23 มกราคม 2568 มูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ (Empower Foundation) ร่วมกับเครือข่าย จัดเวทีเสวนา ‘เมื่อเทาเราไม่เท่ากัน’ ในพื้นที่แหล่งเรียนรู้ประวัติศษสตร์การค้าประเวณี แคนดูบาร์ (Can Do Bar) จ.เชียงใหม่ เพื่อเปิดพื้นที่ให้พรรคการเมืองและแรงงานบริการทางเพศร่วมแลกเปลี่ยนทิศทางนโยบายการยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 และผลักดันกฎหมายคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ โดยมีตัวแทนจาก พรรคพลวัต พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคไทยสร้างไทย เข้าร่วมแลกเปลี่ยน
เสียงจากเเรงงานบริการ กับคำถามสังคมว่าทำไมถึงเลือกทำอาชีพนี้
ตัวแทนแรงงานบริการ ชี้ให้เห็นถึงรูปแบบการทำงานของเเรงงานบริการในปัจจุบัน ครอบคลุมทั้งการทำงานในสถานบริการ การยืนให้บริการสาธารณะ และการรับงานผ่านแพลตฟอร์ม แรงงานส่วนใหญ่ไม่มีเงินเดือนประจำ ถูกหักค่าปรับจากกฎร้าน ถูกเรียกเก็บค่าคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่รัฐ ขาดหลักฐานรายได้ ส่งผลให้ไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการเเรงงาน ประกันสังคม และรัฐสวัสดิการพื้นฐานได้
ข้อมูลจากเครือข่ายระบุว่า แรงงานบริการทางเพศจำนวนมากเข้าสู่อาชีพนี้เพราะรายได้จากงานอื่นไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต โดยกว่าร้อยละ 99 มีบทบาทเป็นผู้นำครอบครัว ดูแลสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ยประมาณ 5 คน และร้อยละ 80 มีสถานะเป็นแม่ สะท้อนว่ารายได้จากงานบริการเป็นแหล่งรายได้หลักของครอบครัว
แรงงานบริการยังต้องเผชิญการละเมิดสิทธิ ตั้งแต่การถูกล่อซื้อ จับกุม รีดไถ เรียกเก็บส่วย ขณะที่กฎหมายยังไม่ยอมรับสถานะความเป็นแรงงาน ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงกลไกคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน
พร้อมทิ้งท้าย 3 ข้อเรียกร้องหลักจากเครือข่ายแรงงานบริการ ได้แก่
- ยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539
- ผลักดันพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ เพื่อรับรองสถานะการทำงาน คุ้มครองสิทธิแรงงาน และจัดระบบสถานประกอบการอย่างโปร่งใส
- เปิดกระบวนการมีส่วนร่วมของแรงงาน ผู้ใช้บริการ ผู้ประกอบการ และหน่วยงานรัฐ ในการออกแบบระบบคุ้มครอง
ซึ่งปัจจุบันร่างกฎหมายฉบับประชาชนได้รวบรวมรายชื่อสนับสนุนครบ 10,000 รายชื่อแล้ว และพร้อมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาทางนิติบัญญัติต่อไป
พรรคพลวัต หนุนคุ้มครองแรงงานบริการ ย้ำ “คุ้มครองมากกว่าควบคุม”

จิรารัตน์ มูลศิริ ตัวแทนจากพรรคพลวัต ประกาศสนับสนุนข้อเสนอของเครือข่ายแรงงาน และยืนยันจุดยืนผลักดันการคุ้มครองแรงงานภาคบริการอย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอให้ บรรจุอาชีพแรงงานบริการเข้าสู่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ควบคู่กับการ ยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี และเดินหน้าผลักดัน ร่างกฎหมายคุ้มครองพนักงานบริการ เพื่อรับรองสถานะการทำงานอย่างเป็นทางการ
เเม้ปัจจุบันจะมีร่างพ.ร.บ. คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ จิรารัตน์ยังมีข้อกังวลว่า หากร่างกฎหมายถูกปัดตก อาจทำให้แนวทางนโยบายถอยกลับไปสู่การควบคุมเช่นเดิม พร้อมตั้งคำถามถึงกระบวนการร่างกฎหมายในอนาคตว่าจะเปิดพื้นที่ให้แรงงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงหรือไม่ โดยยืนยันว่าพรรคพลวัตจะเดินหน้าผลักดันกฎหมายคุ้มครองแรงงานบริการอย่างต่อเนื่อง
พร้อมย้ำว่าประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องศีลธรรม แต่เป็นการตีความสถานะการทำงานที่คลาดเคลื่อน พวกเขาควรได้รับความคุ้มครองเช่นเดียวกับแรงงานกลุ่มอื่น
“มันเป็นเรื่องของการตีความมากกว่าเรื่องของการทำงาน มันต่างกับเรื่องของศีลธรรม เพราะว่าคนทำงานถูกตีความจากบางห้างร้าน สถานประกอบการ หรือแพลตฟอร์มว่าไม่เกี่ยว เป็นแรงงานภาคอิสระ แต่แท้จริงแล้วภายใต้ลักษณะการจ้างงานมันมีเรื่องของการกำหนด ควบคุม สั่งการ และจ่ายค่าจ้าง นั่นคือลักษณะของการจ้างงาน”
ไทยสร้างไทย ดันแรงงานบริการออกจาก ‘มุมมืด’

ทวีชัย วงศ์ไพโรจน์กุล รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย ระบุว่า พรรคผลักดันนโยบายคุ้มครองแรงงานบริการมาตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2566 โดยมองว่างานบริการทางเพศไม่ควรถูกผลักให้อยู่ในพื้นที่สีเทาของสังคม เนื่องจากแรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้หญิงและแม่เลี้ยงเดี่ยว พึ่งพาอาชีพนี้เป็นรายได้หลักของครอบครัว
ทวีชัยชี้ว่า กฎหมายปัจจุบันไม่สามารถคุ้มครองผู้ให้บริการได้จริง ยกตัวอย่างกรณีผู้ให้บริการถูกทำร้ายแต่กลับถูกดำเนินคดีเอง ซึ่งสะท้อนความล้มเหลวของระบบยุติธรรม พรรคจึงเสนอให้ ยกเลิก พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ควบคู่กับการผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ให้บริการทางเพศ เพื่อยกระดับสถานะเป็นแรงงานที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
พรรคไทยสร้างไทยยังเสนอให้ ลบประวัติอาชญากรรมในคดีที่ไม่ร้ายแรง และผลักดันให้ไม่เกิดการเลือกปฏิบัติ เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานสามารถกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างเท่าเทียม พร้อมชี้ว่าการทำให้ภาคบริการโปร่งใสจะช่วยลดปัญหาคอร์รัปชันและการละเมิดสิทธิในระยะยาว
เขาย้ำว่า อุปสรรคสำคัญไม่ใช่ตัวบทกฎหมายในสภา แต่คือ ‘ทัศนคติของสังคม’ ที่ยังตีตราอาชีพนี้ พรรคจึงเห็นว่าการผลักดันกฎหมายต้องควบคู่กับการสร้างความเข้าใจว่าแรงงานบริการไม่ใช่อาชญากร และมีสิทธิในร่างกายและการทำมาหากินอย่างถูกกฎหมาย พร้อมยืนยันว่าพรรคไม่ได้สนับสนุนให้ทุกคนเข้าสู่อาชีพนี้ แต่ต้องการให้ผู้ที่ทำงานอยู่แล้วสามารถอยู่ในระบบอย่างปลอดภัย เข้าถึงสวัสดิการ และได้รับการคุ้มครองโดยเร็วที่สุด
“ต้องทำความเข้าใจในสังคมเรื่องงานเกี่ยวกับเรื่องทางเพศ ต้องไม่ถูกตีตรา ไม่ถูกกดทับ เราจะทำยังไงให้เรื่องพวกนี้มันไม่อยู่ในมุมมืดของสังคม เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่แค่ทำให้ถูกกฎหมายอย่างเดียว แต่ต้องทำให้สังคมอยู่กับเรื่องนี้ได้”
พรรคประชาชน ย้ำยกเลิกกฎหมายค้าประเวณี เปิดทางแรงงานบริการเข้าสู่ระบบคุ้มครอง

การณิก จันทดา ตัวแทนจากพรรคประชาชน ระบุว่า พรรคมีจุดยืนต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคพรรคก้าวไกล ในการผลักดันให้ ยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539 โดยมองว่ากฎหมายดังกล่าวเป็นอุปสรรคต่อการยอมรับสถานะความเป็นแรงงานของผู้ให้บริการทางเพศ และเป็นต้นตอสำคัญของการละเมิดสิทธิ
การณิกชี้ว่า การสนับสนุนนโยบายคุ้มครองแรงงานบริการทางเพศตั้งอยู่บน 2 เงื่อนไขหลัก คือ การยกเลิกกฎหมายค้าประเวณี และการผลักดันให้แรงงานบริการเข้าสู่ระบบคุ้มครองแรงงานเช่นเดียวกับอาชีพอื่น หากยังไม่สามารถยกเลิกได้ในทันที พรรคเห็นว่าจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายเดิมให้สอดคล้องกับหลักสิทธิแรงงาน
ในเชิงข้อเสนอเชิงนโยบาย พรรคประชาชนเสนอ 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
- กำหนดคำนิยาม ‘พนักงานบริการทางเพศ’ ให้ชัดเจนและครอบคลุม รูปแบบการทำงานที่หลากหลาย เพื่อลดช่องว่างทางกฎหมาย
- เพิ่มหมวดคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการแรงงาน เช่น วันลา วันหยุด ลาป่วย ลาคลอด และสิทธิพื้นฐานตามกฎหมายแรงงาน เพื่อให้ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม
- กำหนดให้สถานบริการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายสถานบริการที่ล้าสมัย เพื่อยกระดับมาตรฐานสถานประกอบการ
- กำหนดบทลงโทษต่อผู้ใช้ความรุนแรงและละเมิดสิทธิแรงงานบริการ ทั้งนายจ้าง ลูกค้า และผู้เกี่ยวข้อง
- ออกแบบระบบกำกับดูแลที่ครอบคลุมแรงงานอิสระและแพลตฟอร์มออนไลน์ พร้อมเปิดช่องให้ผู้ที่ต้องการออกจากอาชีพสามารถถอนชื่อจากระบบทะเบียนได้อย่างปลอดภัย เพื่อลดการตีตราในระยะยาว
“ถ้าเรายกเลิกร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี จะทำให้พนักงานบริการเป็นคนที่เท่ากัน เข้าไปอยู่ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ครอบคลุมเรื่องการไม่เลือกปฏิบัติและสวัสดิการในที่ทำงาน”
ประชาธิปัตย์ หนุนยกเลิกกฎหมายค้าประเวณี ย้ำแรงงานบริการคือ ‘อาชีพหนึ่ง’ ที่ควรได้รับความเท่าเทียม

นารากร ติยายน ผู้แทนจากพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า พรรคเห็นด้วยกับการ ยกเลิกพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี โดยมองว่าคำว่า “ค้าประเวณี” ไม่ควรถูกใช้เป็นกรอบทางกฎหมายอีกต่อไป เพราะทุกคนมีสิทธิเลือกอาชีพของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเพศใดหรือทำงานในรูปแบบใด หากเป็นอาชีพที่สามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ ก็ควรถูกยอมรับว่าเป็นอาชีพหนึ่งในสังคม
นารากรชี้ว่า ประสบการณ์ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 สะท้อนอย่างชัดเจนว่าแรงงานภาคบริการได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการปิดกิจการและการขาดรายได้ จึงจำเป็นต้องมีระบบกฎหมายที่ไม่ผลักแรงงานกลุ่มนี้ออกไปอยู่นอกระบบอีกต่อไป
“ทุกคนมีสิทธิ์เลือกอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นใคร ไม่ว่าจะเป็นเพศอะไร ถ้าเป็นอาชีพที่ทำแล้วสามารถหาเลี้ยงตัวเองได้ หาเลี้ยงครอบครัวได้ ต้องมองว่านั่นก็คืออาชีพหนึ่ง”
‘ศีลธรรมอันดี’ ภายใต้รัฐธรรมนูญ กับอนาคตสถานะทางกฎหมายของพนักงานบริการ
หนึ่งในผู้เข้าร่วม ตั้งคำถามถึงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า ควรมีคำว่า ‘ศีลธรรมอันดีเเละไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม’ หรือไม่ เนื่องจากในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ใช้อยู่ ถ้อยคำนี้ทำให้ ‘งานบริการไม่ถูกนับว่าเป็นงาน’
ตัวแทนพรรคพลวัตเสนอให้ทบทวนถ้อยคำดังกล่าว หากยังถูกใช้เป็นเครื่องมือจำกัดสิทธิ พร้อมชี้ว่าหากกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ก็สามารถเปลี่ยนแปลงกรอบคิดนี้ได้
ด้านพรรคไทยสร้างไทยมองว่า ความหมายของศีลธรรมอันดีเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทสังคม หากสังคมยอมรับแรงงานบริการมากขึ้น คำนี้อาจไม่เป็นปัญหา แต่หากถูกใช้กีดกันสิทธิ ก็เห็นว่าควรพิจารณาตัดออกโดยต้องประเมินผลกระทบด้านอื่นควบคู่กัน
ขณะที่พรรคประชาชนเห็นว่า ถ้อยคำที่ไม่สามารถวัดค่าอย่างเป็นรูปธรรมไม่ควรถูกบรรจุในกฎหมายสูงสุด แต่การแก้ไขต้องผ่านประชามติและขึ้นอยู่กับที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หาก สสร. มาจากประชาชนจริง ก็มีโอกาสทบทวนคำนี้ได้
ฝั่งพรรคประชาธิปัตย์ นารากร ชี้แจงว่า ความเห็นเรื่องศีลธรรมเป็นมุมมองของตนเอง ไม่ใช่มติพรรค พร้อมอธิบายว่า ศีลธรรมขึ้นอยู่กับการตีความของหลายฝ่าย และในความหมายพื้นฐานควรหมายถึงการไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น การนำมาใช้ตัดสินอาชีพบริการทางเพศเพียงฝ่ายเดียวจึงไม่เป็นธรรม
ขึ้นทะเบียนแรงงานบริการ ใครได้คุ้มครอง ใครถูกตีตรา
ผู้เข้าร่วมเเสดงข้อกังวลถึงการขึ้นทะเบียนเเรงงานบริการว่าจะสามารถคุ้มครองเเรงงานได้จริงหรือไม่ เเละหากเลิกทำอาชีพนี้เเล้วข้อมูลทะเบียนจะถูกลบหรือไม่ เเละใช้ระยะเวลาเท่าไหร่
พรรคพลวัตเสนอให้ระบบทะเบียนต้องมีความยืดหยุ่น คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และไม่สร้างการตีตรา พร้อมเชื่อมแรงงานเข้าสู่ระบบคุ้มครองแรงงาน
พรรคไทยสร้างไทยแสดงความกังวลว่าการขึ้นทะเบียนเฉพาะกลุ่มอาจผูกแรงงานกับภาพลักษณ์เดิมตลอดชีวิต โดยเฉพาะปัญหาการลบข้อมูลเมื่อออกจากอาชีพ พร้อมเสนอว่าไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะทาง แต่ควรดึงเข้าสู่ระบบแรงงานทั่วไปและแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคแทน
ด้านพรรคประชาชนย้ำจุดยืนยกเลิกกฎหมายค้าประเวณีเป็นหลัก แต่หากจำเป็นต้องมีทะเบียนในช่วงเปลี่ยนผ่าน ต้องออกแบบให้เคารพศักดิ์ศรีแรงงาน ไม่สร้างความเหลื่อมล้ำ และผ่านกระบวนการพิจารณาของรัฐสภา
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นทะเบียนในรูปแบบที่ระบุสถานะเฉพาะ โดยเสนอให้อาชีพนี้ถูกยอมรับในฐานะอาชีพอิสระเช่นเดียวกับอาชีพอื่น และเข้าถึงสวัสดิการรัฐโดยไม่ถูกตีตรา
‘เมื่อเทาเราไม่เท่ากัน’ ปัญหาส่วยในสถานบันเทิงจะสิ้นสุดจริงไหม
ทิ้งท้ายด้วยคำถามปัญหาส่วยในสถานบันเทิง ว่าปัญหาส่วยจะหมดไปได้หรือไม่ หากโครงสร้างกฎหมายยังเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ
พรรคพลวัตชี้ว่า ปัญหาส่วยเป็นโครงสร้างที่ฝังรากลึกมากว่า 30 ปี เชื่อมโยงกับระบบผลประโยชน์ใต้ดินของหน่วยงานกำกับดูแล พร้อมตั้งคำถามต่อกลไกบังคับใช้กฎหมายที่ไร้ประสิทธิภาพ
พรรคไทยสร้างไทยมองว่าส่วยเกี่ยวข้องกับการทุจริตในภาครัฐ และย้ำว่าการทำให้กฎหมายชัดเจน โปร่งใส จะช่วยลดช่องว่างการเรียกรับผลประโยชน์
ด้านพรรคประชาชนเสนอว่าการดึงกิจกรรมเข้าสู่ระบบกฎหมายจะช่วยลดเศรษฐกิจใต้ดินและส่วยเชิงโครงสร้าง พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมต่อต้านธุรกิจสีเทา
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ชี้ว่าปัญหานี้ไม่ได้อยู่แค่นักการเมือง แต่ครอบคลุมข้าราชการ นักธุรกิจ และเครือข่ายผลประโยชน์ทั้งหมด ซึ่งต้องแก้พร้อมกันทุกภาคส่วน
ช่วงท้ายเวที ตัวแทนแรงงานบริการย้ำว่าไม่ได้เรียกร้องอภิสิทธิ์ แต่ต้องการ “ความเท่าเทียม” ในฐานะแรงงาน พร้อมอยู่ภายใต้กติกาเดียวกับอาชีพอื่น หากได้รับการคุ้มครองและไม่ถูกเลือกปฏิบัติ พร้อมตั้งคำถามว่าสังคมไทยพร้อมหรือยังที่จะยอมรับแรงงานบริการอย่างมีศักดิ์ศรีในระบบกฎหมายอย่างเท่าเทียม
