การเลือกตั้ง สส. จังหวัดลำพูนรอบนี้ แม้จะมีเพียง 2 เขตเลือกตั้ง แต่กลับเป็นหนึ่งในจังหวัดที่อ่านเกมการเมืองยากที่สุดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ ด้วยเหตุผลสำคัญคือ ความสัมพันธ์เชิงซ้อนระหว่าง ‘บ้านใหญ่ท้องถิ่น การเมืองอบจ. และพรรคการเมืองระดับชาติ’ ที่ไม่ได้เคลื่อนไปในทิศเดียวกันทั้งหมด
ลำพูนมีผู้สมัครรวม 20 คน แบ่งเป็นเขตละ 10 คน ตัวเลขนี้สะท้อนสองชั้นของการแข่งขัน คือ 1) ความหนาแน่นของผู้เล่น และ 2) การเปิดพื้นที่ให้ทั้ง ‘บ้านเดิม’ และ ‘ผู้ท้าชิง’ ลงมาท้าชนกันในสนามที่ไม่ได้วัดกันแค่กระแสพรรค แต่ต้องวัดกันที่เครือข่ายและความสัมพันธ์ในพื้นที่จริง
ถ้ามองลำพูนแบบแผนที่อำนาจ จะเห็นชัดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่แค่ศึกระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทย แต่คือการต่อรองกันใหม่ระหว่าง การเมืองท้องถิ่น กับ การเมืองระดับชาติ หลังบทบาทของ อบจ. และบ้านใหญ่บางสายไม่ได้เดินไปในทิศเดียวกับพรรคเสมอไปอีกแล้ว
ลำพูนในการเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่จังหวัดที่อ่านเกมได้ด้วยโลโก้พรรคอย่างเดียว แต่ต้องอ่านผ่าน ‘ความสัมพันธ์ที่ยังไม่ลงตัว’ ระหว่างบ้านใหญ่ การเมืองท้องถิ่น และพรรคการเมืองระดับชาติ
พรรคประชาชน แม้จะประสบความสำเร็จในสนาม อบจ. แต่ในสนาม สส. ยังอยู่ในโหมดผู้ท้าชิงที่ต้องพิสูจน์การยึดพื้นที่ มากกว่าการเป็นเจ้าของฐานเสียงอย่างสมบูรณ์ ขณะที่พรรคเพื่อไทย แม้จะเสียพื้นที่บางส่วนในระดับท้องถิ่น แต่ยังมีฐานคะแนนและเครือข่ายบ้านใหญ่ที่พร้อมจะดึงเกมกลับ
หากพรรคประชาชนไม่สามารถรักษาเขตเดิมหรือขยายชัยชนะเพิ่มได้ ลำพูนอาจกลายเป็นจังหวัดที่สะท้อนชัดว่า ความสำเร็จในสนามท้องถิ่น ยังไม่เพียงพอจะการันตีชัยชนะในสนามระดับชาติ และอำนาจต่อรองของบ้านใหญ่ยังเป็นตัวแปรที่กำหนดผลการเลือกตั้งได้มากกว่ากระแสพรรคระดับประเทศ

เขต 1 พรรคประชาชนในบทบาท ‘ผู้ครองเก้าอี้’ แต่ต้องรับมือการท้าทายจากเครือข่ายเดิมของเพื่อไทย
เขตเลือกตั้งที่ 1 เป็นสนามที่น่าสนใจในเชิงโครงสร้างมากกว่าภาพผิว เพราะแม้แชมป์เก่าจะเป็น วิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก หรือ ‘สส.เต๋อ’ จากพรรคประชาชน แต่คู่แข่งหลักกลับไม่ใช่ผู้สมัครหน้าใหม่ธรรมดา หากเป็น ชัยณรงค์ ภู่พิสิฐ ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับ วีระเดช ภู่พิสิฐ นายก อบจ.ลำพูน คนปัจจุบัน ที่สังกัดพรรคประชาชน
ความซับซ้อนของเขตนี้จึงอยู่ตรงที่ เครือข่ายท้องถิ่นไม่ได้เดินไปในทิศเดียวกับพรรคทั้งหมด เพราะในขณะที่ อบจ. อยู่ฝั่งพรรคประชาชน ผู้สมัคร สส. กลับอยู่ฝั่งเพื่อไทย ทำให้สนามนี้กลายเป็นการวัดกันว่า คะแนนจะยึดโยงกับผลงานและตัวบุคคลที่เป็น สส. เดิม หรือจะไหลกลับไปตาม ‘สายสัมพันธ์-เครือข่ายบ้านใหญ่’ ที่ผูกกับพรรคเพื่อไทยมายาวนาน
สำหรับพรรคประชาชน เขต 1 ไม่ใช่แค่การรักษาเก้าอี้ แต่คือการพิสูจน์ว่า ความสำเร็จจากสนาม อบจ. สามารถแปลงเป็นความแข็งแรงระดับ สส. ได้จริงหรือไม่ เพราะหากคะแนนหด แม้ยังชนะ ก็จะเป็นสัญญาณเตือนว่าความสัมพันธ์ท้องถิ่นเริ่มคลายตัว
เขต 2 รีแมตช์เดิม แต่เดิมพันใหม่ ศึกวัดว่าใคร ‘คุมพื้นที่จริง’
เขตเลือกตั้งที่ 2 คือสนามรีแมตช์ที่ชัดที่สุดในลำพูน รังสรรค์ มณีรัตน์ แชมป์เก่าจากพรรคเพื่อไทย ต้องเผชิญหน้ากับ ชัชพีร์ วรรณาพิรัชย์ อดีตรองนายก อบจ.ลำพูน จากพรรคประชาชน ซึ่งเคยได้คะแนนตามมาไม่ห่างในเลือกตั้งครั้งก่อน
ความน่าสนใจของเขตนี้ไม่ใช่แค่ใครจะชนะ แต่คือการวัดว่า เพื่อไทยยังรักษาฐานเดิมได้แข็งแรงแค่ไหน ขณะที่พรรคประชาชนจะขยับจากผู้ท้าชิงใกล้เคียง ไปสู่ผู้เล่นที่พลิกเกมได้หรือไม่
ชัชพีร์ มีความได้เปรียบตรงประสบการณ์ในสนามท้องถิ่นและการเป็นที่รู้จักในระดับ อบจ. แต่โจทย์สำคัญคือ การทำให้คะแนนเพิ่มพอจะล้มแชมป์เก่า ไม่ใช่แค่เกาะติดเหมือนครั้งก่อน หากคะแนนยังใกล้แต่ไม่ทะลุ จะสะท้อนว่าพรรคประชาชนยังปักหมุดได้แต่ยังไม่ยึดพื้นที่
สนามลำพูนครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ใครชนะ ใครแพ้ แต่คือบททดสอบว่า ใครกำลัง ‘ยึดพื้นที่ได้จริง’ และใครยังอยู่ในช่วงปักหมุดรอจังหวะบนแผนที่การเมืองภาคเหนือ
สามารถดู [ชุดข้อมูล] ผู้สมัคร สส. 17 จังหวัดภาคเหนือ จาก 70 เขต–33 พรรค–558 คน ทั้งหมดได้ที่ https://www.lannernews.com/11012569-01/
