กลยุทธ์ ‘เลือกตั้ง’ ท่ามกลางความไม่สงบ: การต่อกรกับ ‘ปัจจัยบีบคั้นเชิงโครงสร้าง’ ของเผด็จการทหารเมียนมาที่ใช้การเลือกตั้งเป็นเครื่องมือ

Date:

เรื่อง: พิมลวรรณ ปานทุ่ง

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 สำนักวิชาการเมืองการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเสวนาวิชาการในหัวข้อ ‘การเลือกตั้งภายใต้ระบอบทหารเมียนมา: สถานการณ์และผลกระทบต่อไทย’ เพื่อประเมินทิศทางการกระชับอำนาจภายในของรัฐบาลทหารเมียนมา ท่ามกลางสถานการณ์การเลือกตั้งที่ถูกครหาถึงความชอบธรรม

เวทีเสวนามีผู้ร่วมแลกเปลี่ยน ได้แก่ ดร. ศิรดา เขมานิฏฐาไท, ผศ.ดร. ณัฐพล ตันตระกูลทรัพย์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ดร. ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี ผศ.ดร. สุพิชฌาย์ ปัญญา อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดำเนินรายการ

เมื่อกฎหมายคุ้มครองการเลือกตั้ง แต่ไม่คุ้มครองเสรีภาพของประชาชน

ศิรดา ฉายภาพบริบทการเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศใช้การเลือกตั้งแบบ ‘Multi-phase Election’ (การลงคะแนนแบบหลายรอบ) ซึ่งกำหนดวันเลือกตั้งไว้สามช่วง ได้แก่ ช่วงที่หนึ่ง 28 ธันวาคม 2568 ช่วงที่สอง 11 มกราคม 2569 และช่วงที่สาม ที่ยังไม่มีกำหนดแน่ชัด 

ศิรดา อภิปรายถึงปัญหาโดยรวมของการเลือกตั้ง ตั้งแต่ประเด็นการบังคับใช้ระบบเลือกตั้งแบบ ‘สัดส่วน’ (Proportional Representation: PR) ที่เอื้อประโยชน์ต่อการช่วงชิงพื้นที่ทางการเมืองของกองทัพ, การแบ่งเขตเลือกตั้งที่มีการลากเส้นเขตใหม่ทั้งหมด ซึ่งรวมเอาพื้นที่ที่จัดและไม่จัดเลือกตั้งเข้าไว้ด้วยกัน, การลงคะแนนแบบอิเล็กทรอนิกส์ (MEVM) ที่ถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความปลอดภัยของข้อมูล รวมถึงการออกกฎหมายจำกัดการลงทะเบียนพรรคการเมือง (Political Parties Registration Law) ที่ทำให้หลายพรรคถูกตัดสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้ง

การเลือกตั้งครั้งนี้ มีเพียง 6 พรรคการเมืองที่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งระดับชาติ ขณะที่อีก 51 พรรคลงเลือกตั้งได้เพียงระดับภูมิภาค ได้แก่ 

  1. พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (Union Solidarity and Development Party: USDP)
  2. พรรคเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Party: NUP)
  3. พรรคผู้บุกเบิกประชาชน (People’s Pioneer Party: PPP)
  4. พรรคประชาธิปไตยชาติพันธุ์และไทใหญ่ (Shan and Nationalities Democratic Party: SNDP)
  5. พรรคประชาชน (People’s Party: PP)
  6. พรรคพัฒนาเกษตรกรเมียนมา (Myanmar Farmer’s Development Party: MFDP) 

นอกจากนี้ ศิรดา ยังกล่าวถึงประเด็นการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคงทางไซเบอร์ และกฎหมายคุ้มครองการเลือกตั้ง (Election Protection Law) เช่น มาตรา 23 (a) ที่ระบุห้ามมิให้บุคคลใดขัดขวางกระบวนการเลือกตั้ง ผ่านการพูดในที่สาธารณะ การประท้วง หรือการเผยแพร่ข้อมูล ซึ่งรัฐบาลทหารเมียนมาบังคับใช้กับประชาชน เพื่อควบคุมทิศทางการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และปิดกั้นช่องทางการวิจารณ์การเลือกตั้ง ดังที่มีผู้ถูกจับกุมแล้วอย่างน้อย 191 ราย ไม่ว่าจะวิจารณ์หรือล้อเลียนการเลือกตั้งเพียงเล็กน้อยก็ตาม

กองทัพจัดระเบียบ ‘ปัจจัยบีบคั้นเชิงโครงสร้าง’ โดยมีการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือ

ณัฐพล ชี้ว่าภายใต้บริบทการเมืองแบบรัฐบาลทหาร กองทัพเมียนมาต้องเผชิญกับ ‘ปัจจัยบีบคั้นเชิงโครงสร้าง’ (Structural Constraints) 3 ปัจจัย ได้แก่ 

  1. แรงบีบคั้นภายในประเทศ ต่อความชอบธรรมของรัฐบาลทหาร 
  2. แรงบีบคั้นจากภายนอก ต่อสถานะของรัฐบาลทหารในประชาคมระหว่างประเทศ 
  3. แรงบีบคั้นภายในกองทัพ จากความล้มเหลวในการรบ 

ปัจจัยแรก คือการที่สังคมไม่ยอมรับระบอบที่มาจากการรัฐประหาร เมื่อเกิดความล้มเหลวในการบริหารประเทศ รัฐบาลก็ยิ่งมีความชอบธรรมลดลง ปัจจัยถัดมา คือการที่รัฐบาลทหารขาดการยอมรับจากนานาชาติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและบทบาททางการทูต และปัจจัยสุดท้าย คือการที่กองทัพเกิดความปั่นป่วนภายใน อันเนื่องมาจากการสูญเสียพื้นที่ควบคุมและความเสียหายทางยุทธศาสตร์

เขาประเมินว่า รัฐบาลทหารเมียนมาสูญเสียสถานะการผูกขาดการใช้ความรุนแรง ซึ่งแตกต่างจากการเลือกตั้งเมื่อปี 2010 โดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักข่าว BBC ที่ระบุว่า ในปี 2024 – 2025 รัฐบาลทหารควบคุมพื้นที่ได้เพียงราว 21% ของดินแดน ขณะที่กองกำลังต่อต้านและกองกำลังชาติพันธุ์ควบคุมพื้นที่ได้ราว 42% ของประเทศ และยกตัวอย่างถึงกรณี Operation 1207 และ Three Brotherhood Alliance (3BHA) ที่สามารถยึดค่ายและด่านชายแดนของกองทัพไปได้กว่า 220-240 แห่ง

นอกจากนี้ เขายังกล่าวถึงความพยายามรักษาอำนาจผ่านการจัดโครงสร้างสถาบันที่มีอยู่ของกองทัพ ซึ่งกระทำผ่านการจัดตั้งหน่วยข่าวกรองใหม่ (MSA), การแต่งตั้ง-ปลด-ย้ายนายพล, การประกาศภาวะฉุกเฉิน, การปรับโครงสร้างกองทัพจาก SAC สู่ SSPC, การกำหนดตัวผู้สืบทอดภายในกองทัพ, การปรับโครงสร้างพรรค USDP และการควบคุมการเลือกตั้งเพื่อกำหนดผล ซึ่งหมายรวมถึงการประกาศใช้กฎหมาย ‘Election Protection Law’ เพื่อลงโทษการกระทำที่ถูกตัดสินว่า ‘รบกวน’ การเลือกตั้ง

ท้ายที่สุด ณัฐพล ชี้ให้เห็นความน่าสนใจของการเลื่อนตำแหน่งเป็นเสนาธิการทหารร่วมของ จ่อ ซวา ลิน (Kyaw Swar Lin) ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวเต็งในการสืบทอดอำนาจต่อจาก มิน อ่อง ลาย ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งเดียวกันก่อนขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดในยุคหลังการเลือกตั้งเมื่อปี 2010 และสรุปว่ากองทัพเลือกใช้ ‘การเลือกตั้ง’ เป็นเครื่องมือเพื่อต่อกรกับ ‘ปัจจัยบีบคั้นเชิงโครงสร้าง’ ทั้ง 3 ปัจจัย

การเลือกตั้งอาจไม่ช่วยลดความขัดแย้ง แต่นำมาซึ่งความรุนแรง

ฟูอาดี้ ชี้ให้เห็นมุมมองที่องค์กรระหว่างประเทศมีต่อการเลือกตั้งในเมียนมา ซึ่งมองว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ อาจไม่สามารถแก้ปัญหาทางการเมืองหรือช่วยลดความรุนแรงของสถานการณ์การสู้รบภายในประเทศได้ แต่กลับมีโอกาสทำให้รุนแรงมากขึ้น เช่น การคาดการณ์ของ International Crisis Group (ICG), US Institute of Peace (USIP) และ SP-Myanmar ที่มองในทิศทางเดียวกันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะนำมาซึ่งความตึงเครียดทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น

ฟูอาดี้ ประเมินว่าการเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลทหารเมียนมา จะส่งผลกระทบต่อไทยที่เป็นประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกัน โดยยกตัวอย่างกรณีการลี้ภัยของกลุ่มผู้อพยพ (Refugee Crisis) ที่อาจจำเป็นต้องละทิ้งถิ่นฐานจากเมียนมาสู่ไทยมากขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง 

นอกจากนี้ เขายังนำเสนอการพิจารณาท่าทีที่นานาชาติมีต่อการเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ลักษณะ ได้แก่ 

  1. ยอมรับการเลือกตั้งและเชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงภายหลังการเลือกตั้ง (Endosed – Hope for the Election)
  2. ยอมรับการเลือกตั้งแต่ไม่เชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงภายหลังการเลือกตั้ง (Endosed – No Hope for the Election)
  3. ไม่ยอมรับการเลือกตั้งแต่เชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงภายหลังการเลือกตั้ง (Not Endosed – Hope for the Election) 
  4. ไม่ยอมรับการเลือกตั้งและไม่เชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงภายหลังการเลือกตั้ง (Not Endosed – No Hope for the Election) 

ในแง่นี้ ‘การรักษาท่าทีของไทย’ ที่อาจเลือกเข้าไปสังเกตการณ์การเลือกตั้ง ควบคู่กับการระมัดระวังไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือในการกล่าวอ้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหารเมียนมา ถูกจัดอยู่ในลักษณะที่ 2 ซึ่งหมายความว่าไทยให้การยอมรับการเลือกตั้งในครั้งนี้ แต่ไม่เชื่อมั่นในท่าทีของรัฐบาลทหารและการเปลี่ยนแปลงภายหลังการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

[ชุดข้อมูล] เปิดข้อมูลผู้สมัคร สส. 17 จังหวัดภาคเหนือ จาก 70 เขต–33 พรรค–558 คน

ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปจำนวนผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (อย่างไม่เป็นทางการ) ระหว่างวันที่ 27–31 ธันวาคม...

ชั่วชีวิตที่ยังต้องรอคอย เมื่อ ‘สัญชาติไทย’ คือบัตรผ่านประตูสู่ความเป็นมนุษย์ที่บ้านแม่หาด

ในประเทศไทย การเข้าถึงบริการสาธารณสุขของรัฐมักถูกนิยามว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พลเมืองพึงได้รับอย่างเท่าเทียม ทว่าในโลกของความเป็นจริง สิทธินี้กลับมี ‘กำแพงทางทะเบียน’ เป็นตัวกั้นสำหรับผู้ที่ตัวตนไม่ถูกยอมรับในระบบของรัฐ  การเจ็บป่วยจึงไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตด้านสุขภาพ แต่คือภาระทางเศรษฐกิจและบททดสอบการจัดการชีวิตที่หนักหน่วงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า “เวลาไปโรงพยาบาล หนูต้องใช้เงินเยอะกว่าปกติ...

ภาคเหนือเริ่มตั้งศูนย์ประชามติ กระจาย 17 จังหวัด รวม 80 แห่ง เชียงใหม่มากสุด 26 แห่ง แต่หลายเขตยังขาดศูนย์รณรงค์ เปิดรับอาสาร่วมตั้งศูนย์เพิ่ม

เครือข่ายภาคประชาชนในภาคเหนือเริ่มตั้งศูนย์รณรงค์ประชามติ กระจายตามร้านหนังสือ คาเฟ่ ร้านยา ตลาด โรงเรียน บ้านในชุมชน และสำนักงานเครือข่าย เพื่อเป็นจุดให้ข้อมูล...

[ชุดข้อมูล] เปิดจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งภาคเหนือกว่า 9.4 ล้าน พบยอด Gen Y มาแรงกว่า 2.6 ล้าน

ภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเห็นชอบร่างแผนการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 โดยกำหนดให้...