ระเบิดเวลาบนจานอาหาร เมื่อ ‘ยาปฏิชีวนะ’ ในฟาร์ม กำลังทำให้เราตายผ่อนส่ง 

Date:

ในทุกๆ ปี คนไทยกว่า 38,000 คน ต้องจบชีวิตลงเพราะสิ่งที่เรียกว่า ‘เชื้อดื้อยา’ ตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงสถิติทางการแพทย์ หากสะท้อนการเสียสมดุลของธรรมชาติ เมื่อมนุษย์เร่งใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะอย่างเข้มข้น จนเชื้อโรคปรับตัวและกลายพันธุ์กลับมาคุกคามชีวิตมนุษย์เอง

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2569 เครือข่าย กินเปลี่ยนโลก ร่วมกับ ศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) จัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการหัวข้อ ‘รู้จักเชื้อดื้อยา’ ณ กินสคูล จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเสริมสร้างความรอบรู้ด้านเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ และขยายความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายด้านอาหารและสุขภาพ ชวนมองปัญหาเชื้อดื้อยาให้พ้นจากกรอบโรงพยาบาล ไปสู่ความเชื่อมโยงระหว่างจุลินทรีย์ โรค ยา ระบบอาหาร และสิ่งแวดล้อม ซึ่งแทรกซึมอยู่ตลอดห่วงโซ่การผลิตและวิถีชีวิตประจำวันของสังคมไทย

ภญ.ผกาวรรณ บุญมา เภสัชกรโรงพยาบาลนครพิงศ์ ชี้ให้เห็นว่า โรคอุบัติใหม่จำนวนมากเกิดจากความเชื่อมโยงของระบบนิเวศที่ถูกรบกวน ตั้งแต่กรณี พรีออน (prion) ในโรควัวบ้า ซึ่งเกิดจากการฝืนธรรมชาติให้วัวกินซากสัตว์ ไปจนถึงการศึกษาไวรัสในค้างคาวที่หากขาดมาตรการควบคุมอย่างรัดกุม ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงของการระบาดใหญ่ได้

ขณะเดียวกัน ปัญหาที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันคือ ‘เชื้อดื้อยา’ ซึ่งผกาวรรณย้ำว่าไม่ใช่คนดื้อยา แต่เป็นเชื้อโรคที่ปรับตัวจนทนต่อยา จากการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างพร่ำเพรื่อทั้งในคนและภาคปศุสัตว์ ส่งผลให้เชื้อกลายพันธุ์และสะสมอยู่ทั่วระบบอาหารและสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่น้ำเสีย ฟาร์ม ดิน น้ำ ไปจนถึงผักและเนื้อสัตว์บนโต๊ะอาหาร

“ปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโรงพยาบาล แต่กระจายอยู่ทั่วทั้งระบบอาหาร สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของมนุษย์ ไม่ใช่ปัญหาของแพทย์หรือผู้ป่วยเพียงอย่างเดียว หากเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงสุขภาพมนุษย์ ระบบอาหาร และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก”

ด้าน ผศ.ดร.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการ กพย. เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า ในแต่ละปีมีคนไทยเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาสูงถึงราว 38,000 คน นำไปสู่ความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีสาเหตุหลักมาจากการใช้ยาอย่างไม่สมเหตุสมผล และความเข้าใจผิดเรื่อง ‘ยาครอบจักรวาล’

“วันนี้ เชื้อดื้อยา ไม่ได้อยู่แค่ในห้อง ICU แต่ปนเปื้อนอยู่ในเขียงในครัวเรือน ในอาหารดิบ หรือแม้แต่ในสัตว์เลี้ยงใกล้ตัว นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ทำให้ภาคีเครือข่ายด้านอาหารและสุขภาพต้องหันมาจับมือกัน เพราะหากเราไม่ลดการใช้ยาและสารเคมีอย่างจริงจัง วงจรนี้จะหมุนกลับมาสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตของเราทุกคนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง”

มายาบนจานอาหาร ความสวยงามของเนื้อและไข่ ที่แลกมาด้วยสารปรุงแต่ง

ท่ามกลางวิกฤตเชื้อดื้อยาที่แผ่กระจายไปทั่วโลก วงสนทนาที่กินสคูลได้ขยับลึกไปถึงต้นตอสำคัญที่สุด นั่นคือ ระบบผลิตอาหาร โดย อำนาจ เรียนสร้อย จากแทนคุณออแกนิค ผู้เคยอยู่ในโลกปศุสัตว์อุตสาหกรรมเกือบ 10 ปี เปิดภาพเบื้องหลังโรงเรือนปิดที่ผู้บริโภคแทบไม่เคยเห็น

ในระบบปศุสัตว์อุตสาหกรรม เป้าหมายสูงสุดคือการผลิตให้ได้มากที่สุดในต้นทุนต่ำที่สุด โดยกว่า 80% ของต้นทุนคือค่าอาหารสัตว์ เพื่อลดค่าใช้จ่าย อุตสาหกรรมจึงเลือกวัตถุดิบราคาถูกและพึ่งพา ‘ยาปฏิชีวนะ’ เป็นเครื่องมือหลัก ที่สำคัญ ยาเหล่านี้ไม่ได้ใช้เพื่อรักษาโรค แต่ถูกกำหนดเป็น ‘โปรแกรมการเลี้ยง’ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันเชือด เพื่อประคองสายพันธุ์สัตว์ที่ถูกพัฒนาให้โตเร็ว แต่มีร่างกายอ่อนแออย่างยิ่ง

อำนาจอธิบายว่า ระบบอุตสาหกรรมขายทั้งแพ็กเกจ ตั้งแต่ลูกพันธุ์ อาหาร ยา ไปจนถึงสูตรการเลี้ยง ทำให้เกษตรกรถูกผูกมัดอยู่ในห่วงโซ่ที่แทบไม่มีทางเลือกอื่น การไม่ใช้ยากลายเป็นความเสี่ยงที่รายย่อยไม่อาจแบกรับได้

“ระบบอุตสาหกรรมขายทั้งแพ็กเกจ ตั้งแต่ลูกพันธุ์ อาหาร ยา ไปจนถึงโปรแกรมการเลี้ยง เกษตรกรถูกขังอยู่ในห่วงโซ่ที่หลุดออกมาได้ยาก และแทบไม่มีทางที่จะไม่ใช้ยา เพราะความเสี่ยงสูงเกินกว่าที่รายย่อยจะแบกรับ”

ปัญหาเชิงโครงสร้างนี้ยังลุกลามไปถึงเรื่องอาหารสัตว์ ประเทศไทยซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหารกลับต้องพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า เช่น กากถั่วเหลืองหรือข้าวโพดราคาถูก ขณะเดียวกัน เกษตรกรต้นน้ำกลับต้องซื้ออาหารสัตว์ในราคาสูง ยิ่งไปกว่านั้น ความคาดหวังของผู้บริโภคต่อรูปลักษณ์อาหาร เช่น ไข่แดงต้องสีสด หรือเนื้อสัตว์ต้องเหลืองสวย ยังกลายเป็นแรงกดดันให้ผู้ผลิตต้องเติมสารปรุงแต่งลงไปในอาหารสัตว์ ทั้งที่ไม่ได้สะท้อนคุณค่าทางโภชนาการเสมอไป

เพื่อต่อรองกับระบบผูกขาด อำนาจและเครือข่ายจึงพัฒนา ‘โมเดลทางเลือก’ เริ่มจากการผลิตอาหารสัตว์ในท้องถิ่น ใช้วัตถุดิบเหลือทิ้ง เช่น เปลือกปูและเศษปลาจากประมงพื้นบ้านมาทำโปรตีน ใช้ข้าวอินทรีย์แทนธัญพืชนำเข้า และเลือกสายพันธุ์พื้นบ้านที่แข็งแรง ทนโรคได้เองโดยไม่ต้องพึ่งยาปฏิชีวนะ

“นี่ไม่ใช่แค่การเลี้ยงไก่ แต่คือการทวงคืนที่ยืนให้เกษตรกรรายย่อย” อำนาจย้ำ พร้อมชี้ว่าเป้าหมายคือการปลดเกษตรกรออกจากระบบคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่งที่ต้องลงทุนสูง แต่กลับไม่มีอำนาจกำหนดทิศทางชีวิตของตัวเอง

แนวคิดเดียวกันนี้สะท้อนผ่านประสบการณ์ของ ยุทธศักดิ์ ยืนน้อย จากกลุ่มแม่ทาออแกนิค ซึ่งเริ่มต้นในปี 2563 จากคำถามว่าเหตุใดอาหารในชีวิตประจำวันจึงยังไม่ปลอดภัย พวกเขาเริ่มเลี้ยงไก่ไข่เพียงไม่กี่สิบตัว ภายใต้หลักคิด ‘ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ’ โดยหันมาใช้สมุนไพรไทย เช่น ฟ้าทะลายโจร กระเทียม พริก และเกลือ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้สัตว์

“เราใช้ฟ้าทะลายโจร กระเทียม พริก และเกลือ ตำผสมน้ำให้ไก่กินต่อเนื่อง ผลคือภายใน 3 วัน ไก่หยุดตายทั้งหมด เหตุการณ์นี้คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้เรามั่นใจว่า สมุนไพรไทยคือคำตอบในการสร้างภูมิคุ้มกันให้สัตว์”

แม้จะพิสูจน์แล้วว่าสามารถเลี้ยงสัตว์ได้จริงโดยไม่พึ่งพายาปฏิชีวนะ แต่ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่ระบบแปรรูปและโครงสร้างตลาด ปัจจุบันกลุ่มแม่ทาออแกนิคยังต้องส่งไก่ไปแปรรูปไกลถึงจังหวัดนครปฐม ก่อนจะขนกลับมาจำหน่ายในเชียงใหม่ เป้าหมายถัดไปจึงคือการสร้างจุดแปรรูปในพื้นที่ เพื่อเชื่อมห่วงโซ่อาหารให้สมบูรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และลดต้นทุนที่เกิดจากระบบรวมศูนย์

ภาพสะท้อนจากเวทีสนทนาชี้ให้เห็นว่า วิกฤตเชื้อดื้อยาไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่อาจแก้ไขได้ด้วยการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผลเพียงอย่างเดียว หากแต่ผูกโยงอยู่กับโครงสร้างการผลิตอาหาร เกษตรอุตสาหกรรม และระบบเศรษฐกิจที่ผลักภาระความเสี่ยงมาสู่ผู้บริโภคโดยไม่รู้ตัว ทุกเมนูบนโต๊ะอาหารจึงเชื่อมโยงกับการตัดสินใจในฟาร์ม โรงงาน และนโยบายสาธารณะที่อยู่ไกลออกไป

ท้ายที่สุด การเลือกอาหารอย่างรู้เท่าทัน การสนับสนุนระบบการผลิตทางเลือก และการผลักดันนโยบายที่ลดการใช้ยาและสารเคมี ไม่ใช่เพียงการดูแลสุขภาพส่วนบุคคล แต่คือการร่วมกันคลี่ชนวน ‘ระเบิดเวลา’ เชื้อดื้อยา ก่อนที่มันจะย้อนกลับมาทำลายชีวิตของทุกคนในสังคมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

เลือกตั้ง 69 เลือกคนของใจ๋: ถามว่าที่ สส. เชียงราย เขต 6 แก้ยังไงต่อกับปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากเเม่สาย

อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยซ้ำซากของภาคเหนือ จากสถิติในช่วงปี 2567–2568 พบว่าเกิดเหตุน้ำท่วมในพื้นที่หลายครั้งทั้งจากน้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่ง โดยที่บางปีสูงถึง 7–8 ครั้ง...

เลือกตั้งสุโขทัย: สนามสามมิตรของสมศักดิ์ เทพสุทิน

หากพูดถึงจังหวัดสุโขทัยต้องเริ่มจากชื่อของ สมศักดิ์ เทพสุทิน และเครือข่าย ‘กลุ่มสามมิตร’ ที่เป็นแกนกลางของโครงสร้างการเมืองของจังหวัดมาช้านาน เพราะสุโขทัยไม่ได้แข่งขันกันด้วยแบรนด์พรรคเพียงอย่างเดียว แต่เป็นจังหวัดที่พลังของเพื่อไทยจำนวนมากในพื้นที่ยึดโยงอยู่กับเครือข่ายนำทางการเมืองที่มี สมศักดิ์เป็นคนวางฐาน...

เทศบาลนครเชียงใหม่ลงนาม MOU ‘แม่ข่าโมเดล’ เดินหน้าแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ฟื้นคลองแม่ข่า สร้างชุมชนยั่งยืน

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 เวลา 13.00 น. เทศบาลนครเชียงใหม่จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU)...