การเลือกตั้ง สส. จังหวัดพะเยารอบนี้มี 3 เขตเลือกตั้ง และมีผู้สมัครรวม 17 คน (เขต 1 = 6 คน, เขต 2 = 6 คน, เขต 3 = 5 คน) ตัวเลขผู้สมัครไม่สูงมากเมื่อเทียบหลายจังหวัด แต่ความเข้มข้นของพะเยาไม่ได้อยู่ที่ความหนาแน่นของผู้เล่น เพราะอยู่ที่ ความเป็นจังหวัดที่การเมืองระดับชาติซ้อนทับกับการเมืองท้องถิ่นอย่างชัดเจน ผ่านบทบาทของ ‘ผู้กอง’ ธรรมนัส พรหมเผ่า และเครือข่ายบ้านใหญ่ที่โยงทั้งระดับ สส., อบจ., เทศบาล ไปจนถึงการจัดวางอำนาจระดับประเทศ
จะเห็นว่าการแข่งขันที่แท้จริงของจังหวัดพะเยาคือ การรักษาฐานของเครือข่ายธรรมนัส ซึ่งพรรคกล้าธรรมทำหน้าที่เป็นร่มเดียวที่รวบกลไกการเมืองท้องถิ่นไว้ ไม่ใช่การแข่งขันเชิงกระแสแบบพรรคต่อพรรคเหมือนจังหวัดอื่นๆ เกมการเมืองพะเยาจึงเป็นสนามที่การเปลี่ยนพรรคอาจเกิดขึ้นได้ แต่คะแนนไม่จำเป็นต้องไหลตามพรรค หากยังไหลตามเครือข่ายเดิมที่คุมพื้นที่อยู่

เขต 1 จากธรรมนัส สู่ ‘อัครา’ การส่งไม้ต่อที่วัดความเหนียวแน่นของบ้านพรหมเผ่า
เขตเลือกตั้งที่ 1 คือสัญญาณชัดที่สุดของการเมืองแบบเครือข่าย เมื่อ ธรรมนัส พรหมเผ่า แชมป์เก่าและแคนดิเดตนายกหนึ่งเดียวของพรรคกล้าธรรม เลือกไม่ลงสมัครในพื้นที่เดิม แต่ส่งน้องชาย อัครา พรหมเผ่า อดีตนายก อบจ.พะเยา ลงสมัครแทน ทว่านี่ไม่ใช่ ‘การเปลี่ยนตัวผู้สมัคร’ แบบปกติ แต่คือการส่งสัญญาณว่าเครือข่าย ต้องการรักษาที่นั่งด้วยการสืบทอดทุนทางการเมือง (ชื่อสกุล ความสัมพันธ์ งานท้องถิ่น) มากกว่าพึ่งตัวบุคคลเพียงคนเดียว เพราะเมื่อธรรมนัสต้องขยับบทบาทขึ้นไปเล่นเกมระดับชาติ การคุมพื้นที่และฐานเสียงจึงต้องมีคนในเครือข่ายที่ไว้ใจได้
โจทย์สำคัญของเขต 1 จึงไม่ใช่แค่ว่า อัคราจะชนะหรือแพ้ แต่คือ การส่งน้องชายจะทำให้คะแนนคงรูปได้มากแค่ไหน และฐานธรรมนัสเป็นฐานที่ผูกกับตัวผู้กองหรือผูกกับโครงสร้างบ้านพรหมเผ่ากันแน่ เพราะหากคะแนนยังแข็งแรง เขต 1 จะตอกย้ำว่าพะเยาเป็นการเมืองเครือข่ายที่สืบทอดได้จริง แต่หากคะแนนเกิดการไหลหรือช่องว่างแคบลง ก็จะสะท้อนว่าบารมีส่วนหนึ่งยังผูกกับตัวผู้กอง มากกว่ากลไกทั้งหมด
เขต 2 แชมป์เก่าในเสื้อใหม่ พรรคประชาชนพยายามเจาะฐานเดิม ด้วยคู่แข่งคนเก่า
เขตเลือกตั้งที่ 2 อนุรัตน์ ตันบรรจง แชมป์เก่า ลงชิงชัยต่อภายใต้สังกัดใหม่คือพรรคกล้าธรรม โดยมีคู่แข่งหน้าเก่าจากครั้งก่อนคือ วิทวัส รัชตาจ้าย จากพรรคประชาชน ภาพของเขตนี้สะท้อนสถานการณ์คลาสสิกของจังหวัดที่บ้านใหญ่แข็ง เสื้อพรรคเปลี่ยนได้ แต่ฐานยังอยู่ สิ่งที่ต้องจับตาจริงๆ ในเขตนี้ จึงตกไปอยู่ที่ว่า พรรคประชาชนจะทำได้แค่ไหนในการเปลี่ยนการท้าชิงให้กลายเป็นรอยร้าวของฐานเดิม
สำหรับวิทวัส การกลับมาลงอีกครั้งทำให้เขต 2 เป็นสนามวัดว่า พรรคประชาชนจะเพิ่มคะแนนจากครั้งก่อนได้หรือไม่ และจะทำให้การแข่งขันจากเดิมที่อาจเป็นเกมขาด กลายเป็นเกมสูสีขึ้นได้อย่างไร หากคะแนนของผู้ท้าชิงขยับ แม้ไม่ชนะ ก็มีนัยว่าแบรนด์พรรคประชาชนเริ่มปักหมุดในพะเยาได้จริง แต่หากคะแนนนิ่ง ก็จะสะท้อนว่ากำแพงเครือข่ายยังหนา ทำให้พรรคยังอยู่ในช่วง ‘ทดลองเจาะ’ มากกว่ายึดพื้นที่
เขต 3 กล้าธรรมคุมแชมป์เก่า เพื่อไทยส่งผู้สมัครเดิมกลับมา ‘ท้าชนโครงสร้าง’
เขตเลือกตั้งที่ 3 จิรเดช ศรีวิราช แชมป์เก่าที่ปัจจุบันสังกัดพรรคกล้าธรรม ลงแข่งขันกับ อำนาจ วิชัย ผู้สมัครหน้าเก่าจากพรรคเพื่อไทย เขตนี้น่าสนใจเพราะสะท้อนว่า แม้พะเยาจะถูกครอบด้วยเครือข่ายธรรมนัส แต่เพื่อไทยยังพยายามรักษาพื้นที่การเมืองเดิม ผ่านผู้สมัครที่มีประวัติในสนาม ไม่ใช่ส่งหน้าใหม่ล้วนๆ ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์แบบประคองฐาน ที่ไม่ได้หวังพลิกจังหวัดในทันที แต่หวังให้มีพื้นที่ยืน และรอจังหวะที่โครงสร้างอีกฝั่งสะดุด
โจทย์ของเขต 3 จึงอยู่ที่ว่า เพื่อไทยจะทำคะแนนได้มากพอจนสามารถปิดเกม หรือยังคงเป็นเพียงคู่แข่งที่ชนแล้วเด้งกลับ เพราะหากฐานกล้าธรรมยังแน่น เขตนี้ก็จะย้ำภาพเดิมว่า การเมืองพะเยาถูกกำหนดจากเครือข่ายมากกว่ากระแสพรรค
พะเยาเป็นจังหวัดที่การเมืองระดับชาติซ้อนทับกับท้องถิ่นอย่างเข้มข้นจากบทบาทของธรรมนัส พรหมเผ่า ทำให้จังหวัดถูกดึงให้เป็น ‘ศูนย์กลาง’ ในสมการการเมืองไทยโดยปริยาย และยิ่งธรรมนัสถูกพูดถึงในฐานะผู้เล่นสำคัญของการจัดตั้งรัฐบาลสมัยหน้า (รวมถึงบทบาทในทีมบริหาร/รองนายกในหลายความเป็นไปได้) ก็ยิ่งทำให้ ‘การรักษาฐานในบ้าน’ มีความจำเป็นสูงสุด เพราะฐานเลือกตั้งคือทุนทางการเมืองที่ใช้ต่อรองในเวทีใหญ่
ในเงื่อนไขนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากกลไกท้องถิ่นจำนวนมากจะวิ่งเข้าหาศูนย์กลางอำนาจ และเลือกยืนใต้ร่มกล้าธรรมที่ธรรมนัสคุมเกมอยู่ ผลลัพธ์ที่เป็นไปได้จึงอาจไม่ใช่การเปลี่ยนหน้า แต่เป็น หน้าเดิม เครือข่ายเดิม ในเสื้อพรรคใหม่ อีกครั้ง?
สามารถดู [ชุดข้อมูล] ผู้สมัคร สส. 17 จังหวัดภาคเหนือ จาก 70 เขต–33 พรรค–558 คน ทั้งหมดได้ที่ https://www.lannernews.com/11012569-01/
