เรื่องและภาพ: กัญญ์วรา หมื่นแก้ว

18 มกราคม 2569 ศาลาอเนกประสงค์ หมู่ 7 บ้านแม่เลียง ตำบลเสริมขวา อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดกิจกรรมรำลึก หากคือพื้นที่ทับซ้อนของเวลา อดีตที่เต็มไปด้วยบาดแผล ปัจจุบันที่การคุกคามยังไม่จาง และอนาคตที่ชุมชนพยายามยึดคืนสิทธิในการกำหนดชะตากรรมทรัพยากรของตนเอง
การรวมตัวของ กลุ่มคัดค้านเหมืองแร่แม่เลียง เครือข่ายชุมชนไม่เอาเหมืองแร่ภาคเหนือ ร่วมกับ สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ นักวิชาการ ภาคประชาชน และตัวแทนพรรคการเมือง ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงรำลึกเหตุการณ์ในอดีต แต่เพื่อถอดบทเรียน การต่อสู้ของประชาชนกว่า 50 ปี ให้กลายเป็นข้อเสนอเชิงโครงสร้างต่อรัฐไทย ตั้งแต่กฎหมายแร่ แผนแม่บท ไปจนถึงรัฐธรรมนูญ
บาดแผลที่เริ่มจากสายน้ำ: แม่เลียงในความทรงจำ
ช่วงปี พ.ศ. 2513-2519 เหมืองแร่ในพื้นที่บ้านแม่เลียงปล่อยน้ำเสียและตะกอนลงสู่พื้นที่เกษตรกรรมน้ำแม่เลียง จากสายน้ำที่หล่อเลี้ยงชุมชน กลายเป็นสีแดงเข้ม ตะกอนหิน ดิน ทราย ทับถมในนาข้าว ผลผลิตเสียหายอย่างหนัก เกษตรกรไม่สามารถใช้น้ำทำนาได้ ความเดือดร้อนถูกส่งเสียงไปยังหน่วยงานรัฐตั้งแต่อำเภอ จังหวัด แต่กลับถูกเพิกเฉย
ฐยา ศักดิ์สูง นักศึกษาและผู้ปฏิบัติงานโครงการชาวนาในยุคนั้น เล่าว่า เมื่อการร้องเรียนไม่ก่อผล ตัวแทนชาวบ้านและนักศึกษาจึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ในเดือนกันยายน 2518 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลสั่งปิดเหมือง แม้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในขณะนั้นจะรับเรื่อง แต่ไม่มีการแก้ไขใดๆ
สถานการณ์นำไปสู่การตัดสินใจของชุมชนในการปิดทางเข้า-ออกเหมือง และจบลงด้วยเหตุปะทะรุนแรง ผู้นำชุมชนเสียชีวิต มีผู้บาดเจ็บหลายราย ก่อนที่รัฐบาลจะยอมรับในเวลาต่อมาว่าเหมืองไม่ได้มาตรฐานและกระทำผิดจริง มีคำสั่งปิดเหมืองในเดือนตุลาคม 2518
“มันคือเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากจำ แต่ก็ไม่มีใครลืมได้” คือประโยคที่ถูกกล่าวซ้ำในงานรำลึกปีนี้
เมื่ออดีตไม่จบลง การกลับมาของเหมืองในชื่อใหม่
แม้เหมืองจะถูกปิดไปกว่า 4 ทศวรรษ แต่ ถาวร อุ่นปิง ตัวแทนชาวบ้านแม่เลียง ยืนยันว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 เป็นต้นมา บริษัทได้พยายามกลับเข้ามาดำเนินกิจการเหมืองแร่ในพื้นที่เดิมอีกครั้ง ความพยายามนี้ทำให้ชุมชนต้อง ‘ลุกขึ้นสู้ซ้ำ’ บนบาดแผลเดิม
จุดยืนของชุมชนยังคงเดิมและชัดเจน ‘ไม่เอาเหมืองแร่’ เพราะบทเรียนในอดีตพิสูจน์แล้วว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจจากเหมืองไม่อาจชดเชยชีวิต สุขภาพ และระบบนิเวศที่สูญเสียไปได้
เสียงของคนรุ่นใหม่อย่าง สมาพันธ์ วรรณมณี ยิ่งตอกย้ำความต่อเนื่องของบาดแผลทางความทรงจำ แม้จะเกิดไม่ทันเหตุการณ์ 50 ปีก่อน แต่เรื่องเล่าจากปู่ย่าตายายเกี่ยวกับ ‘น้ำแม่เลียงสีแดง’ คือคำอธิบายที่ไม่ต้องการงานวิจัยใดๆ มายืนยันว่าทำไมชุมชนไม่อาจยอมรับเหมืองแร่อีก
ในมุมวิชาการ ดร.ขวัญชีวัน บัวแดง ชี้ว่า กระบวนการทำเหมืองและการคัดแยกแร่ ‘ไม่มีทางหลีกเลี่ยงมลพิษได้’ แต่ปัญหาสำคัญคือ หน่วยงานรัฐมักไม่สื่อสารความเสี่ยงและผลกระทบที่แท้จริงแก่ชุมชน กลับเน้นการนำเสนอผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพียงด้านเดียว ซึ่งสะท้อนการขาดธรรมาภิบาลอย่างเป็นระบบ
การถกเถียงในงานรำลึกไม่ได้หยุดอยู่ที่ระดับพื้นที่ หากพุ่งไปยัง ‘โครงสร้างรัฐ’ โดย วิศรุต ศรีจันทร์ จากมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ระบุว่า ปัญหาเหมืองแร่ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับการพัฒนา แต่คือผลผลิตของ รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่บิดเบี้ยว
พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 และ ‘แผนแม่บทแร่’ เปิดทางให้การกำหนดเขตแหล่งแร่ทำได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากชุมชน แม้พื้นที่นั้นจะเป็นป่าสงวนหรือเขตต้นน้ำ กลไกเหล่านี้ถูกออกแบบในยุค คสช. และยังคงมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน
ข้อเสนอจึงชัดเจนคือต้องเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อยกเลิกยุทธศาสตร์ 20 ปี และแผนแม่บทที่เอื้อทุนเหนือสิทธิประชาชน
ด้าน เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล Amnesty International ประเทศไทย ชี้ให้เห็นช่องว่างระหว่างรายงานของรัฐไทยต่อองค์การสหประชาชาติ กับสถานการณ์จริงในพื้นที่ ซึ่งชุมชนจำนวนมากยังถูกละเมิดสิทธิผ่านโครงการพัฒนา เหมืองแร่ และนโยบายทรัพยากร แม้รัฐไทยจะลงนามในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิเกษตรกรก็ตาม
สิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีแม่เลียงในวันที่ 18 มกราคม 2569 ไม่ได้จบลงที่การรำลึกอดีต หรือการประกาศจุดยืนไม่เอาเหมืองแร่ แบบที่ชุมชนจำนวนมากทำซ้ำมาหลายทศวรรษ หากแต่เป็นความพยายาม ‘จัดวางความทรงจำ’ ให้กลายเป็นกรอบอธิบายการเมืองร่วมสมัย ว่าเหตุใดปัญหาเหมืองแร่จึงไม่ใช่เรื่องความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับการพัฒนา แต่เป็นผลลัพธ์ของระบบตัดสินใจที่รวมศูนย์ และกติกาที่กำหนดให้ทรัพยากรเป็นของรัฐ/ทุนก่อนเสมอ แล้วค่อยจัดสรร ‘พื้นที่ยืน’ ให้ประชาชนทีหลังในฐานะผู้ถูกรับฟัง ไม่ใช่ผู้มีสิทธิร่วมกำหนด
เมื่อย้อนดูเส้นทางแม่เลียงตั้งแต่ยุค 2513-2519 จนถึงความพยายามกลับมาของเหมืองหลังปี 2559 ‘ความซ้ำ’ ที่ชาวบ้านพูดถึงจึงไม่ใช่แค่เหมืองกลับมา แต่คือรูปแบบการใช้อำนาจที่กลับมาเหมือนเดิม รัฐไม่ตอบสนองต่อคำร้องเรียนจนปัญหาปะทุเป็นความขัดแย้งใหญ่ แล้วค่อยขยับเมื่อเกิดความสูญเสีย สิ่งนี้ทำให้การพูดเรื่อง ‘ไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย’ ในงานปีนี้มีนัยมากกว่าเชิงอารมณ์ เพราะมันชี้ไปถึงกลไกเชิงโครงสร้างที่ทำให้ชุมชนต้องเสียต้นทุนสูงทุกครั้งก่อนรัฐจะยอมรับปัญหา และเมื่อเวลาผ่านไป โครงสร้างเดิมก็ยังเปิดช่องให้เริ่มนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง
ดังนั้น การอภิปรายจึงพาไปไกลกว่า ‘เหมืองนี้ดีหรือไม่ดี’ แต่ไปแตะว่า ใครมีสิทธิ์ตัดสิน และ ตัดสินด้วยข้อมูลแบบไหน เวทีแม่เลียงทำให้เห็นชัดว่า ความรู้ทางวิชาการเรื่องมลพิษหรือความเสี่ยงของเหมือง ที่นักวิชาการย้ำว่า ‘หลีกเลี่ยงไม่ได้’ จะไม่มีความหมาย หากรัฐยังใช้การสื่อสารแบบเลือกบอกเฉพาะด้านผลประโยชน์และปิดทับความเสี่ยง หรือปล่อยให้กระบวนการประเมินผลกระทบ (เช่น EIA) ถูกครอบงำโดยผู้ได้ประโยชน์จากโครงการเอง ข้อถกเถียงเรื่อง ‘ใครเป็นคนทำ EIA’ จึงไม่ใช่รายละเอียดเทคนิค แต่เป็นคำถามเรื่องความเป็นธรรมของกติกา: ถ้าผู้ประกอบการเป็นผู้จ้างประเมิน แล้วชุมชนต้องพิสูจน์ความเสี่ยงด้วยทรัพยากรจำกัด การต่อสู้จะถูกออกแบบให้ไม่เท่าเทียมตั้งแต่ต้นทาง
อีกด้านหนึ่ง การเชื่อมโยงจากแม่เลียงไปยัง 6 พื้นที่ (และในภาพรวมคือเครือข่าย 7 ชุมชน) ทำให้ข้อเรียกร้อง ‘ยุติเหมืองแร่’ ถูกยกระดับจากกรณีเฉพาะจุด ไปสู่ภาพเดียวกันของภาคเหนือ ไม่ว่าจะเป็นสารพิษในลุ่มน้ำกก การคัดค้านถ่านหินอมก๋อย วังวนประทานบัตรบ้านแหง บทเรียนความเสียหายแม่เมาะ เหมืองแบไรต์ดอยเต่าที่สะท้อนอำนาจรวมศูนย์ หรือกรณีผันน้ำยวมที่โยงทรัพยากรกับความมั่นคงอาหารและวิถีชาติพันธุ์ ทุกกรณีมี ‘หัวใจร่วม’ คือชุมชนถูกวางให้เป็นผู้รับผลกระทบ แต่ไม่ได้เป็นผู้ร่วมออกแบบอนาคตของพื้นที่ตนเอง และเมื่อรัฐนิยามทรัพยากรเป็นวาระแห่งชาติ การเรียกร้องให้คนท้องถิ่นเสียสละ มักถูกใช้เป็นเหตุผลสำเร็จรูป แม้กำไรจะไหลไปสู่ทุนและศูนย์กลาง ขณะที่ความเสี่ยงตกอยู่กับคนปลายน้ำ คนบนดอย และคนทำกิน
ตรงนี้เองที่เวทีแม่เลียงพยายามทำให้เหมืองแร่กลายเป็นคำถามเรื่องประชาธิปไตยเชิงทรัพยากร (resource democracy) และสิทธิชุมชนในความหมายที่จับต้องได้ ไม่ใช่แค่สิทธิรับฟังความคิดเห็น แต่คือสิทธิในการปฏิเสธ สิทธิในการกำหนดเงื่อนไข และสิทธิในการถือครองอำนาจต่อรองเหนือทรัพยากรที่ทำให้พวกเขามีชีวิตอยู่ การเสนอให้เปลี่ยนเขตเหมืองแร่ ไปเป็นพื้นที่บริหารจัดการโดยชุมชน จึงเป็นการชี้ว่า ความขัดแย้งจำนวนมากจะไม่สิ้นสุด ถ้ากติกายังให้รัฐสามารถประกาศเขตแหล่งแร่หรือโครงการใหญ่โดยไม่ต้องได้ฉันทามติจากคนพื้นที่
และเมื่อการถกเถียงลากไปถึงรัฐธรรมนูญใหม่ นัยสำคัญจึงไม่ใช่เพียงถ้อยคำเชิงอุดมการณ์ แต่คือการเสนอเครื่องมือปลดล็อก เงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่ซ้อนทับอยู่ ตั้งแต่ยุทธศาสตร์ระยะยาว แผนแม่บท ไปจนถึงกฎหมายลำดับรองที่ทำให้สิทธิชุมชนเป็นเพียงหลักการสวยงามแต่บังคับใช้จริงไม่ได้ การพูดถึงการใช้กลไกระหว่างประเทศก็อยู่ในกรอบเดียวกัน คือการเพิ่มพื้นที่ต่อรองให้ชุมชน เมื่อกลไกภายในประเทศไม่ตอบสนองหรือรายงานความจริงไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่
สุดท้าย เวทีที่มีตัวแทนพรรคการเมืองและอดีต ส.ส.-ส.ว. เข้าร่วม ถูกทำให้เป็นพื้นที่กดดันเชิงสัญญา มากกว่าพื้นที่รับฟังทั่วไป เพราะชุมชนไม่ได้ต้องการคำเห็นใจ แต่ต้องการคำมั่นที่แปลงเป็นการกระทำได้ แก้ พ.ร.บ.แร่ ปฏิรูป EIA ยกเลิกแผนแม่บทที่เอื้อทุน รับรองสิทธิชุมชนให้เป็นสิทธิอัตโนมัติ และผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่ที่ทำให้สิทธิในการจัดการทรัพยากรไม่ต้องรอความกรุณาจากรัฐ ทุกข้อเสนอเหล่านี้ถูกวางเป็นการบ้านหลังเลือกตั้งที่ชุมชนประกาศชัดว่าจะติดตามอย่างเป็นระบบ เพราะประสบการณ์ตลอด 50 ปีสอนว่า หากไม่ติดตามอย่างต่อเนื่อง รัฐก็พร้อมจะปล่อยให้เรื่องเงียบ แล้ววงจรเดิมจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในชื่อโครงการเดิมหรือชื่อบริษัทใหม่
ถ้าต้องอธิบายความหมายของแม่เลียงในวันนี้ มันคือการยืนยันว่า การต่อสู้หยุดเหมืองไม่ใช่เรื่องของชุมชนใดชุมชนหนึ่ง แต่เป็นการท้าทายระบอบการจัดการทรัพยากร ของรัฐไทยทั้งชุด ระบอบที่ทำให้คนที่อยู่กับป่า อยู่กับน้ำ อยู่กับดิน ถูกมองเป็นตัวแปรที่ต้องยอมจำนนต่อแผนใหญ่ ขณะที่ความเสี่ยงถูกผลักให้เป็นภาระของคนชายขอบ และนี่คือเหตุผลที่เสียงจากแม่เลียงพยายามพาคนอ่านออกจากคำว่าเหมือง ไปสู่คำถามใหญ่กว่าเสมอ ประเทศนี้จะพัฒนาแบบไหน หากยังยอมรับได้ว่าชุมชนต้องสูญเสียก่อนถึงจะถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ




