การเลือกตั้ง สส. จังหวัดเชียงใหม่รอบนี้ มี 10 เขตเลือกตั้ง และผู้สมัครรวม 107 คน (เขต 1 = 12 คน, เขต 2 = 12 คน, เขต 3 = 14 คน, เขต 4 = 13 คน, เขต 5 = 12 คน, เขต 6 = 8 คน, เขต 7 = 9 คน, เขต 8 = 12 คน, เขต 9 = 8 คน, เขต 10 = 7 คน) โดยถือเป็นสนามที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ ทั้งในเชิงจำนวนเขตและความหนาแน่นของการแข่งขัน และถ้าอ่านจากฐานข้อมูลผู้สมัคร ภาพรวมของเชียงใหม่รอบนี้คือการลงชิงแชมป์ต่อเนื่องของแชมป์เก่าที่ยังลงในพื้นที่เดิมแทบทุกเขต พร้อมกับการยกระดับของเพื่อไทย ที่ประกาศชัดว่าต้องทวงคืนเชียงใหม่
ขณะที่สำหรับพรรคประชาชนก็ถือเป็นจังหวัดที่ตั้งความหวังสูงสุด เพราะการเลือกตั้ง 2 ครั้งล่าสุดทำผลงานเด่นและสร้างโครงข่ายการเมืองใหม่ได้จริงในหลายพื้นที่ จนกระทั่งการเมืองท้องถิ่นเองก็เริ่มเห็นแรงสั่นสะเทือนจากฐานคะแนนของพรรคประชาชน
ปัจจัยที่ทำให้เชียงใหม่กลายเป็น ‘ศูนย์กลางการเมืองระดับชาติ’ มากกว่าจังหวัดอื่น คือการซ้อนทับของ บ้านใหญ่เชียงใหม่ และแกนนำพรรคเพื่อไทยระดับประเทศ อย่าง จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ที่ย้ายไปบัญชีรายชื่อและขยับบทบาทเป็นหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายก ทำให้โครงสร้างเพื่อไทยในเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่เดิมพันด้วยภาพรวมของพรรคเพื่อไทย
ในอีกด้าน พรรคประชาชนก็มาแบบจัดเต็ม เพราะแชมป์เก่าทั้ง 7 คน ลงแข่งในเขตเลือกตั้งเดิมทุกเขตและยังมีการปรับสมดุลกับกระแส อย่างการได้ตัวช่วยจากเครือข่ายท้องถิ่นอย่าง กุ้ง–ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เพื่อไทย มาร่วมขบวนด้วย การแข่งขันที่เชียงใหม่ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่ศึกสองพรรค แต่เป็นศึกของสองโมเดลการเมือง

เขต 1 ศึกสามเส้าเมืองเชียงใหม่ แชมป์เก่าประชาชน ชนผู้สมัครเพื่อไทยสายอบจ. และผู้ประกาศข่าวปชป.
เขต 1 เป็นหนึ่งในเขตที่น่าจับตามากที่สุดของเชียงใหม่ เพราะมีผู้สมัครที่เป็นตัวแทนคนละสนามคนละฐานอย่างชัดเจนถึง 3 คน คนแรก เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู แชมป์เก่าจากพรรคประชาชน ที่มีภาพจำจากงานอาสา เช่น การระดมทุนช่วยดับไฟป่าและช่วยเหลือช่วงโควิด เน้นการทำงานการเมืองแบบคนรุ่นใหม่และเครือข่ายภาคประชาชนในเมืองเชียงใหม่
ขณะที่เพื่อไทยส่ง ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล (หมอโจ้) รองนายก อบจ.เชียงใหม่ ทีมบริหารของ ‘สว.ก๊อง’ พิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายก อบจ.เชียงใหม่ ลงมาชนตรงๆ ซึ่งนี่เป็นสัญญาณว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้หวังชนะด้วยแบรนด์พรรคอย่างเดียว แต่หวังใช้โครงข่ายท้องถิ่น อุ้มคะแนนในเขตเมือง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นจุดแข็งของพรรคส้ม
อย่างไรก็ดี ตัวแปรที่ทำให้เขต 1 น่าจับตา ไม่ใช่แค่ศึกสองคน แต่ยังมี นารากร ติยายน ผู้ประกาศข่าวชื่อดังที่ลงในนามประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งแม้ปชป.ในเชียงใหม่จะไม่ใช่ตัวเต็งแบบเดิม แต่ผู้สมัครที่มีภาพลักษณ์เป็นสาธารณะสูง ก็อาจดูดคะแนนได้จริงในบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่เลือกเพื่อไทย แต่ก็ลังเลกับพรรคประชาชน
ผลลัพธ์ในเขตนี้อาจออกได้หลายแบบ เพราะหากคะแนนปชป.แตกมาก เขต 1 จะยิ่งเป็นสนามที่เครื่องจักรท้องถิ่นของเพื่อไทยมีโอกาสทำงาน แต่หากคะแนนคนเมืองยังเทให้แชมป์เก่าชัด เขต 1 ก็จะเป็นการย้ำว่าเขตเมืองเชียงใหม่ยังยืนกับพรรคประชาชนเหนียวแน่น

เขต 2 เขตเมืองน้อย สนามวัดพลัง การเมืองรุ่นใหม่ชนจักรกล อบจ.
เขต 2 เป็นอีกหนึ่งเขตที่สะท้อนสนามการเลือกตั้งของเมืองเชียงใหม่ได้ชัดที่สุด เพราะมีแชมป์เก่าอย่าง การณิก จันทดา ซึ่งมาพร้อมภาพจำแบบผู้แทนคนเมืองรุ่นใหม่ และการทำงานในสภาที่ต่อเนื่อง ส่วนเพื่อไทยส่ง เพทาย เตโชฬาร ซึ่งเป็นนายแพทย์ และเคยเป็น อดีตรองนายก อบจ.เชียงใหม่ ทีมบริหารของ ‘สว.ก๊อง’ เช่นเดียวกับ เขต 1
ทว่าตัวแปรที่ทำให้เขต 2 ยังร้อนแรง ไม่ใช่แค่แดง–ส้ม แต่คือการที่หลายพรรคส่งคนมีฐานพื้นที่ที่มีความโดดเด่นในแต่ละประเด็นเข้ามาแทรก เช่น ยุทธนา สุวรรณ จากพรรคภูมิใจไทยที่ย้ายมาจากรวมไทยสร้างชาติ และมีประสบการณ์การลงสมัคร/ทำงานพื้นที่ในระดับท้องถิ่น รวมถึง เลอยศ พุทธชิโนรสสกุล จากพรรคพลังประชารัฐ อดีตนายอำเภอสารภี ที่สะท้อนว่าเครือข่ายข้าราชการ/ความมั่นคงยังมีพื้นที่ในโครงสร้างคะแนนของเชียงใหม่บางส่วน

เขต 3 ‘ก๊อป vs ท็อป’ ศึกชิงบ้านเกิดทักษิณ
เขต 3 เป็นสมรภูมิเชิงสัญลักษณ์ของการชิงชัย ระหว่างเพื่อไทยกับพรรคประชาชน โดยแชมป์เก่าคือ ก๊อป–ณัฐพล โตวิจักษณ์ชัยกุล พรรคประชาชน ซึ่งมีทั้งฐานคนทำงานเมือง/ผู้ประกอบการ และทุนทางชื่อเสียงจากครอบครัวการเมืองเก่า เพราะเป็นบุตรของ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ขณะที่เพื่อไทยส่ง ท๊อป–จักรพล ตั้งสุทธิธรรม อดีต สส.เพื่อไทยปี 2562 และอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ ที่กลับมาลงชนในพื้นที่เดิมอีกครั้ง โดยที่เขต 3 เป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของภารกิจ ‘ทวงคืนเชียงใหม่’ เพราะเป็นบ้านเกิดของทักษิณ ชินวัตร ที่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถปล่อยให้พลาดได้อีกครั้ง
อย่างไรก็ดี อีกหนึ่งตัวแปรของเขต 3 อยู่ที่การกระจายคะแนนจากพรรคอื่นๆ ที่อาจทำให้ส่วนต่างของคะแนนเปลี่ยน เช่น ผู้สมัครที่เคยผ่านสนามมาก่อนอย่าง พรชัย อรรถปรียางกูร พรรคก้าวอิสระ ที่มีประวัติการเมืองยาวนานและเคยอยู่ไทยรักไทย/พลังประชารัฐ รวมถึงผู้สมัครจากหลายพรรคที่มีฐานอาชีพ/เครือข่ายเฉพาะทาง ฉะนั้น หากคะแนนแตกมากพอ เขต 3 ก็อาจตัดสินกันที่ความแน่นของฐานเดิมมากกว่ากระแส

เขต 4 พื้นที่บ้านจัดสรร ศึกเครือข่ายเทศบาลชนฐานการเมืองคนรุ่นใหม่
เขต 4 มีแชมป์เก่าคือ พุธิตา ชัยอนันต์ พรรคประชาชน ที่มีภาพจำจากการทำกิจกรรมทางการเมืองช่วงก่อนรัฐประหาร มีประสบการณ์การทำงานกับภาคประชาสังคมหลายกลุ่ม และสไตล์การเมืองแบบคนเมืองรุ่นใหม่ ขณะที่เพื่อไทยส่ง ภานุ เจริญสุข ซึ่งเป็น นายกเทศมนตรีตำบลเจดีย์แม่ครัว ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ เขต 4 จึงเป็นสนามที่สะท้อนการปะทะกันของสองวิธีการทำงานในการเมือง ระหว่าง ‘ฐานคะแนนจากกระแสและเครือข่ายภาคประชาชน’ กับ ‘ฐานท้องถิ่นเทศบาล’
และหากพรรคประชาชนยังชนะได้ เขต 4 จะย้ำว่าพื้นที่เมือง/กึ่งเมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีบ้านจัดสรรเป็นจำนวนมากยังเทให้การเมืองแบบใหม่แม้เจอโครงข่ายท้องถิ่น แต่หากเพื่อไทยทำคะแนนขึ้นหรือพลิกได้ เขต 4 จะเป็นต้นแบบของสูตรเพื่อไทยในเชียงใหม่ว่า การดึงเทศบาล/ท้องถิ่นมาเป็นหัวหอก สามารถเจาะฐานเดิมของพรรคประชาชนได้

เขต 5 ท้องถิ่นชนท้องถิ่น แต่กระแสอาจแพ้พื้นที่
เขต 5 เป็นเขตเดียวที่เพื่อไทยต้องเปลี่ยนตัวผู้สมัคร เนื่องจาก จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ขยับไปเป็นบัญชีรายชื่อและมีบทบาทบริหารในพรรค เขตนี้เพื่อไทยจึงส่ง อัจฉรารัตน์ นันทะเสน ซึ่งมีรากเครือข่ายพื้นที่ อำเภอแม่ริม และความเชื่อมโยงทางครอบครัวท้องถิ่นลงแทน ขณะที่พรรคประชาชนส่ง สมชิด กันธะยา อดีตผู้สมัครก้าวไกลที่มีประสบการณ์การเมืองท้องถิ่น ในตำแหน่งรองประธานสภา อบจ. และอดีตนายก อบต. ทำให้เขต 5 ไม่ใช่สนามกระแส แต่เป็นสนามท้องถิ่นชนท้องถิ่น
นอกจากนี้ยังมีตัวแปรสำคัญคือ วาสนา ทองสุข พรรคภูมิใจไทย ผู้บริหารปางช้างแม่แตงและประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ ที่มีทุนสังคมในสายเศรษฐกิจท่องเที่ยว และเคยลงในนามไทยสร้างไทยมาก่อน ซึ่งอาจดูดคะแนนบางกลุ่มออกจากทั้งสองขั้วได้ เขต 5 จึงเป็นเขตที่การชนะไม่จำเป็นต้องแลนด์สไลด์ แต่จะชนะด้วยการบริหารฐานเสียง ซึ่งวัดกันที่ความแข็งของทีมพื้นที่มากกว่า

เขต 6 ท้องถิ่นชนระดับนำพรรค ประชาชนป้องกันแชมป์เก่า vs เพื่อไทยสายบ้านอมรวิวัฒน์
เขต 6 แชมป์เก่าคือ อรพรรณ จันตาเรือง พรรคประชาชน ที่มีประสบการณ์ท้องถิ่นและลงพื้นที่ต่อเนื่อง ส่วนเพื่อไทยส่ง บัณจงศักดิ์ วงศ์รัตนวรรณ ที่มีประวัติทางการเมืองกับเพื่อไทยและเป็นคนใกล้ชิดสาย อมรวิวัฒน์ ทำให้เห็นภาพว่าเพื่อไทยไม่ได้ปล่อยมือในเขตไกลเมือง แต่ใช้เครือข่ายระดับแกนนำพรรคมาช่วยคุมเกม

เขต 7 ไกลศูนย์กลางจังหวัด ประชาชนรักษาแชมป์เก่า แต่เพื่อไทยยังมีฐานตระกูลการเมือง และภูมิใจไทย/กล้าธรรมแทรกได้
เขต 7 พรรคประชาชนส่งแชมป์เก่า สมดุลย์ อุตเจริญ ขณะที่เพื่อไทยส่ง นิธิกร วุฒินันชัย ที่มีรากฐานตระกูลการเมือง เพราะเป็นบุตรของ ประสิทธิ์ วุฒินันชัย อดีต สส. ทำให้เขตนี้เป็นการชนกันของ ‘การเมืองใหม่ที่เคยชนะ’ กับ ‘โครงข่ายการเมืองเดิมที่ยังมีลมหายใจ’ นอกจากนี้ยังมีผู้เล่นที่ทำให้คะแนนอาจแตก เช่น อดุลย์ บุญใส จากภูมิใจไทย อดีต ส.อบจ.ฝาง และ การุณย์ คูเจริญชัยกุล พรรคกล้าธรรม อดีต ส.อบจ.ฝาง เช่นกัน
ภาพโดยรวมของผู้สมัครเขต 7 สะท้อนว่าพื้นที่ลักษณะนี้ การมีเครือข่ายอบจ./ท้องถิ่น ยังคงมีผลและไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้สีเพียงพรรคเดียว เพราะเมื่อมีหลายพรรคดึงคนทำงานในท้องถิ่นมาเป็นผู้สมัคร คะแนนก็มีโอกาสกระจาย และทำให้ส่วนต่างของผู้ชนะอาจจะไม่ต่างกันมาก

เขต 8 สงครามสืบทอดฐานชนกระแสใหม่ แชมป์เก่าพรรคประชาชน vs ทายาท สส.เพื่อไทย
เขต 8 พรรคประชาชนส่งแชมป์เก่าอย่าง ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ หรือ สส.ตี๋ ชน ณัฏฐ์พัฒน์ รัฐผไท จากเพื่อไทย ซึ่งเป็นบุตรของ นพคุณ รัฐผไท อดีตสส.เพื่อไทย นี่ทำให้เขต 8 เป็นสนามการสืบทอดฐานของเพื่อไทยแบบตรงไปตรงมา ขณะที่พรรคประชาชนต้องพิสูจน์ว่าฐานคะแนนที่ชนะมาแล้วครั้งหนึ่ง เป็นฐานระยะยาว ไม่ใช่ฐานกระแสชั่วคราว
อย่างไรก็ดี ตัวแปรคือเขต 8 มีผู้สมัครจากพรรคอื่นที่มีประสบการณ์ท้องถิ่น/ย้ายค่ายหลายคน เช่น กุสุมา บัวพันธ์ (กล้าธรรม ย้ายจากพลังประชารัฐ) และ สุริยนต์ ปันทะนะ (ภูมิใจไทย ย้ายจากรวมแผ่นดิน) ทำให้การแข่งขันอาจไม่เป็นเส้นตรง แต่อย่างไรก็ตาม แกนหลักก็ยังเป็นการแข่งขันระหว่างประชาชนกับเพื่อไทย เพียงแต่ผลจะออกมาในรูป ‘ชนะขาด’ หรือ ‘ชนะเฉือน’ ซึ่งมีนัยยะต่อการอ่านทิศทางการเมืองในระยะยาว

เขต 9 ศึกสามก๊ก เพื่อไทย vs ประชาชน vs กล้าธรรม
เขต 9 เป็นเขตที่น่าสนใจเนื่องจากเป็นเขตการเลือกตั้งเพียงเขตเดียวในเชียงใหม่ที่ อดีต สส. ปี 2566 ไม่ได้มาจากพรรคเพื่อไทยและก้าวไกล (พรรคประชาชน) แต่มาจากพรรคพลังประชารัฐอย่าง นเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ โดยรอบนี้ย้ายไป กล้าธรรม ทำให้เขต 9 เป็นสนามวัดว่าอดีตฐานพลังประชารัฐจะย้ายตาม ‘ตัวบุคคล’ ไปได้แค่ไหน
ด้านเพื่อไทยส่ง ยงยุทธ์ ยาวิชัย ซึ่งมีฐานท้องถิ่นชัดจาก ส.อบจ./นายกอบต. เป็นสายบริหารพื้นที่ ส่วนพรรคประชาชนส่ง ฉัตรณพัฒน์ สมศักดิ์เกตุกร ที่มีโปรไฟล์งานนโยบาย/อนุกรรมาธิการ จากการผลักดัน พ.ร.บ.ลำไย ภาพรวมจึงเหมือนเป็นการปะทะกันของ 3 ก๊ก พรรคกล้าธรรม ตัวบุคคลแชมป์เก่าและฐานเดิมสายพลังประชารัฐ ปะทะ เพื่อไทย สายท้องถิ่นและเครือข่ายจัดตั้ง และประชาชน สายนโยบายบวกฐานการเมืองใหม่
เขต 9 จึงเป็นเขตที่ผลแพ้ชนะและรูปแบบคะแนนมีความสำคัญ เพราะเป็นตัวชี้วัดว่ากระแสพรรคใหม่ (กล้าธรรม) จะมีพลังในพื้นที่ได้จริงแค่ไหน และเพื่อไทย/ประชาชนจะจัดวางเกมรับมืออย่างไร

เขต 10 เพื่อไทยตั้งฐานที่มั่น กันตัวแปรใหม่จากภูมิใจไทย–กล้าธรรม
เขต 10 มีแชมป์เก่าอย่าง ศรีโสภา โกฏคำลือ สังกัดพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีสายสัมพันธ์การเมืองครอบครัวและฐานเดิมของพรรคค่อนข้างชัด ดังนั้นเขต 10 จึงเป็นสนามรักษาแชมป์ของเพื่อไทย ทว่าความน่าสนใจอยู่ที่คู่แข่งหลักในเขตนี้ไม่ได้มาแบบเดิมๆ
ภูมิใจไทยส่ง สุนทร มาลีการุณกิจ อดีตผู้สมัครพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งสะท้อนความพยายามของภูมิใจไทยในการดึงฐานเมือง/คนรุ่นใหม่บางส่วน หรืออย่างน้อยก็สร้างภาพว่าเป็นพรรคที่รับคนได้หลากหลาย ขณะที่กล้าธรรมส่ง นรพล ตันติมนตรี ที่ย้ายจากพลังประชารัฐ และมีฐานเครือข่ายท้องถิ่นสายเกษตร/แปรรูปกาแฟ
ขณะที่พรรคประชาชนส่ง อิทธิธัญกร ตาคำ ที่มีประสบการณ์ทำงานสายสถาบันวิจัย/มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ลงชิงชัย ทำให้เขต 10 ไม่ใช่มีแค่ท้าแดงชนฝ่ายเดียว แต่เป็นเขตที่พรรคอื่นพยายามตัดแบ่งฐานของเพื่อไทยด้วยผู้สมัครที่มีประวัติและเครือข่ายคนละแบบ
หมายเหตุ
ผู้สมัครเขต 10 เบอร์ 7 พรรคเศรษฐกิจ เป็นผู้สมัครที่ กกต. ไม่ประกาศรับรองรายชื่อ
สามารถดู [ชุดข้อมูล] ผู้สมัคร สส. 17 จังหวัดภาคเหนือ จาก 70 เขต–33 พรรค–558 คน ทั้งหมดได้ที่ https://www.lannernews.com/11012569-01/
