เลือกตั้งเชียงราย: ‘สงครามสองชั้น’ พรรคประชาชน–เพื่อไทย ซ้อนทับศึกบ้านใหญ่หลังแพ้สนาม อบจ.

Date:

การเลือกตั้ง สส. จังหวัดเชียงรายรอบนี้เป็นหนึ่งในสนามที่หนาแน่นและซับซ้อนที่สุดของภาคเหนือ ด้วยจำนวน 7 เขตเลือกตั้ง และผู้สมัครรวม 55 คน (เขต 1 = 9 คน, เขต 2 = 7 คน, เขต 3 = 7 คน, เขต 4 = 8 คน, เขต 5 = 6 คน, เขต 6 = 8 คน, เขต 7 = 10 คน) ตัวเลขนี้สะท้อนพร้อมกันสองเรื่องคือ 1) จังหวัดเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นหลายค่ายเข้ามาลองชน และ 2) เกมจริงไม่ได้อยู่แค่โลโก้พรรค แต่เป็นการจัดวางอำนาจใหม่ของบ้านการเมือง หลังเพื่อไทยพลาดท่าในสนามนายก อบจ. เมื่อปีก่อน ขณะที่บ้านที่คุม อบจ. ก็ถูกจับตาว่าจะส่งคนลงสนาม สส. ในนาม ภูมิใจไทย ตามกระแสข่าว

เขต 1 เมืองเชียงรายไม่ใช่พื้นที่ปิด ‘ผอ.ปั๋น’ ป้องกันแชมป์ เจอ ‘ต้นน้ำ’ ลูกนายกเทศมนตรีนครฯ

เขต 1 คือสนามที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เพราะเป็นหัวใจของ ‘เขตเมือง’ ที่พรรคประชาชนเคยมีฐานและมีแชมป์เก่าอย่าง ชิตวัน ชินอนุวัฒน์ (ผอ.ปั๋น) อดีตผู้อำนวยการสโมสรเชียงราย ยูไนเต็ด ลงป้องกันเก้าอี้ในนามพรรคประชาชน แต่ต้องเจอคู่แข่งที่ไม่ธรรมดาอย่าง ธนรัช จงสุทธานามณี (ต้นน้ำ) บุตรชายของ วันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงรายคนปัจจุบัน ซึ่งลงในสีเสื้อเพื่อไทย

นี่ทำให้เขต 1 ไม่ใช่แค่ศึกพรรค แต่เป็นศึกฐานเมือง ระหว่างแบรนด์พรรคประชาชนกับโครงสร้างเทศบาลของบ้านจงสุทธานามณีที่ยังเหนียวแน่น ยิ่งโดยเฉพาะเมื่อผลเลือกตั้งเทศบาลนครเชียงรายที่ผ่านมา สะท้อนว่าบ้านใหญ่ในเขตเมืองยังคุมฐานได้ดี เขต 1 จึงกลายเป็น ‘ก้างขวางคอชิ้นใหญ่’ ของพรรคประชาชน หากหวังเก็บคะแนนก้อนสำคัญในเขตเมือง

เขต 2 เพื่อไทยยืนฐานบ้านติยะไพรัช พรรคประชาชนส่งคนท้องถิ่น ‘ส.อบจ.’ ลองเจาะ

เขต 2 แชมป์เก่าคือ ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช (โฮม) จากเพื่อไทย ซึ่งโดยโครงสร้างบ้านติยะไพรัช เป็นหนึ่งในเสาหลักของเพื่อไทยในเชียงราย รอบนี้ต้องรับมือผู้ท้าชิงจากพรรคประชาชนคือ อุทิศ มณีจันสุข อดีตผู้สมัคร ส.อบจ. เขต 1 อำเภอเมืองเชียงราย นี่คือสูตรแข่งขันที่เห็นชัดในหลายจังหวัด เพื่อไทยถือความได้เปรียบจากฐานบ้านใหญ่ ขณะที่พรรคประชาชนพยายามยกคนท้องถิ่น ขึ้นมาชน เพื่อสร้างการจดจำและขยายเพดานคะแนน หากคะแนนผู้ท้าชิงโตขึ้น แม้ไม่ชนะ ก็แปลว่าเขต 2 เริ่มมีช่องว่างให้ฐานใหม่ แทรกเข้าไปได้

เขต 3-4 บ้านเตชะธีราวัฒน์คืนสนามเต็มตัว เพื่อไทยส่ง พ่อ–ลูก รุกสองเขตพร้อมกัน

เขต 3 คือสนามหนักของพรรคประชาชน เพราะ ฐากูล ยะแสง (พรรคประชาชน) ต้องป้องกันพื้นที่จากการกลับมาของ ‘ตัวเก๋า’ อย่าง วิสาร เตชะธีราวัฒน์ อดีต สส.เชียงราย 9 สมัย และอดีตรมช.มหาดไทย ที่หวนคืนสนามในสีเสื้อเพื่อไทย ขณะเดียวกัน เขต 4 เพื่อไทยไม่ได้ส่งแค่คนใกล้เคียง แต่ส่งบ้านเดียวกัน ลงคู่ขนาน โดย วิสาระดี เตชะธีราวัฒน์ บุตรของวิสาร ลงแข่งในเขต 4 เจอกับ ธรรมวัตร พรมเสน นักพัฒนาเอกชนจากสมาคมสร้างสรรค์ชีวิตและสิ่งแวดล้อม ผู้สมัครหน้าใหม่จากพรรคประชาชน

การวางพ่อ-ลูกคนละเขต ทำให้เห็นยุทธศาสตร์เพื่อไทยชัดว่า ต้องการคืนพื้นที่ด้วยเครือข่ายและชื่อชั้น ไม่ใช่แค่หวังแรงพรรค แต่ยังเป็นการบีบพรรคประชาชนให้ต้องสู้ทั้งด้านแบรนด์และโครงสร้างอิทธิพลเก่าไปพร้อมกัน

เขต 5 เพื่อไทยชนภูมิใจไทยแบบตรงๆ คะแนน 27,073 ของผู้ท้าชิงคือฐานจริง ไม่ใช่ข่าวลือ

เขต 5 เป็นเขตที่ภาพการแข่งขันไม่ใช่ ‘เพื่อไทย vs พรรคประชาชน’ แต่เป็น เพื่อไทย vs ภูมิใจไทย โดย เทอดชาติ ชัยพงษ์ (เพื่อไทย) ต้องเจอ รังสรรค์ วันไชยธนวงศ์ (ภูมิใจไทย) ซึ่งครั้งก่อนกวาดคะแนนได้ถึง 27,073 เสียง

ตัวเลขนี้สำคัญมาก เพราะทำให้การท้าชิงครั้งนี้ไม่ใช่การเริ่มใหม่ แต่คือการยืนยันว่าเขต 5 มีฐานภูมิใจไทย ‘เป็นกลุ่มก้อน’ อยู่จริง และยิ่งเมื่อบ้านวันไชยธนวงศ์กุมตำแหน่งนายก อบจ. ทั้งยังถูกจับตาว่าเครือข่ายจะต่อยอดขึ้นสู่สนาม สส. เขต 5 จึงเป็นพื้นที่ที่เพื่อไทยต้อง ‘รับมือคู่แข่งจากโครงสร้างท้องถิ่น’ อย่างจริงจัง

เขต 6 พรรคประชาชนป้องกันแชมป์ เจอเพื่อไทยส่งอดีตนายกเทศฯ แม่สายลงชน

เขต 6 จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม แชมป์เก่าจากพรรคประชาชน ต้องเผชิญหน้าผู้สมัครหน้าใหม่แต่ทุนท้องถิ่นไม่ใหม่อย่าง ชัยยนต์ ศรีสมุทร อดีตนายกเทศมนตรีตำบลแม่สาย ที่ลงในนามเพื่อไทย นี่คือเขตที่สะท้อนสูตรเพื่อไทยใช้ฐานเทศบาล-ท้องถิ่น มาชนกับแชมป์เก่าพรรคประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะแม่สายที่เป็นพื้นที่ชายแดนซึ่งเครือข่ายท้องถิ่นทำงานหนักและผูกกับการบริหารพื้นที่จริง ผลเลือกตั้งในเขตนี้ จึงขึ้นกับว่าแบรนด์พรรคประชาชนยังเหนียวพอจะค้ำพื้นที่ได้ หรือจะถูกเครือข่ายเทศบาลบีบให้สูสี

เขต 7 บ้านเชื้อเมืองพานแตกสาย จากเลือกตั้งซ่อมสู่ศึกพี่น้องคนละพรรค

เขต 7 เป็นเขตที่สะท้อนการจัดระเบียบบ้านใหญ่ใหม่ ชัดที่สุด เพราะ สง่า พรมเมือง ผู้ชนะเลือกตั้งซ่อมที่เข้ามาแทน พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน (อดีต สส. 4 สมัยที่ถูกตัดสิทธิ) รอบนี้ต้องเจอกับ เสกสรรค์ เชื้อเมืองพาน น้องชายของพิเชษฐ์ ซึ่งย้ายออกจากเพื่อไทยไปอยู่ภูมิใจไทย นี่ไม่ใช่แค่การแข่งกันของผู้สมัคร แต่คือการแข่งกันของสายบ้าน ว่าใครคุมฐานเดิมได้จริง และสะท้อนว่าเพื่อไทยในเชียงรายกำลังเจอแรงเสียดทานจากการแตกสายของเครือข่ายเดิม ในขณะที่ภูมิใจไทยกำลังใช้จังหวะนี้ รับคนบ้านใหญ่ เพื่อขยายพื้นที่

เพื่อไทยต้องกู้ศักดิ์ศรีหลังพ่าย อบจ. พรรคประชาชนต้องระวัง ‘เขตเมือง’ และภูมิใจไทยคือมือที่สามที่เริ่มชัด

ภาพรวมจังหวัดทำให้เห็นว่า บ้านติยะไพรัชและเชื้อเมืองพานต้องทำงานหนัก เพื่อกู้คืนพื้นที่และทวงศักดิ์ศรี โดยเฉพาะด้านพรรคเพื่อไทยที่พลาดสนาม อบจ. ไป ขณะที่ฝั่งภูมิใจไทยมีแรงส่งจากบ้านวันไชยธนวงศ์ (นายก อบจ.) และการดึงเครือข่ายเชื้อเมืองพานบางสายเข้ามา ทำให้ภาพ ‘มือที่สาม’ ชัดขึ้นกว่าเก่า

ส่วนพรรคประชาชน แม้มีฐานและมีแชมป์เก่าหลายเขต แต่จุดที่ต้องลุ้นที่สุดคือ อำเภอเมือง เพราะมีบ้านจงสุทธานามณีในเสื้อเพื่อไทย เป็นตัวแปรใหญ่ และหากพรรคประชาชนหวังคะแนนเชียงรายแบบยกจังหวัด การยึดพื้นที่เมืองให้ได้คือเงื่อนไขสำคัญที่สุด

ดังนั้น เชียงรายรอบนี้ไม่ใช่แค่แข่งพรรค แต่คือการชิงความได้เปรียบระหว่าง บ้านใหญ่ที่ต้องจัดทัพใหม่หลังแพ้ท้องถิ่น กับ พรรคประชาชนที่ต้องรักษาฐานเดิมในเมืองและชายแดน พร้อมกับจับตา ภูมิใจไทย ที่กำลังขยายพื้นที่ผ่านโครงสร้าง อบจ. และการรับคนบ้านใหญ่เข้าค่าย หากอ่านเกมให้สุด ต้องดูคะแนนส่วนต่าง ในเขตเมืองและเขตที่มีบ้านใหญ่แตกสาย เพราะนั่นคือจุดที่สมการการเมืองเชียงรายอาจเปลี่ยนไปได้จริงๆ

สามารถดู [ชุดข้อมูล] ผู้สมัคร สส. 17 จังหวัดภาคเหนือ จาก 70 เขต–33 พรรค–558 คน ทั้งหมดได้ที่ https://www.lannernews.com/11012569-01/

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

เลือกตั้งกำแพงเพชร: การจัดระเบียบบ้านใหญ่หลังพรรคแตก และพรรคประชาชนที่ยังอยู่โหมด ‘ปักหมุด’

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ถ้ามองการเมืองกำแพงเพชรแบบ ‘แผนที่อำนาจ’ มากกว่าดูแค่โลโก้พรรค จะเห็นภาพชัดว่าการแข่งขันจริงอยู่ที่ ‘การจัดระเบียบบ้านใหญ่ใหม่หลัง พปชร. แตก’ มากกว่ากระแสพรรคระดับประเทศ จากเขตเลือกตั้งทั้งหมด...

8 กุมภานี้ เราไม่ได้แค่ ‘เลือกคนที่รัก พรรคที่ใช่’ แต่เรากำลังเลือกกติกา เพื่อสถาปนา ‘สิทธิชุมชน’

เรื่อง: พชร คำชำนาญ วันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ ประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งทั่วไป ท่ามกลางบรรยากาศหาเสียงที่คึกคักเหมือนทุกครั้ง แต่ปีนี้มีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน และเกิดขึ้นวันเดียวกัน...

เทาทั้งแผ่นดิน (สีม่วงไม่รับ)

เรื่อง: อรรถจักร สัตยานุรักษ์  เชื่อได้ว่าการแจกเงินเพื่อซื้อเสียงในการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ สูงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะแค่การเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เพิ่งผ่านไป ก็มีคนออกมายืนยันว่าจ่ายเงินหัวละพันบาทแล้ว ทำไมจึงมีการจ่ายเงินซื้อเสียงและจ่ายกันมากขึ้น การจ่ายเงินครั้งนี้จะไม่กระมิดกระเมี้ยนอย่างที่ผ่านมาเพราะบรรดานักการเมืองที่ซื้อเสียงได้ประเมินอย่างชัดเจนแล้วว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นไม่ได้คิดหรือเจาะจงทำงานเพื่อจับการซื้อเสียงให้ได้ คณะกรรมการฯ จะทำหน้าที่เพียงแค่การจัดการเลือกตั้งให้ดำเนินไปได้เท่านั้น...