เลือกตั้งน่าน: ฐานแดงเหนียวแน่น กับโจทย์ใหญ่ของผู้ท้าชิงในการเจาะกำแพงตระกูลการเมือง

Date:

การเลือกตั้ง สส. จังหวัดน่านรอบนี้ มี 3 เขตเลือกตั้ง และผู้สมัครรวมสูงถึง 29 คน (เขต 1 = 10 คน, เขต 2 = 9 คน, เขต 3 = 10 คน) ตัวเลขที่สูงผิดสังเกตนี้สะท้อนชัดว่า แม้น่านจะถูกมองว่าเป็นฐานเสียงที่แข็งแกร่งของพรรคเพื่อไทยมาอย่างยาวนาน แต่สนามเลือกตั้งก็ยังเปิดให้ผู้เล่นจำนวนมากเข้ามาลองชนโครงสร้างเดิม เพียงแต่คำถามคือ ‘ใครจะชนเข้า’ และ ‘ชนได้ลึกแค่ไหน’ 

จะเห็นได้ว่าเกมหลักไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันระหว่างพรรคใหม่-พรรคเก่าเท่านั้น หากแต่อยู่ที่การท้าทาย ตระกูลการเมืองดั้งเดิมทั้ง 3 สาย ที่ครองพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 20 ปี และไม่เคยหายหน้าไปจากสนามเลือกตั้งเลย ซึ่งนี่คือโครงสร้างการเมืองที่ทำให้น่านแตกต่างจากหลายจังหวัดในภาคเหนือ เพราะการเมืองไม่ได้เปลี่ยนมือเพียงจากกระแสระดับประเทศ แต่ยึดโยงกับเครือข่ายตระกูล พื้นที่ และความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ที่เหนียวแน่น

ในภาพรวม น่านยังคงเป็นหนึ่งในฐานเสียงสำคัญของพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่ยุคไทยรักไทยมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งในสนาม สส. และสนาม อบจ. ที่ผู้สมัครเพื่อไทยเคยคว้าชัยอย่างขาดลอย อีกทั้งการมี ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรค ลงมาช่วยหาเสียง ยิ่งตอกย้ำความได้เปรียบเชิงโครงสร้างของพรรคในพื้นที่ ซ้ำยังมีผลการเลือกตั้งครั้งก่อน ที่ชี้ชัดว่า แชมป์เก่าทั้ง 3 เขตมีฐานคะแนนในพื้นที่ที่เข้มแข็งอย่างมาก 

การเลือกตั้งรอบนี้จึงไม่ได้ถูกตั้งคำถามว่า ‘เพื่อไทยจะชนะหรือไม่’ แต่ถูกจับตาว่า จะมีใคร ‘เจาะตระกูลการเมืองเดิม’ ได้จริงหรือ ส่วนด้านพรรคประชาชน ก็จะสามารถเปลี่ยนบทบาทจากผู้ท้าชิง ไปสู่ผู้เล่นที่มีโอกาสพลิกเกมได้หรือยัง? 

อย่างไรก็ดี ช่องว่างคะแนนในเขตที่สูสีอย่างเขต 1 จะเป็นตัวชี้วัดว่าน่านกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน หรือยังคงถูกยึดด้วยโครงสร้างเดิมต่อไป สนามการเลือกตั้งที่น่านครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การเลือกตั้งตามรอบเวลา แต่คือบททดสอบว่า การเมืองตระกูลที่ฝังรากยาวนานกว่า 20 ปี จะยังต้านทานแรงท้าทายใหม่ๆ ได้อีกนานแค่ไหน และใครจะเป็นคนแรกที่ทำให้กำแพงนี้เริ่มสั่นคลอนได้จริงๆ

เขต 1 รีแมตช์ที่ใกล้ที่สุด พรรคประชาชนท้าชนแชมป์เก่าด้วยคะแนนที่ตามมาไม่ห่าง

เขตเลือกตั้งที่ 1 เป็นเขตที่การแข่งขันดูเปิดมากที่สุดในน่าน เพราะ ทรงยศ รามสูต แชมป์เก่าจากพรรคเพื่อไทย ยังคงลงสมัครในพื้นที่เดิม และต้องเผชิญหน้ากับ เชาว์วิชญ์ อินน้อย ผู้สมัครจากพรรคประชาชน ซึ่งไม่ใช่หน้าใหม่ในสนาม แต่เคยพ่ายแพ้ไปในอันดับ 2 ด้วยคะแนนถึง 34,088 คะแนน ตามหลังทรงยศมาไม่มากนัก

ตัวเลขนี้ทำให้เขต 1 แตกต่างจากอีกหลายเขต เพราะไม่ได้เป็นเพียงการชนโครงสร้างแบบห่างชั้น แต่เป็นสนามที่พรรคประชาชนมีฐานเสียงจริงอยู่แล้ว คำถามจึงไม่ใช่ว่าใครเป็นต่อ แต่คือคะแนนของเชาว์วิชญ์จะขยับขึ้นได้อีกหรือไม่ และทรงยศจะรักษาระยะห่างจากครั้งก่อนเอาไว้ได้หรือเปล่า เพราะหากช่องว่างแคบลง หรือเกิดการพลิกล็อก เขต 1 จะกลายเป็นสัญญาณสำคัญว่า โครงสร้างการเมืองน่านเริ่มมีรอยร้าวจริงๆ ไม่ใช่แค่การท้าชิงเชิงสัญลักษณ์

เขต 2 เพื่อไทยเจอผู้ท้าชิงหน้าใหม่ เกมวัดพลังฐานเดิมกับการปักหมุดระดับท้องถิ่น

เขตเลือกตั้งที่ 2 ชลน่าน ศรีแก้ว ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ต้องรับมือกับผู้สมัครหน้าใหม่จากพรรคประชาชนคือ ปาริชาติ ยาน้อย อดีตสมาชิกสภาเทศบาลตำบลกลางเวียง สนามนี้จึงเป็นการปะทะกันระหว่างฐานระดับจังหวัด-ระดับชาติ กับฐานท้องถิ่นระดับเทศบาล ในเชิงโครงสร้าง เพื่อไทยยังถือแต้มต่อชัดเจน ทั้งจากชื่อชั้น เครือข่าย และประวัติการเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่การส่งปาริชาติลงสนาม สะท้อนยุทธศาสตร์ของพรรคประชาชนที่เน้นการไต่ระดับจากท้องถิ่นขึ้นสู่สนามใหญ่ มากกว่าการพึ่งกระแสพรรคอย่างเดียว

เขต 2 อาจไม่ใช่สนามที่หวังผลแพ้-ชนะในทันทีสำหรับพรรคประชาชน แต่เป็นสนามวัดว่า ฐานท้องถิ่นที่สะสมมา จะสามารถแปลงเป็นคะแนนระดับเขตเลือกตั้งได้มากเพียงใด ซึ่งหากคะแนนผู้ท้าชิงออกมาในระดับที่เห็นเป็นก้อน ก็จะเป็นอีกหนึ่งจุดปักหมุดของพรรคในจังหวัดน่าน

เขต 3 พรรคประชาชนยังต้องพิสูจน์เพดานคะแนน

เขตเลือกตั้งที่ 3 ณัฐพงษ์ สุปริยศิลป์ แชมป์เก่าจากพรรคเพื่อไทย ลงชิงชัยอีกครั้งกับ เจริญ อภิภัทรโกศล ทนายความอิสระจากพรรคประชาชน ซึ่งเป็นคู่แข่งคนเดิมจากการเลือกตั้งครั้งก่อน ภาพของเขตนี้จึงชัดว่าเป็นสนามที่โครงสร้างเดิมยังแข็ง และพรรคประชาชนยังอยู่ในบทบาทผู้ท้าชิง

โจทย์สำคัญของเขต 3 คือ พรรคประชาชนจะสามารถขยายเพดานคะแนนจากครั้งก่อนได้หรือไม่ เพราะหากคะแนนยังอยู่ระดับเดิม จะสะท้อนว่าพื้นที่นี้ยังถูกล็อกด้วยฐานเดิมอย่างเหนียวแน่น แต่หากคะแนนขยับขึ้น แม้ยังไม่ชนะ ก็จะเป็นสัญญาณว่า แนวคิดและแบรนด์พรรค เริ่มซึมเข้าไปในพื้นที่ชนบทมากขึ้น

สามารถดู [ชุดข้อมูล] ผู้สมัคร สส. 17 จังหวัดภาคเหนือ จาก 70 เขต–33 พรรค–558 คน ทั้งหมดได้ที่ https://www.lannernews.com/11012569-01/

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

‘หมาก–หอม–มันฝรั่ง’ พืชเกษตรภาคเหนือราคาต่ำ เมื่อพืชนำเข้าทุบราคาหน้าสวน-ทุนห้องเย็นกินรวบส่วนต่าง

เกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือเผชิญวิกฤตราคาพืชเศรษฐกิจตกต่ำหนัก หลังผลผลิตหลายชนิด ทั้งหมากตากแห้ง หอมหัวใหญ่ กระเทียม มันฝรั่ง และกะหล่ำปลี ปรับราคาลดลงอย่างต่อเนื่องช่วงต้นปี 2569...

PM2.5 ภาคเหนือวิกฤต ค่าฝุ่นพุ่งเกิน 500 ‘ตี๋‒ภัทรพงษ์’ จี้รัฐใช้เงินภัยพิบัติช่วยพื้นที่ ชี้งบไฟป่าถูกตัด-งบกลางไม่จัดสรร

สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในหลายจังหวัดภาคเหนือยังคงอยู่ในระดับวิกฤต หลังค่าฝุ่นพุ่งสูงเกิน 500 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) หลังหลายพื้นที่เผชิญสถานการณ์ไฟป่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนต้องเผชิญมลพิษทางอากาศในระดับอันตราย...

เครือข่ายประชาชนจัด “มหกรรมประชาชนปกป้องแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง–สาละวิน” วันน้ำโลก 22 มี.ค. ที่เชียงราย ย้ำสิทธิการเข้าถึงน้ำสะอาด เรียกร้องรัฐแก้ปัญหาเหมืองข้ามแดน

เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง เตรียมจัดกิจกรรม ‘มหกรรมประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน’ เนื่องในวันน้ำโลก เพื่อย้ำสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงน้ำสะอาดและปลอดภัย...

ละลานล้านนา: สองสายจีน ริมปิง ฮ่อ–แต้จิ๋ว กับประวัติศาสตร์เชียงใหม่

เรื่อง: ปวีณา หมู่อุบล  เมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีน ในพื้นที่ที่มีคนเชื้อสายจีนอาศัยอยู่หนาแน่นก็มักจะมีการจัดงานเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ และหนึ่งในนั้นก็คือเชียงใหม่ นั่นก็เพราะเป็นเมืองที่ได้มีการติดต่อค้าขายกับชาวจีนมาตั้งแต่ในยุคจารีตเรื่อยมาจนสมัยเป็นมณฑลเทศาภิบาล รวมถึงมีคนจีนจำนวนมากอพยพเข้ามาตั้งรกรากและสั่งสมฐานะทางเศรษฐกิจ จนเกิดเป็นชุมชนชาวจีนขึ้นในทั้งสองฝั่งแม่น้ำปิง คือในย่านสันป่าข่อย...