เรื่อง: พชร คำชำนาญ
วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งทั่วไป ท่ามกลางบรรยากาศหาเสียงที่คึกคักเหมือนทุกครั้ง แต่ปีนี้มีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน และเกิดขึ้นวันเดียวกัน นั่นคือ ประชามติรัฐธรรมนูญ กับคำถามตรงไปตรงมาว่า
‘ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่’
สำหรับผม คำตอบควรชัดเจนตั้งแต่ก่อนหย่อนบัตรเลือกตั้งด้วยซ้ำว่า เราควรกา ‘เห็นชอบ’ ไม่ว่าเราจะเชียร์พรรคไหน หรือยืนอยู่ฝั่งใดของการเมืองก็ตาม เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องเชียร์ทีม แต่มันคือเรื่อง ‘สนามแข่ง’ และ ‘กติกา’ ที่เราทุกคนต้องลงไปใช้ชีวิตร่วมกัน
ในเชิงการเมือง อย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่เห็นชัดคือ พรรคการเมืองส่วนใหญ่ประกาศสนับสนุนรัฐธรรมนูญใหม่ ตั้งแต่พรรคใหญ่ๆ อย่างเพื่อไทย ภูมิใจไทย ประชาชน ไปจนถึงพรรคเก่าแก่อย่างประชาธิปัตย์ ต่างส่งสัญญาณเห็นชอบค่อนข้างชัด ขณะที่ยังมีบางพรรคประกาศไม่เห็นชอบ เช่น รวมไทยสร้างชาติ พลังประชารัฐ รักชาติ และไทยภักดี ภาพนี้สะท้อนว่ารัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ได้เป็นแนวคิดลอยๆ แต่มันเป็น จุดยืนทางการเมืองจริง ที่ประชาชนต้องตัดสินใจร่วมกัน
แต่เหตุผลที่สำคัญกว่า ไม่ได้อยู่ที่คำประกาศของพรรคไหน แต่อยู่ที่ชีวิตของคนอย่างเรา โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่ต่อสู้เรื่อง สิทธิชุมชน ที่ดิน และทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดหลายทศวรรษ เราต่างผ่านโศกนาฏกรรมการไล่รื้อ การอพยพคนออกจากป่า ผ่านกฎหมายป่าไม้-ที่ดินที่มองชาวบ้านเป็นผู้บุกรุกในที่ดินบรรพบุรุษ ผ่านโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่บังคับให้คนตัวเล็กต้องเสียสละในนาม ‘ประโยชน์ส่วนรวม’ ทั้งที่ปลายทางมักไปจบที่การเอื้อทุนใหญ่และเครือข่ายอำนาจ
เสียงของคนทำงานภาคประชาชนอย่าง สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) พูดเรื่องนี้ชัดมากว่า เราจำเป็นต้อง ทลายโครงสร้างมรดกบาปยุค คสช. และ สถาปนาสิทธิชุมชน ให้กลับมามีความหมายในชีวิตจริง ไม่ใช่เป็นเพียงตัวอักษรที่ไร้ลมหายใจ เพราะหัวใจของการเปลี่ยนผ่านไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนรัฐบาลเท่านั้น แต่อยู่ที่การเปลี่ยน ‘โครงสร้าง’ ที่ทำให้ความอยุติธรรมดำรงอยู่ได้ยาวนาน
สิ่งที่ สกน. ชี้ชัดคือ ‘ปมใหญ่’ ของปัญหาที่ดินและทรัพยากร ไม่ใช่แค่คดีรายคน แต่คือ กฎหมายและระเบียบที่กดทับการจัดการโดยชุมชน เราไม่อาจยอมรับกฎหมายป่าไม้หรือกรอบรัฐที่มองคนเป็นศัตรูกับผืนป่า แต่เราต้องการกติกาที่รับรองว่า ‘คนกับป่าอยู่ร่วมกันได้จริง’ ชุมชนต้องมีอำนาจตัดสินใจ มีสิทธิในการถือครองที่ดินร่วมกัน และมีศักดิ์ศรีในฐานะเจ้าของทรัพยากรอย่างเต็มภาคภูมิ
และอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด ที่ฝังรากอยู่ในระดับโครงสร้าง คือมรดกจากยุค คสช. ที่ถูกออกแบบให้ ‘ล็อกอนาคต’ ไว้ยาวๆ โดยเฉพาะ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ถูกนำมาเป็นกรอบบังคับประเทศและบังคับท้องถิ่น สกน.เรียกสิ่งนี้ว่าไม่ใช่แผนพัฒนา แต่คือ ‘กรง’ ที่ทำให้ประชาชนถูกจองจำไว้ใต้ระบบรวมศูนย์และอภิสิทธิ์ชนไปอีกสองทศวรรษ และรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็เป็นโครงสร้างรองรับกรงนั้นไว้อย่างแข็งแรง

เราเคยมีช่วงเวลาที่รัฐธรรมนูญ เปิดพื้นที่ให้ประชาชนจริงๆ คือ รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่สถาปนาสิทธิชุมชน ไว้ในกฎหมายสูงสุด และรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่ทำให้สิทธิชุมชนยังดำรงอยู่และเติบโตขึ้นได้ แต่ทุกอย่างถูกหักพับหลังรัฐประหารปี 2557 เมื่อกติกาเดิมถูกฉีกทิ้ง อำนาจพิเศษถูกใช้ผ่านประกาศและคำสั่งจำนวนมาก ก่อนจะฝังรากเป็นนโยบายและกฎหมายที่กระทบคนจนโดยตรง ตั้งแต่การทวงคืนผืนป่า การขยายเขตป่าอนุรักษ์ ไปจนถึงการตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ป่าในแบบที่ไม่เคยถามว่า ‘คนที่อยู่กับป่ามาทั้งชีวิต’ จะอยู่ตรงไหน
นี่แหละคือปัญหาหนักที่สุดของรัฐธรรมนูญปี 2560 มันเป็นเกราะแข็งแรงให้ชนชั้นนำ แต่กลับเปราะบางในการคุ้มครองสิทธิคนจน ชีวิตคนชนบทถูกบังคับให้ยอมรับชะตากรรม ตั้งแต่ระบบจัดที่ดินแบบ คทช. (คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ) ไปจนถึงกฎหมายอุทยานและสงวนคุ้มครองสัตว์ป่าที่ผ่านในยุค คสช. และเรายังต้องอยู่กับความไม่แน่นอนว่าใต้ผืนดินบ้านเราจะถูกเปิดสัมปทานเมื่อไหร่ หรือวันหนึ่งจะมีเขตเศรษฐกิจพิเศษมาทับซ้อนทับที่ทำกินของเราอีกหรือไม่
เพราะฉะนั้น วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้จึงสำคัญยิ่งกว่าวันเลือกตั้ง มันคือวันที่เราจะได้ใช้สิทธิของเราเต็มมือ ทั้งเลือกคนเข้าไปบริหารประเทศ และเลือกว่าจะให้ประเทศเดินด้วยกติกาแบบไหน ถ้าเราอยากให้ สิทธิชุมชนกลับมาแข็งแรงจริง อยากให้การคุ้มครองประชาชนอยู่เหนืออำนาจพิเศษ อยากให้กฎหมายสูงสุดยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด เราต้องเริ่มจากการ เปิดประตูบานแรก ให้ได้ก่อน
บัตรสีเหลือง กา ‘เห็นชอบ’ กันครับพี่น้อง คนละไม้คนละมือ ให้หัวใจและปากกาของเราได้กำหนดชะตากรรมของตัวเรา ลูกหลานเรา และประเทศของเราร่วมกัน
