – เบญจมาภรณ์ ดวงเกิด กลุ่ม ยัง Young เด็ก Space ตั้งใจลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงพื้นที่เรียนรู้ของเด็กในลำพูน เธอเปลี่ยนพื้นที่รกร้างในชุมชนรถแก้วให้กลายเป็นลานกิจกรรม โดยมีทั้ง Artist Studio บ้านเรียน และโฮสเทลเข้ามาร่วมกัน

“การได้ทำให้ลำพูนเห็นความหมายของ พื้นที่สาธารณะ จากพื้นที่รกร้างและสวนที่ไม่มีใครใช้ ให้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้และใช้เวลาร่วมกัน โดยมีเด็กเป็นพลังเริ่มต้น ทำให้เมืองกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง”

หนึ่งในกิจกรรมเด่นคือเวิร์กช็อปเลี้ยงยีสต์ในร้านพิซซ่า ที่เชื่อมโยงชีวิตประจำวันกับการเรียนรู้ของเด็ก ๆ

“สิ่งที่ภูมิใจที่สุดคือทำให้เมืองเห็นคุณค่าของพื้นที่สาธารณะอีกครั้ง เด็กคือแรงเริ่มต้นที่ทำให้เมืองกลับมามีชีวิตชีวา” อิงฟ้ากล่าว

เช่นเดียวกับ พร – พรพรรณ ทับแสง จากจังหวัดพิษณุโลก เธอนิยามตัวเองไว้ว่า ‘นักกฎหมายคืนถิ่น’ แม้งานหลักพรจะเป็นทนายความ แต่อีกงานที่เธอรักก็คืองานทางสังคม พรเลือกทำกิจกรรมสร้างสรรค์ควบคู่ไปกับงานกฎหมาย เช่น EcoPrint เย็บตุ๊กตา ‘น้องนำใจ’ มอบให้ผู้ป่วยระยะสุดท้าย บอร์ดเกม รถรางชมเมือง และทำขนมวุ้น

พร – พรพรรณ ทับแสง กลุ่มนักกฎหมายคืนถิ่น

เธอเชื่อว่า “การดึงเด็กออกจากสิ่งซ้ำ ๆ ต้องเริ่มจากความสนุกก่อน พอเด็กสนุก เขาจะเปิดใจ แล้วเราจะใส่สิ่งดี ๆ เข้าไปได้ง่ายขึ้น”

เป้าหมายต่อไปคือผลักดันให้กิจกรรมเข้าถึงเด็กนอกเมืองมากขึ้น เพื่อไม่ให้การเรียนรู้นอกห้องเรียนเป็นสิทธิของเด็กในเมืองเท่านั้น

และ ครูดอกเข็ม – ปริ่มฤทัย เครือสายใจ จากโรงเรียนบ้านแม่เชียงรายลุ่ม อ.แม่พริก จ.ลำปาง หยิบปัญหา ‘ไข้เลือดออก’ ที่ชุมชนเจอเป็นประจำมาทำเป็นฐานเรียนรู้ เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ตั้งแต่ชนิดของยุง วิธีป้องกัน การสำรวจลูกน้ำ จนถึงการคิดนวัตกรรมดักยุง

ดอกเข็ม – ปริ่มฤทัย เครือสายใจ โรงเรียนบ้านแม่เชียงรายลุ่ม

เธอบอกว่า “ถ้าเด็ก ๆ ได้ตระหนักถึงปัญหาที่กระทบชีวิตจริง มันจะฝังลึกกว่าเรียนแค่ในห้อง”

ครูดอกเข็มหวังว่าในอนาคต ชุมชนเล็ก ๆ อย่างแม่พริกจะมีพื้นที่เรียนรู้กลางแจ้งให้เด็กใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น

เด็กคือหัวใจของทุกพื้นที่

แม้ LC แต่ละจังหวัดจะมีบริบทและประสบการณ์แตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทุกคนยืนยันเหมือนกันคือ ‘เด็ก’ คือหัวใจสำคัญของงาน การได้มาพบกันในเวิร์กช็อปเชียงดาวไม่เพียงแลกเปลี่ยนวิธีทำงาน แต่ยังเป็นการต่อพลังใจให้กันและกัน

เพราะเมื่อเด็ก ๆ มีพื้นที่ปลอดภัยให้เรียนรู้และเติบโต ชุมชนทั้งชุมชนก็จะเติบโตไปพร้อมกัน

ปวิชญา ม่วงแดง

ชื่อเล่นว่าเนย เลี้ยงหมาชื่อโชคดี กำลังฝึกเล่าเรื่อง พบเจอได้ตามคอร์ดแบด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง