นครสวรรค์เป็นจังหวัดในภาคเหนือตอนล่างที่มีเขตเลือกตั้งเยอะที่สุด แต่ก็มีลักษณะการเลือกตั้งที่ไม่ต่างกับพิษณุโลกมากนัก กล่าวคือ เป็นจังหวัดที่อุดมไปด้วยตระกูลการเมืองมากมาย ที่ต่างหมุนเวียนเข้าอาสาเป็นผู้แทน แต่ก็ยังไม่มีตระกูลใดหรือบ้านใหญ่หลังไหน จะสามารถเถลิงอำนาจเหนือบ้านหลังอื่นได้
การเลือกตั้งนครสวรรค์จึงมีพลวัตที่สังเกตเห็นได้ชัด ตามการเกิดและดับของบ้านใหญ่หลังต่างๆ และถึงแม้แต่ละเขตจะมีบ้านใหญ่ประจำเขตอยู่แล้ว แต่ก็ไม่อาจการันตีชัยชนะได้ง่ายเหมือนจังหวัดรอบข้าง นั่นจึงทำให้การเลือกตั้งทุกรอบ รวมถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ บ้านใหญ่และพรรคต้องออกอาวุธหนัก หากหวังประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง
สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ นครสวรรค์มี 6 เขตเลือกตั้ง และผู้สมัครจากพรรคต่างๆ ลงแข่งขันมากถึง 44 คน เฉลี่ยต่อหนึ่งเขตมีผู้ท้าชิงไม่ต่ำกว่า 7 คน และในบรรดาผู้สมัครแต่ละเขตก็มีตัวเต็งที่อาจมีมากถึง 2 คน จนอาจมีม้ามืดตัวที่ 3 เข้าเส้นชัยแทนก็เป็นไปได้
เหล่านี้ยังไม่หมายรวมถึงบารมีของแกนนำพรรคภูมิใจไทย การล่มสลายของพรรคทหาร รวมถึงกระแสพรรคประชาชนที่เบาบางลง จนนำไปสู่การปรับเปลี่ยนระเบียบการเมืองท้องถิ่นนครสวรรค์ดังเช่นที่ปรากฏในสนามเลือกตั้งของหลายจังหวัดในภาคเหนือและกลุ่มจังหวัดเหนือล่าง
ผลการเลือกตั้งรอบนี้น่าจะทำให้เราพอจินตนาการภาพการเมืองท้องถิ่นนครสวรรค์ในอนาคตได้ชัดเจนมากขึ้น แต่ในสนามเลือกตั้งจริงที่กำลังมาถึง ความซับซ้อนของเครือข่ายการเมืองและพฤติกรรมการเลือกตั้งของคนนครสวรรค์ อาจทำให้การจินตนาการถึงผลลัพธ์การเลือกตั้งของจังหวัดนี้ได้ยากเหลือเกิน

เขต 1 มังกรอยากกลับมาผงาด
เมื่อครั้งเลือกตั้งปี 66 นครสวรรค์เขต 1 พลิกล็อคได้ กฤษฐ์หิรัญ เลิศอุฤทธิ์ภักดี เป็นผู้แทนประจำเขต และปักธงสีส้มไว้ที่กลางเมือง 4 แคว ในการเลือกตั้งรอบนี้ กฤษฐ์หิรัญ ยังคงกลับมาลงสนามเพื่อรักษาเก้าอี้แชมป์เอาไว้ ประกอบกับมีดีกรีเป็นถึงผู้ร่วมก่อตั้งศูนย์รับสร้างบ้านอินเตอร์โฮม จ.นครสวรรค์ ทำให้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ กฤษฐ์หิรัญ แม้ยังไม่มีกระแสพรรคส้มช่วยหนุนเสริม แต่ก็มิอาจมองข้ามแชมป์เก่าพรรคส้มคนนี้ไปได้เหมือนกัน
ปัจจัยที่เข้ามาท้าทายการรักษาแชมป์ของพรรคประชาชน เห็นจะหนีไม่พ้นสมาชิกสายพญามังกรในเขตเมืองนครสวรรค์ อย่าง ภัทราวดี นิโรจน์ อดีตรองนายกเทศมนตรีนครนครสวรรค์ และหนึ่งในสมาชิกตระกูลนิโรจน์ ที่เป็นหนึ่งในตระกูลย่อยของตระกูลนิโรจน์ธนรัฐ ซึ่งมี จิตตเกษมณ์ นิโรจน์ธนรัฐ นั่งเป็นนายกเทศมนตรีนคร พร้อมกับรับตำแหน่งหัวมังกร นำทางเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นในเขตเทศบาลนคร จนประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งเทศบาลเมื่อครั้งที่ผ่านมา โดยครั้งนี้บ้านนิโรจน์-นิโรจน์ธนรัฐ ก็ยังคงลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทยตามเดิม
หากพิจารณาจากผลการเลือกตั้งรอบที่แล้ว กฤษฐ์หิรัญ ชนะไปด้วยคะแนน 31,671 คะแนน ขณะที่ ภัทราวดี ได้รับเลือกเป็นอันดับ 2 ที่คะแนน 27,035 คะแนน จะเห็นว่าช่องว่างระหว่างอันดับ 1 กับ 2 ห่างกันไม่ถึง 5 พันคะแนน ฉะนั้น ในสนามเขต 1 พรรคประชาชนจึงต้องเตรียมรับมือกับการทวงคืนเก้าอี้จากพญามังกร ที่เพิ่งสำแดงพลังทางการเมืองหลังกวาดชัยชนะเหนือพรรคประชาชนไปในการเลือกตั้งเทศบาลนคร และนั่นหมายความว่า พรรคประชาชนอาจต้องออกแรงเพิ่มขึ้นหากหวังรักษาแชมป์เอาไว้ ขณะที่ตัวแทนพญามังกรสังกัดภูมิใจไทยน่าจะออกอาวุธชุดใหญ่ หากประสงค์จะทวงคืนเก้าอี้ผู้แทนเขตนี้
เขต 2 เมื่อเจ้าพ่อจากอุทัยขยายอิทธิพล
ในสนามเขต 2 ทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย แชมป์เก่าจากพรรคเพื่อไทย กลับมาลงสนามแข่งขันอีกครั้ง แต่สนามครั้งนี้คู่แข่งจากพรรคภูมิใจไทย มีการเปลี่ยนหน้าจากเดิมคือ เปลี่ยนจาก วีระกร คำประกอบ เป็น ชานนท์ ไทยเศรษฐ์ สมาชิกจากบ้านใหญ่จากจังหวัดเพื่อนบ้านอย่างอุทัยธานี ซึ่งสะสมทุนทางการเมืองมาตลอดอายุของรัฐบาล 3 ชุดก่อนหน้านี้ จนสามารถส่งสมาชิกของตระกูลไปลงสมัครในเขตเลือกตั้งข้างเคียงได้
การขยายอิทธิพลข้ามจังหวัดของบ้านไทยเศรษฐ์น่าจะเป็นปัจจัยที่ขัดขวางการรักษาแชมป์ของผู้สมัครพรรคเพื่อไทยได้อย่างดี ท้ายที่สุด เราจึงต้องมารอลุ้นกันว่า อิทธิพลของบ้านไทยเศรษฐ์จะสามารถแพร่ขยาย จนเข้าไปกัดกินฐานคะแนนของแชมป์เก่าเขต 2 นครสวรรค์ได้หรือไม่ เพราะถ้าหากการขยายอิทธิพลประสบความสำเร็จ บ้านไทยเศรษฐ์อาจเถลิงบารมีไม่ใช่แค่ในฐานะบ้านใหญ่อุทัยธานี แต่เป็นบ้านใหญ่ประจำภูมิภาคเหนือตอนล่างไปในท้ายที่สุด

เขต 3 คะแนนเดิมจะไปอยู่ที่ใคร เมื่อพรรคเดิมจากไป และพรรคใหม่กำลังจะเข้ามา
หลังการล่มสลายของพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) สัญญา นิลสุพรรณ แชมป์เก่า หันมาสวมเสื้อพรรคกล้าธรรม ตามกลุ่มสหายผู้กองที่พากันโยกย้ายจาก รทสช. สู่กล้าธรรม ครั้งนี้แชมป์เก่าในเสื้อใหม่ต้องลงสนามเลือกตั้งในช่วงที่พรรคทหารล่มหายไป ทำให้ต้องเผชิญกับวาระการจัดระเบียบบ้านใหญ่ในเขต 3 กันเสียใหม่
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ สุภัสสร คล้ายแจ้ง อดีตสมาชิกพรรค พปชร. ซึ่งได้คะแนนในครั้งเลือกตั้งปี 66 ที่ 21,121 คะแนน ไม่ได้กลับมาลงชิงชัย คะแนนก้อนนี้จึงเป็นกลุ่มก้อนคะแนนที่น่าสนใจว่าจะถูกดึงไปอยู่ที่ผู้สมัครคนใด และบ้านหลังไหนที่จะสามารถรวบรวมคะแนนเสียงที่กระจายอยู่ทั่วเขต จนสามารถขึ้นมาเป็นแกนนำในจัดระเบียบทางการเมืองท้องถิ่นในเขตนี้
เขต 4 ของขวัญสู่ลูกชาย?
ในการเลือกตั้งเขต 4 แชมป์เก่าเมื่อสนามที่แล้วอย่าง มานพ สีผึ้ง เลือกเปิดทางให้ มารุต สีผึ้ง บุตรชายลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทยแทนที่ตน แต่ด้วยช่องว่างคะแนนระหว่างมานพ กับ นุกูล แสงศิริ จากพรรคเพื่อไทยที่คว้าอันดับที่ 2 มีเพียง 7,861 คะแนน (32,934 ต่อ 25,073 คะแนน) การเปลี่ยนตัวผู้สมัครจากบ้านใหญ่สีผึ้งอาจทำให้ผู้สมัครคนอื่นซึ่งกลับมาลงแข่งขันอีกครั้งมีลุ้นเก็บคะแนนเพิ่ม
จะอย่างไรก็ดี คู่แข่งอันดับ 2 และ 3 เดิมจากสนามปี 66 กลับไม่ปรากฏในสนามการแข่งครั้งนี้ ทำให้บ้านสีผึ้งอาจช่วงชิงคะแนนจากผู้สมัครทั้งสองไปแทนก็เป็นได้ ดังนั้น สถานการณ์การเลือกตั้งเขต 4 ของนครสวรรค์จึงจะมีลักษณะทั่วไปไม่ต่างกับเขต 3 เนื่องจากเป็นสนามเลือกตั้งหลังการล่มสลายของพรรคการเมืองทหาร จึงต้องมีการจัดระเบียบอำนาจการเมืองในท้องถิ่นกันเสียใหม่ แต่ปัจจัยที่เพิ่มเข้ามาในการเลือกตั้งเขตนี้ คือ การเปลี่ยนตัวผู้สมัคร โดยเป็นการส่งต่อตำแหน่งสู่คนในบ้าน ซึ่งต้องมาดูกันว่า การเปลี่ยนตัวที่ว่าจะมีผลต่อการส่งต่อคะแนนเลือกตั้งจากผู้นำตระกูลสู่ทายาท หรือไม่?

เขต 5 ยุทธศาสตร์ใหม่ บ้านใหญ่ต้องปรับตัว
นครสวรรค์เขต 5 ในการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมา เป็นเขตที่แชมป์ทิ้งห่างอันดับ 2 มากที่สุด โดย พีระเดช ศิริวันสาณฑ์ จากพรรคภูมิใจไทย กวาดคะแนนไปมากกว่า 46,438 คะแนน ทิ้งห่างผู้สมัครพรรคประชาชนที่ได้รับอัน 2 กว่า 29,086 คะแนน (อิศราพร ดวงอุปะ ผู้สมัครพรรคก้าวไกลได้คะแนน 17,352 คะแนน)
ในการเลือกตั้งรอบนี้ พรรคประชาชนจึงได้เปลี่ยนตัวเอา นพสิทธิ์ ฐิติพัฒนธราวุฒิ อดีตผู้ช่วย สส.พรรคปชน. เขต 1 มาลงแข่งขันในสนามเขต 5 แทนที่ผู้สมัครคนก่อน เพื่อหวังสานต่อคะแนนในพื้นที่
คู่แข่งที่น่าจับตามองคือ การย้ายเขตของ นุกูล แสงศิริ อดีต สส.เขต 4 พรรคเพื่อไทย ที่พ่ายแพ้ไปในสนามเขตตนเองไปเมื่อรอบที่แล้ว ซึ่งครั้งนี้ นุกูล ย้ายเขตเลือกตั้งมาลงสมัครในเขต 5 ที่เป็นเขตติดต่อ โดยยังสวมเสื้อแดงเพื่อไทยไว้ นี่จึงอาจเป็นผลให้ผู้สมัครพรรคเพื่อไทยเข้ามาแบ่งคะแนนจากเขต 5 ไป
การแข่งขันในเขต 5 ครั้งนี้ กลายเป็นดั่งสนามการประลองระหว่างอดีตแชมป์เลือกตั้งเขตติดต่อกับแชมป์เก่าในเขตเดิม จึงต้องมาดูกันว่า ยุทธศาสตร์การย้ายเขตจะทำให้มีการเปลี่ยนหน้าผู้แทนไปอีกครั้งหรือไม่
ขณะเดียวกัน การปะทะกันระหว่างบ้านใหญ่อาจเปิดทางให้พรรคประชาชนรวบรวมคะแนนเสียงได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดจะสะท้อนผ่านสัดส่วนคะแนนที่จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอนในการเลือกตั้งเขต 5 รอบนี้
เขต 6 สนามจำลอง ภูมิใจไทย vs กล้าธรรม
เขต 6 นครสวรรค์ ซึ่งอยู่ติดกับฟากตะวันตกของประเทศไทย เป็นพื้นที่อิทธิพลการเมืองของพรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคชาติพัฒนามาช้านาน แม้ช่วงหลังจะสูญเสียความนิยมและเครือข่ายไปมาก แต่ก็ยังพอมีพลังทางการเมืองในพื้นที่หลงเหลืออยู่ การที่แกนนำของพรรคชาติพัฒนาและชาติไทยพัฒนา ยกขบวน สส.ในสังกัด เข้าสวามิภักดิ์กับทีมงานพรรคภูมิใจไทย จึงนำไปสู่การจัดระเบียบความสัมพันธ์ในท้องถิ่นเขตนี้อีกครั้ง
ประสาท ต้นประเสริฐ แชมป์เก่าจากพรรคชาติพัฒนากล้า คือหนึ่งบรรดา สส. ที่เก็บกระเป๋าเข้าร่วมเป็นทีมงานพรรคภูมิใจไทย ซึ่งน่าจะกลายเป็นปัจจัยเชิงบวกที่ช่วยหนุนเสริมคะแนนในพื้นที่ ในสนามครั้งที่แล้ว ประสาท เข้าเส้นชัยมาด้วยคะแนน 24,089 คะแนน โดยในครั้งนี้ ยังมีปัจจัยเชิงบวกคือ การที่ อภิสิทธิ์ อินทสิทธิ์ ผู้สมัครคนเดิมของพรรคภูมิใจไทยไม่ได้กลับมาลงสมัคร ทำให้คะแนนเดิมของอภิสิทธิ์ที่ 16,847 คะแนน อาจถูกแบ่งไปให้ประสาทซึ่งลงสมัครแทนในนามพรรค
ทว่าคู่แข่งที่น่ากลัวของประสาท คงหนีไม่พ้น นิโรธ สุนทรเลขา อดีตประธานวิปรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ และอดีต สส.เขต 6 สมัย ที่ครั้งนี้กลับมาลงสมัครในนามพรรคกล้าธรรม โดยในรอบก่อน นิโรธ พ่ายให้กับ ประสาทด้วยไม่ถึง 2 พันคะแนน (นิโรธได้รับคะแนนเสียง 22,428 คะแนน) เป็นเหตุให้ประสาทไม่อาจประมาทคู่แข่งรายได้นี้ได้เลย เพราะนอกจากคะแนนเลือกตั้งที่เคยตีคู่กันมาในสนามที่แล้ว คะแนน 16,847 ของอภิสิทธิ์ ก็อาจเปลี่ยนไปเป็นคะแนนของนิโรธได้เช่นกัน นั่นจึงทำให้สนามเขต 6 นี้ เป็นสนามพิสูจน์ศักยภาพของพรรคภูมิใจไทย เมื่อบ้านใหญ่จาก 2 พรรคต้องมาแข่งขันกันเอง
สามารถดู [ชุดข้อมูล] ผู้สมัคร สส. 17 จังหวัดภาคเหนือ จาก 70 เขต–33 พรรค–558 คน ทั้งหมดได้ที่ https://www.lannernews.com/11012569-01/
