“ผมชอบตอนอยู่มหา’ลัยมากกว่า มันมีเวลามากพอที่จะทำให้ผมทำงานตัวเอง ได้ลองผิดลองถูก โดยที่เราไม่ต้องกังวลความอยู่รอดมาก เห็นแก่ตัวนิดหน่อย แต่ผมมีเวลาทำงาน เรามีเวลาที่จะสร้างสรรค์งานได้ แต่พอจบออกมาเราต้องกลายเป็นเงาให้คนอื่น โดยที่เราไม่เห็นตัวเอง”
อั้ม–ชาติตระการ กันทะติ๊บ หรือ ‘chata’ บัณฑิตโฟโต้ จากคณะวิจิตรศิลป์ มช. ทบทวนตัวเองให้ฟังว่าในช่วง 1 ปีก่อนมารับปริญญาชีวิตนอกรั้วมหาวิทยาลัยของเขาเดินทางไปหลายที่ ภาพถ่ายของเขาพาเขาไปไกลอีกซีกโลก เขาได้ตอบรับให้ไปร่วมแสดงผลงานที่อิตาลี เวลา 1 เดือนในอิตาลีสำหรับเด็กจบใหม่วัย 23 ปีอย่างเขา อั้มเองก็ไม่ได้คาดคิดเหมือนกัน หลังจากกลับมาไม่นานเขายังมีโอกาสได้ไปแสดงอีกครั้งที่ประเทศจีน
“หลังจากจบมาผมก็ไปแสดงงานอย่างเดียวเลย ผมโชคดีด้วย ผมเป็นนักศึกษาภาพถ่ายเนอะ ภาพถ่ายของผมพาผมไปเจอคนหลายคน มีคนชวนด้วย ผมส่ง Open Call ด้วย จบมาก็อยากไปเที่ยวบ้าง แต่ก็ไม่คิดว่าจะได้ไปจริงๆ จากตอนนั้นจนถึงตอนนี้ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองโชคดีอยู่เลย”
“ผมขอบคุณตัวเองบ่อยมาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แค่รู้สึกว่าต้องขอบคุณ อย่างปีที่แล้ว ปี 2025 ผมรู้สึกว่าโคตรปีทองของเราเลย จบมาก็ได้ไปนู่นไปนี่ ผมไม่รู้ว่าจะมีอีกมั้ย แต่ผมอยากไปอีก ผมโคตรชอบที่เราได้ไปเจอโลกที่มันกว้างกว่าที่เราอยู่ตอนนี้มาก”
อั้มใช้ภาพถ่ายที่เขาถ่ายเก็บสะสมมาเรื่อยๆ ตั้งแต่อยู่มหาวิทยาลัยเป็นใบเบิกทางให้ตัวเองได้ออกไปดูโลกหลังเรียนจบ ภาพถ่ายที่เขาเอาไปแสดงที่อิตาลีกับจีนชื่อผลงานว่า ‘Under Trip’ เป็นภาพถ่าย 10 กว่ารูปในช่วงเวลาที่โควิด-19 เข้าปกคลุมทุกพื้นที่รอบตัว ความรู้สึกบางอย่างยังส่งผลกระทบกับเขาจนถึงปัจจุบัน อั้มถ่ายภาพเซ็ตนี้เพื่อสำรวจอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองตลอดระยะเวลา 2-3 ปีของโควิด-19 คล้ายกับเป็นไดอารี่ของอารมณ์ส่วนตัวที่เขาถ่ายภาพเก็บไว้กว่าพันรูป เป็นช่วงเวลาที่ไฟในตัวเด็กโฟโต้กำลังแรงระดับชัตเตอร์ไหม้ เขาเพิ่งได้เข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยพอดี ตอนนั้น Under Trip ยังเป็นโปรเจกต์ลับส่วนตัวที่เขาไม่เคยพูดให้อาจารย์ฟังด้วยซ้ำ แค่รู้สึกว่าต้องถ่ายเก็บไว้ Under Trip ไม่ใช่กระทั่งทีสิสตัวจบของเขาด้วยซ้ำ แต่มันเป็นผลงานที่พาเขาไปในที่ที่ไม่เคยไป ที่ไกลห่างเชียงใหม่เป็นเกือบ 9,000 กิโลเมตร
“ท่ามกลางความเงียบงันของยุคโควิด Under Trip ยังสะท้อนสิ่งที่อาจเรียกว่า “ไวรัสจากภายใน” การแพร่กระจายอย่างเงียบงันของอารมณ์และแรงสั่นสะเทือนทางจิตใจ ซึ่งค่อยๆ เปลี่ยนแปลงวิธีที่เรามองโลก ไวรัสภายในนี้ไม่ได้เกิดจากร่างกาย หากแต่ถือกำเนิดจากความกลัว ความโดดเดี่ยว และความไม่แน่นอน เคลื่อนไหวผ่านจิตใจอย่างแผ่วเบา ราวกับแสงที่ลอดผ่านเงามืด” ส่วนหนึ่งของคำอธิบาย Under Trip
เขาพยายามส่งเซ็ตงานภาพถ่ายของตัวเองไปให้ผู้คนได้เห็นมันในหลายๆ ที่ การได้ออกไปเห็นโลกที่หลากหลายกลับยิ่งทำให้เขารู้ว่าตัวเองตัวเล็กแค่ไหนในโลกศิลปะ
“พออยู่ๆ เรากระโดดไปอยู่จุดนั้น มันทำให้รู้สึกว่าเรายังตัวเล็กอยู่เลย ได้ไปเจอกับรุ่นใหญ่ที่เขาทำงานกัน เรายังเป็นเด็กจบใหม่อยู่ กลับมาก็อยากจะตั้งใจทำงานมากกว่าเดิม ตอนอยู่มหา’ลัย มันเป็นการทดลองไปเรื่อยๆ แต่พอไปเจอของจริงมาก็คิดว่าเราจะทดลองต่อไปไม่ได้แล้ว เราอยากหาทางของตัวเองให้เจอ งานที่ผมเอาไปแสดงก็เป็นงานที่ผมทดลอง ผมก็ไม่รู้ว่ามันเป็นตัวตนของผมแล้วหรือยัง เวลาเราเห็นงานคนอื่น เราเห็นเขาในงานของเขาแล้ว แต่ผมยังไม่เห็นตัวเองในงานของตัวเองเลย เป็นความรู้สึกเฟลนิดหน่อย”
นอกจากเรื่องงานและตัวตน ความจริงอีกหนึ่งอย่างในโลกนอกรั้วมหาวิทยาลัยที่กระแทกเข้ามาจนอั้มสัมผัสมันได้คือเรื่องของเงิน เขาจำเป็นต้องหาทางรับผิดชอบชีวิตตัวเองให้ได้ “พอเราจบออกมาผมก็ไม่กล้าแบกหน้าไปขอตังค์พ่อแม่เหมือนเดิม ผมพยายามดิ้นรนหางานในเชียงใหม่ไปด้วย ถึงกรุงเทพฯ มันจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เราจะได้เงิน ผมก็ไม่อยากไปเท่าไหร่ เพราะผมอยากทำงานที่เชียงใหม่ อยากให้เชียงใหม่รองรับนักศึกษาจบใหม่ได้ด้วย ในความปรารถนาผมนะ…ผมเคยไปกรุงเทพฯ หลายรอบมาก ทั้งไปแสดงงาน ไปเที่ยว แต่ผมไม่ชอบกรุงเทพฯ เลย คิดว่ามันไม่ใช่ตัวผมเลย ผมไม่ได้ชอบกรุงเทพขนาดนั้น เชียงใหม่ตรงกับไลฟ์สไตล์เรามากกว่า แค่ต้องดิ้นรนหน่อย ก็คิดว่าจะอยู่เชียงใหม่นี่แหละฮะ”
ในตอนนี้ที่ยังไม่ได้งานประจำ อั้มหาทางรอดในเชียงใหม่ด้วยการรับงานฟรีแลนซ์ทั่วไป ถ่ายรูปรับทำโปรเจกต์ให้ศิลปิน ไม่ต่างจากการทำงานเป็น ‘เงา’ ให้คนอื่น เขาถ่ายภาพให้ศิลปินที่มาจ้างได้เอาไปใช้เป็นส่วนประกอบหนึ่งของผลงานที่จะออกมา ต่อให้เราจะเรียกมันว่าเป็นเงา แต่อั้มบอกว่า “ผมว่าผมโอเคนะ เหมือนทำงานตามบรีฟ เราไม่ได้คิดเอง เราใช้แรงแล้วก็ใช้สายตาของเราพอ ใช้มุมมองของเรา ไม่มีปัญหาสำหรับผม เพราะว่ามันได้เงิน”
ถ้าอยู่เชียงใหม่คุณจะเข้าใจว่าทำไมการทำงานเป็นเงาให้สักคน แต่ได้เงินที่สาสมเป็นเรื่องอั้มจะรับได้ การหางานประจำที่เรทเงินเดือนสามารถใช้ชีวิตได้แบบมนุษย์ปกติ มีเงินซื้อข้าวดีๆ กินครบ 3 มื้อ เหลือเงินพอเปย์ตัวเองในสักเรื่องที่ชอบบ้าง ไม่ใช่เรื่องง่ายในเชียงใหม่ เมืองที่เงินเดือนสตาร์ท 8,000–9,000 บาทมีให้เห็นเกลื่อนโพสต์รับสมัครงาน ดังนั้น ถ้ามีซาตานกระเป๋าหนักสักคนมารับซื้อวิญญาณเด็กโฟโต้จบใหม่แบบเขา การขายวิญญาณเฉพาะกิจก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องฟูมฟายขนาดนั้นในเมืองนี้
แต่การดิ้นรนทำงานหลังเรียนจบ แลกมาด้วยการที่อั้มไม่มีเวลามากพอที่จะไปสร้างสรรค์หาลายเซ็นต์ในผลงานตัวเอง เวลาในชีวิตของเขาต้องแบ่งให้การหาเงินอย่างเข้มข้นมากขึ้น
อั้มบอกว่าการทำงานเป็นเงาเบื้องหลังให้ใครสักคนเป็น “โชคดีเรื่องการเงิน แต่ก็โชคร้ายเรื่องการเป็นศิลปินรึเปล่า”
“ก่อนหน้านี้พวกงานกราฟิกผมก็เคยสมัครไปนะ แต่เขาให้เงินเดือน 14,000 บาท 13,000 บาทบ้าง แต่ที่ที่ผมกำลังจะไปสัมภาษณ์งาน เขาให้เงินเดือน 20,000 บาท ถ้าได้ก็ไม่ต้องดิ้นรนมาก ผมคิดไว้แล้วว่าอยากเอาเงินมาทำงานศิลปะ ตอนนี้ผมไม่มีเงินไปทำงานศิลปะเลย งือ เศร้า”
เขาอยากเอาเงินไปลงทุนกับการปริ้นรูปที่ถ่ายมา อยากดูภาพถ่ายของตัวเองจากกระดาษโฟโต้ที่จับต้องได้จริงๆ ไม่ใช่แค่ไฟล์ภาพในจอคอมพิวเตอร์ สำหรับเขาความรู้สึกมันต่างกัน เขาอยากสัมผัส อยากมองภาพของตัวเองให้ได้นานกว่าในจอคอม สร้างความผูกพันระหว่างตัวเขากับงานได้มากกว่า
หลังจากนี้ถ้าจะให้พูดตรงๆ เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเอาอย่างไงกับชีวิตตัวเอง เขาคิดแค่อยากหาเงินมาทำงานศิลปะของตัวเอง หาเงินส่งงานตัวเองไปให้ได้ไกลที่สุด พอถามว่าคิดว่าการเป็นศิลปินจะเลี้ยงตัวเองได้มั้ย อั้มหัวเราะนิดหน่อยก่อนจะตอบว่า “ยาก แต่ผมว่าถ้าทำไปเรื่อยๆ ก็อาจจะได้ แต่ตอนนี้ผมยังทำไม่ได้ฮะ ผมยังเป็นศิลปินที่เลี้ยงชีพตัวเองไม่ได้”
สุดท้ายภาพตัวเองชุดครุย มช. ทำให้เขาได้ย้อนกลับมาจุดเดิมที่เคยอยู่กับเพื่อนๆ เขาไม่รู้ว่าเพื่อนไปเจออะไรกันมาบ้าง ต่างคนต่างไม่ได้พูดถึงเรื่องพวกนั้น แต่ความรู้สึกทุกอย่างยังเหมือนเดิม ไม่ต้องถามถึงชีวิตที่วุ่นวายของตัวเอง
ถ้าฝากบางอย่างถึงนักศึกษาที่ยังเรียนอยู่ในรั้ว มช. ได้ อั้มอยากบอกว่า
“อยากให้เขาเก็บประสบการณ์ตอนอยู่มหา’ลัยให้ดี มันจะไม่มีพื้นที่ให้เราได้ทดลองอีกแล้ว ในมหา’ลัยยังมีเพื่อนๆ มีอาจารย์ที่คอยให้คำแนะนำเรา อยากให้ถามอาจารย์ คุยกับเพื่อนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะว่าพอจบออกมาเราก็จะอยู่เพียงลำพัง…ซะมากกว่า อยากให้เก็บความรู้สึกดีๆ ไว้ ใช้เวลาให้เต็มที่คับน้อนๆ”

