มอง 4 โครงการพัฒนา ‘ลุ่มน้ำสะแกกรัง’ ยั่งยืนหรือการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจย้อนกลับ?

Date:

เรื่อง: สุทธิกานต์ วงศ์ไชย

summary

  • ลุ่มน้ำสะแกกรัง เป็นศูนย์กลางของการคมนาคม ประมง และเกษตรกรรมในพื้นที่ แต่ยังคงประสบปัญหาการบริหารจัดการน้ำทุกปี เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรัฐ และประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่
  • โครงการศึกษาประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์พื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาลุ่มน้ำอย่างยั่งยืน แต่หลายโครงการในแผนพัฒนาอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศ สร้างความกังวลใจให้ประชาชนในพื้นที่ 
  • โครงการมีกระบวนการรับฟังความคิดเห็น แต่กระบวนการยังไม่ครอบคลุมทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ ข้อมูลที่ให้มีจำกัด เวลาการแสดงความคิดเห็นน้อย และรูปแบบการประชาคมไม่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
  • กลุ่มคนรักษ์แม่น้ำสะแกกรัง รวบรวมความคิดเห็นของชาวบ้านเกี่ยวกับโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง โดยมีข้อกังวลหลัก คือ โครงการเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของแม่น้ำ วิถีชีวิตของคนในชุมชน
  • 21 มีนาคม 2568 กลุ่มคนรักษ์แม่น้ำสะแกกรัง ยื่นหนังสือคัดค้านโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำกั้นแม่น้ำสะแกกรัง พร้อมเสนอแนวทางในการบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืน โดยเน้นการแก้ไขปัญหาน้ำเสีย การฟื้นฟูแม่น้ำสะแกกรัง การขาดแคลนน้ำ และน้ำท่วม รวมถึงการเร่งดำเนินการโครงการบำบัดน้ำเสียให้เสร็จสมบูรณ์ 

‘ลุ่มน้ำสะแกกรัง’ ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศไทย ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 4,911.48 ตารางกิโลเมตร ใน 3 จังหวัด ได้แก่ อุทัยธานี นครสวรรค์ และกำแพงเพชร มีต้นกำเนิดมาจากห้วยแม่วงก์ในเขตอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ซึ่งลำน้ำสายนี้จะไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์และอุทัยธานี เลียบผ่านภูเขาสะแกกรัง ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา

แม่น้ำสะแกกรัง เป็นศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของไทยมาอย่างยาวนาน เป็นที่ตั้งของ ชุมชนสะแกกรัง หมู่บ้านริมน้ำขนาดเล็กที่สะท้อนวิถีชีวิตแบบเรือนแพ มีตลาดริมน้ำบ้านสะแกกรังเป็นแหล่งค้าขายสำคัญของคนในชุมชน นอกจากนี้ การมีพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย อย่าง หลวงพ่อมงคลศักดิ์สิทธิ์ บ่งบอกถึงการเคลื่อนย้ายศิลปกรรมจากภาคเหนือมายังกรุงเทพฯ ผ่านเส้นทางน้ำที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้แม่น้ำสายนี้เป็นเหมือนเส้นเลือดหลักของชุมชนลุ่มน้ำสะแกกรัง ที่มีบทบาทสำคัญทั้งด้านคมนาคม การค้าขาย และการดำรงชีวิตของชาวบ้าน ซึ่งพึ่งพาแหล่งน้ำในการประมง โดยนิยมเลี้ยงปลาแรด ปลายสวาย และปลาเทโพในกระชัง รวมถึงใช้พื้นที่ริมฝั่งปลูกพืช เช่น ผักบุ้ง ใบเตย และผักกาด ถือเป็นแม่น้ำที่เกื้อหนุนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง

แม้พื้นที่ลุ่มน้ำนี้จะมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ และการดำรงชีวิตของคนในพื้นที่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีการพัฒนาเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากความเห็นต่างในการพัฒนาแหล่งเก็บน้ำระหว่างหน่วยงานราชการ ประชาชน และกลุ่มองค์กรอนุรักษ์ ทำให้ลุ่มน้ำสะแกกรังยังคงประสบปัญหาการบริหารจัดการน้ำมาอย่างต่อเนื่อง เป็นประจำทุกปี

โครงการพัฒนาลุ่มน้ำสะแกกรัง

รายงานการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ภายใต้โครงการศึกษาประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์พื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง ระบุแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดหาแหล่งน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคให้ครอบคลุมทุกครัวเรือน แก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการผลิต บรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำ และส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐ แผนยุทธศาสตร์นี้ ประกอบด้วยแนวทางบริหารจัดการ 8 ด้าน และ 20 แผนงานพัฒนา ซึ่งถูกจัดทำขึ้นเพื่อให้การพัฒนาลุ่มน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยในแผนพัฒนาเหล่านี้ มีหลายโครงการที่สร้างความกังวลใจให้กับประชาชนในพื้นที่ ประกอบด้วย

1) โครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม การพัฒนาแม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี เป็นหนึ่งแผนงานพัฒนาฯ ที่ดำเนินงานโดย กรมชลประทาน ซึ่งมีแผนก่อสร้างประตูระบายน้ำที่ ต.ท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี  เพื่อเก็บกักและรักษาระดับน้ำของแม่น้ำสะแกกรังในฤดูแล้ง ตามเป้าหมายการสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต ขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินโครงการ 

2) โครงการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำแม่น้ำสะแกกรัง งบประมาณปี 2567 ดำเนินการโดย สำนักงานพัฒนาและบำรุงรักษาทางน้ำที่ 2 (นครสวรรค์) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ ต.ท่าซุง ต.สะแกกรัง ต.น้ำซึม และต.อุทัยใหม่ อ.เมือง จ.อุทัยธานี โดยโครงการนี้แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ช่วง ประกอบด้วย ช่วงต้นแม่น้ำ ช่วงกลางแม่น้ำ และช่วงปากแม่น้ำ ครอบคลุมระยะทางรวม 11 กิโลเมตร จากความยาวทั้งหมดของแม่น้ำสะแกกรัง 22 กิโลเมตร ปัจจุบันกำลังดำเนินการโครงการช่วงที่ 1 ถึง 3 ไปพร้อมกัน

3) โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา ดำเนินการโดย กรมโยธาธิการและผังเมือง มีพื้นที่โครงการตั้งอยู่ที่ บ้านวัดราษฎร์ศรัทธาทำ หมู่ที่ 6 ต.ท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี ปัจจุบันมีการก่อสร้างไปแล้วบางส่วน

ภาพโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดย กรมโยธาธิการและผังเมือง บ้านวัดราษฎร์ศรัทธาทำ หมู่ที่ 6 ต.ท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี

4) โครงการก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียจังหวัดอุทัยธานี ดำเนินการโดย เทศบาลเมืองอุทัยธานี ด้วยงบประมาณ 488.5 ล้านบาท เริ่มต้นเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2550 และกำหนดแล้วเสร็จในปี 2554 แต่ประสบปัญหาการบริหารสัญญา ต้องแก้ไขถึง 5 ครั้ง และสุดท้ายไม่สามารถก่อสร้างให้เสร็จได้ ส่งผลให้โครงการถูกทิ้งร้างและเทศบาลต้องยกเลิกสัญญากับผู้รับเหมา ซึ่งต่อมาถูกศาลสั่งล้มละลายในปี 2561 ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ตรวจสอบและมีมติยกคำร้องในปี 2563 เนื่องจากไม่เข้าข่ายความผิดทางกฎหมาย เทศบาลเมืองอุทัยธานียังคงพยายามเดินหน้าโครงการใหม่ในปี 2557 ด้วยงบประมาณ 247 ล้านบาท แต่ถูกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คัดค้าน ส่งผลให้ต้องยกเลิกการประมูลในปี 2558

กระบวนการรับฟังที่ไม่ครอบคลุม

เมื่อลองมาดูกระบวนการทำงานของโครงการทั้งหมดที่กล่าวมา ก็พบว่ามีโครงการที่จัดทำกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอยู่เพียง 2 โครงการเท่านั้น คือ โครงการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำในแม่น้ำสะแกกรัง และโครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) การพัฒนาแม่น้ำสะแกกรัง ซึ่งกระบวนการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว กลับไม่ได้รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนหรือผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการครอบคลุมได้อย่างทั่วถึง 

นอกจากนี้ยังพบว่า กระบวนการรับฟังความคิดเห็นมีข้อจำกัดในการให้ข้อมูลและการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการ เนื่องจากในกระบวนการแต่ละครั้ง ประชาชนมีระยะเวลาในการแสดงความคิดเห็นน้อยเกินไป ทำให้หลายคนไม่มีโอกาสแสดงความเห็นอย่างเต็มที่ อีกทั้งรูปแบบการประชาคมก็ไม่ได้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง เน้นเพียงการดำเนินตามขั้นตอนทางกฎหมาย โดยไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงของพื้นที่และผลกระทบในระยะยาว ข้อกังวลเหล่านี้ ทำให้ประชาชนมองว่ากระบวนการดำเนินโครงการต่างๆ ในพื้นที่ขาดความโปร่งใส และไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการตัดสินใจ

ข้อกังวลใจที่ไม่ถูกรับฟัง

กลุ่มคนรักษ์แม่น้ำสะแกกรัง ได้รวบรวมความคิดเห็นของชาวบ้านในพื้นที่โครงการดังกล่าว เพื่อชี้ให้เห็นถึงข้อกังวลใจต่อโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง โดยสรุปได้ ดังนี้

1) โครงการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม การพัฒนาแม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศของแม่น้ำ ทำให้วงจรชีวิตของสัตว์น้ำท้องถิ่นรวมถึงการวางไข่ของปลาได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ยังอาจกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวประมงและผู้เลี้ยงปลากระชัง สร้างความกังวลใจให้กับประชาชนในพื้นที่ คนในชุมชนจึงต้องการให้ยุติโครงการดังกล่าว เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

การดำเนินการของกลุ่มคนรักษ์แม่น้ำสะแกรังและชาวบ้านลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง ต่อโครงการ

12 มีนาคม 2567 บริษัทที่ปรึกษาฯ ได้แก่ (1) บริษัท ธารา คอนซัลแตนท์ จำกัด (2) บริษัท ทรานส์ เอเชีย คอนซัลแตนท์ จำกัด (3) บริษัท อินฟราทรานส์ คอนซัลแตนท์ จำกัด  ได้มีการจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็น จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อโครงการฯ (เพิ่มเติม)  ณ วัดท่าซุง (วัดจันทาราม) ศาลา 12 ไร่ โดยมีกรมชลประทาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี  คณะกรรมการลุ่มน้ำสะแกกรัง เข้าร่วมในเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ด้วย 

15 มีนาคม 2567 กลุ่มคนรักษ์แม่น้ำสะแกกรัง และชาวบ้านผู้มีส่วนได้เสียกับโครงการฯ ยื่นหนังสือข้อกังวลต่อโครงการถึงกรมชลประทาน และยื่นหนังสือข้อห่วงกังวลต่อโครงการฯ ถึงเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แต่ก็ไม่ได้รับการชี้แจงหรือการตอบกลับ

11-12 กรกฎาคม 2567 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ลงพื้นที่ตรวจสอบและจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบของโครงการต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม และอาชีพ รวมถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน จากนั้นได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและตรวจสอบประตูระบายน้ำ ก่อนจัดทำรายงานผลการตรวจสอบและข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการรายงานอย่างเป็นทางการจาก กสม.
ปัญหาผักตบชวากีดขวางเส้นทางเดินเรือของชาวบ้าน บริเวณลำน้ำสะแกกรัง 

2) โครงการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำแม่น้ำสะแกกรัง งบประมาณปี 2567 การขุดลอกดินขึ้นมากองไว้ริมตลิ่ง ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและอาชีพประมงกระชังของชาวบ้าน ทำให้การเลี้ยงปลายากลำบาก และกระทบต่อแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ส่งผลให้จำนวนประชากรปลาลดลง นอกจากนี้ โครงการยังส่งผลต่อวิถีชีวิต เศรษฐกิจ วัฒนธรรม แหล่งท่องเที่ยว และความเชื่อมโยงของระบบนิเวศระหว่างแม่น้ำสะแกกรังและแม่น้ำเจ้าพระยา

การดำเนินการของกลุ่มคนรักษ์แม่น้ำสะแกรังและชาวบ้านลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง ต่อโครงการ

5 กันยายน 2567 กลุ่มคนรักษ์แม่น้ำสะแกกรังยื่นหนังสือต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุทัยธานี ขอให้พิจารณายุติโครงการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำแม่น้ำสะแกกรังภายใต้งบประมาณปี 2567 เพื่อให้มีการตรวจสอบก่อนดำเนินการ 

4 พฤศจิกายน 2567 กลุ่มคนรักษ์แม่น้ำสะแกกรังยื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมเจ้าท่า ขอให้ระงับโครงการขุดลอกแม่น้ำชั่วคราวและตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับกระบวนการประชาสัมพันธ์และเปิดรับฟังความคิดเห็น นอกจากนี้ ยังยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี ขอให้จัดเวทีวิชาการเรื่องการพัฒนาและบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ รวมถึงร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดเพื่อขอให้ยุติโครงการขุดลอกในพื้นที่หมู่ 5 ตำบลท่าซุง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี

3) โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ชาวบ้านมองว่าไม่มีความจำเป็น เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่น้ำไหลทรายมูล มีลักษณะลาดเทลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา จึงไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำกัดเซาะริมตลิ่ง และยังมีความกังวลใจว่า การก่อสร้างเขื่อนในบริเวณนี้ อาจส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในหลายด้าน ได้แก่

– พื้นที่เพาะปลูกเกิดน้ำท่วมขัง เพราะการฝังฝาท่อระบายน้ำที่สูงกว่าพื้นดินที่ใช้สัญจร ทำให้พื้นที่ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างสันเขื่อนซึ่งติดตั้งฝาท่อที่สูงกลายสภาพเป็นแอ่งน้ำ ไม่สามารถเพาะปลูกแบบเดิมได้

– ชาวบ้านที่ใช้เรือในการสัญจรไม่สะดวก โดยเฉพาะฤดูน้ำท่วม เพราะเรือติดเหล็กกั้นจากสันเขื่อน

– การถมดินและหินบริเวณแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อสร้างคันดิน ทำให้น้ำตื้นเขิน ลำน้ำแคบลง ระบายน้ำไม่สะดวก

– แบบแปลนโครงการฯ ไม่ได้ปรากฏว่ามีการเปิดปิดทางเข้าออก ทำให้เมื่อเกิดน้ำท่วมจะสร้างความไม่สะดวกในการเข้าพื้นที่เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัย

การดำเนินการของกลุ่มคนรักษ์แม่น้ำสะแกรังและชาวบ้านลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง ต่อโครงการ

24 กันยายน 2567 ชาวบ้านหมู่บ้านวัดราษฎร์ศรัทธาทำ หมู่ที่ 6 ต.ท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุทัยธานี เพื่อขอให้เร่งตรวจสอบโครงการดังกล่าว

11 พฤศจิกายน 2567 ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุทัยธานี มีหนังสือแจ้งให้องค์การบริหารส่วนตำบลท่าซุง ลงพื้นที่จัดประชาคมรับฟังความคิดเห็นของชาวบ้าน
ภาพเขื่อนป้องกันตลิ่ง ริมแม่น้ำสะแกกรัง

4) โครงการก่อสร้างระบบรวบรวมและบำบัดน้ำเสียจังหวัดอุทัยธานี ที่ไม่สามารถก่อสร้างให้เสร็จตามแผนได้ ส่งผลให้โครงการยังคงถูกทิ้งร้างมาจนถึงปัจจุบัน สร้างความกังวลใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่ เพราะหากโครงการไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ก็อาจส่งทำให้ระบบนิเวศของแม่น้ำสะแกกรังแย่ไปกว่าเดิม 

ข้อเสนอจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

กลุ่มคนรักษ์แม่น้ำสะแกกรังยื่นหนังสือคัดค้าน และขอให้ยุติโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำกั้นแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี

21 มีนาคม 2568 กลุ่มคนรักษ์แม่น้ำสะแกกรัง ได้เข้าร่วมประชุมกับ คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่ฃแวดลัอม (คชก.) พร้อมทั้งยื่นหนังสือคัดค้าน และขอให้ยุติโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำกั้นแม่น้ำสะแกกรัง ให้กับผู้แทน คชก. โดย สิทธิชัย ปิติสินชูชัย ผู้อำนวยการกองประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เป็นผู้รับหนังสือคัดค้านและขอให้ยุติโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำกั้นแม่น้ำสะแกกรัง และได้ยื่นข้อเสนอในการบริหารจัดการน้ำแล้ง น้ำท่วม น้ำเสีย ให้กับคณะคชก.ในการประชุมพิจารณารายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของโครงการดังกล่าว โดยมีข้อเสนอดังนี้

1) ปัญหาน้ำเสีย: ควรเร่งบังคับใช้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 หมวด 6 ที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรน้ำสาธารณะ โดยให้หน่วยงานหลัก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประชาชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำ ลำคลอง แหล่งน้ำธรรมชาติ และพื้นที่ชุ่มน้ำ มีส่วนร่วมในการจัดการ นอกจากนี้ ควรดำเนินการตามมติ ครม. ปี 2552 ว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ

ในส่วนของเทศบาลเมืองอุทัยธานี ควรเร่งรัดการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียของเมืองให้แล้วเสร็จ เนื่องจากโครงการนี้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2550 แต่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ควรศึกษาระบบบำบัดน้ำเสียที่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น ระบบบึงประดิษฐ์ (Constructed Wetland) ซึ่งอาศัยกระบวนการทางธรรมชาติและเหมาะกับสภาพพื้นที่ที่มีบึงอยู่แล้ว ระบบนี้กำลังได้รับความนิยมเพราะสามารถปรับปรุงคุณภาพน้ำก่อนปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติได้ดี นอกจากนี้ ยังสามารถใช้เป็นระบบบำบัดน้ำเสียในขั้นที่สองสำหรับชุมชนได้อีกด้วย เนื่องจากมีโครงสร้างไม่ซับซ้อนและไม่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และควรมีแผนส่งเสริมให้เกษตรกรที่ทำนาติดแหล่งน้ำลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร เพื่อป้องกันการปนเปื้อนลงสู่แม่น้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติ

ตะพาบ ที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนริมตลิ่ง

2) การฟื้นฟูแม่น้ำสะแกกรัง: ควรให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูแม่น้ำสะแกกรังให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพของท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาตามธรรมชาติที่มีคลอง หนองน้ำ และบึงหลายแห่ง เช่น คลองยาง บึงขุมทรัพย์ บึงพระชนก บึงพะเนียด หนองเดิมพัน และหนองใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งหลบภัยของปลาวัยอ่อนและพื้นที่วางไข่ของปลาในฤดูน้ำหลาก

เพื่อปกป้องพื้นที่ดังกล่าว ควรยกระดับให้เป็นพื้นที่คุ้มครองทางสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดเขตพื้นที่และมาตรการคุ้มครอง เพื่อป้องกันและฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) นอกจากนี้ ควรควบคุมโครงการพัฒนาต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ เช่น โครงการขุดลอกแม่น้ำ โครงการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง และการบุกรุกหนองน้ำสาธารณะเพื่อออกเอกสารสิทธิ์

3) ปัญหาการขาดแคลนน้ำ: การขยายพื้นที่ชลประทานใหม่ 13,906 ไร่ ควรดำเนินการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ ทั้งในพื้นที่ชลประทานเดิมและพื้นที่ชลประทานใหม่ ควรพัฒนาระบบกระจายน้ำต่อจากสถานีสูบน้ำไฟฟ้าเดิมที่บึงทับแต้หรือคลองยาง ซึ่งมีการเชื่อมต่อกับแม่น้ำสะแกกรังและแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้สามารถนำน้ำเข้าสู่พื้นที่ได้โดยไม่จำเป็นต้องสร้างสถานีสูบน้ำไฟฟ้าแห่งใหม่ที่บ้านภูมิธรรม

ควรศึกษาการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตามแผนการปรับตัวแห่งชาติ (NAP) โดยเน้นแนวทางที่ใช้ระบบนิเวศเป็นพื้นฐาน (EbA) เพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกกรัง ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลง

ควรเร่งจัดทำแผนแม่บทและแผนงบประมาณสำหรับการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำ รวมถึงปรับปรุงประตูระบายน้ำเสด็จประพาสต้น 3 บาน เพื่อให้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลเข้าได้สะดวก เนื่องจากปัจจุบันมีถนนกีดขวางทางน้ำ และการขุดลอกบึงขุมทรัพย์ส่งผลกระทบต่อถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำและนก ควรเพิ่มช่องทางระบายน้ำให้กว้างขึ้นเพื่อให้แม่น้ำสะแกกรังได้รับน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเพียงพอ

นอกจากนี้ ควรมีการบริหารจัดการน้ำร่วมกับเขื่อนเจ้าพระยา โดยควบคุมระดับน้ำเหนือเขื่อนให้อยู่ที่ +15.80 ถึง +16.00 เมตร (รทก.) รวมถึงพิจารณาการปล่อยน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศในแม่น้ำสะแกกรังและแม่น้ำเจ้าพระยา และช่วยผลักดันน้ำเค็มจากอ่าวไทย

4) ปัญหาน้ำท่วม: โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำกั้นแม่น้ำสะแกกรังไม่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจกลายเป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำ เนื่องจากในฤดูน้ำหลาก น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาสามารถไหลข้ามเกาะเทโพเข้าสู่แม่น้ำสะแกรังได้อยู่แล้ว อีกทั้งยังมีน้ำจากแม่วงก์ คลองโพ และห้วยทับเสลา ไหลมารวมกันที่แม่น้ำตากแดดก่อนเข้าท่วมพื้นที่ต่างๆ ตามแนวแม่น้ำสะแกรัง

ดังนั้น การแก้ปัญหาน้ำท่วมควรมุ่งเน้นไปที่การบริหารจัดการระดับน้ำร่วมกับเขื่อนเจ้าพระยาแทนการสร้างประตูระบายน้ำเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถควบคุมปริมาณน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ลุ่มน้ำสะแกรัง

ทั้งนี้ เครือข่ายคนรักษ์แม่น้ำสะแกกรัง ได้แสดงจุดยืนว่าไม่เห็นด้วย และขอให้ยุติโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำกั้นแม่น้ำสะแกกรัง อีกทั้งยังอยากให้มีการพิจารณาความคิดเห็น และข้อกังวลของประชาชนที่มีต่อโครงการดังกล่าว  เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และเป็นการฟังเสียงประชาชนอย่างแท้จริง

รายการอ้างอิง

  • สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. รายงานการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA). จาก https://sea.nesdc.go.th.pdf
  • Thai PBS. กลุ่มคนรักษ์แม่น้ำสะแกกรังยื่นหนังสือค้านโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำกั้นแม่น้ำสะแกกรัง. จาก https://www.locals.thaipbs.or.th 
  • Wikicommunity. ชุมชนลุ่มน้ำสะแกกรัง. จาก https://wikicommunity.sac.or.th
  • The Citizen. สายน้ำและความหวัง…ชาวแพริมฝั่งสะแกกรัง จ.อุทัยธานี. THECITIZEN.PLUS. จาก https://thecitizen.plus/node/94606

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

‘อ่อเส๊อะเกอะเม’ กลับมาอีกครั้ง ชวนล้อมวงกินข้าวในงาน ‘Get Rotate มาGet ครั้งที่ 2’

คำเชิญเรียบง่ายอย่าง “อ่อเส๊อะเกอะเม” ซึ่งเป็นภาษาปกาเกอะญอที่แปลว่า “มากินข้าวกัน” ถูกหยิบมาใช้เป็นแนวคิดหลักของการจัดงาน ‘Get Rotate มาGet ครั้งที่...

‘คนอยู่กับป่า’ 700 ชีวิตรวมตัวทวงสิทธิที่เชียงดาว จี้แก้กฎหมายป่าอนุรักษ์ ย้ำยกเลิกแนวคิด ‘ป่าปลอดคน’

24 มีนาคม 2569 ประชาชนกว่า 700 คน ในนามสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ...

เชิญพิจารณา: กรมประมงกับการตรวจโลหะหนักในปลา เมื่อความเสี่ยงไม่ได้หยุดอยู่ที่ ‘ค่ามาตรฐาน’

เขียน: สืบสกุล กิจนุกร ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา ภายหลังเกิดสถานการณ์การปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก (เชียงใหม่–เชียงราย) แม่น้ำสาละวิน (แม่ฮ่องสอน)...

PAL Fest #5 เทศกาลปล่อยของ: พื้นที่ทดลองของเยาวชน ที่ย้ำเตือนว่า วันหนึ่งเราทุกคนจะได้กลับบ้าน

เรื่อง: พริม มณีโชติ จบลงไปแล้วสำหรับ PAL Fest #5 เทศกาลปล่อยของที่จัดขึ้น 30 มกราคม...