
‘เวียงหนองหล่ม’ เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำในจังหวัดเชียงรายที่หล่อเลี้ยงผู้คนใน 4 ตำบล 2 อำเภอ ได้แก่ ตำบลจันจว้า ตำบลท่าข้าวเปลือก ตำบลจอมสวรรค์ (อำเภอแม่จัน) และตำบลโยนก (อำเภอเชียงแสน) โดยครอบคลุมพื้นที่ราว 20,000 ไร่
ข้อมูลจาก วิกิชุมชน ชี้ว่า เวียงหนองหล่มเป็นพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติ ที่มีลำน้ำสำคัญหลายสายหล่อเลี้ยง เช่น แม่น้ำจัน แม่น้ำคำ ลำน้ำแม่ทะ และแม่น้ำลัว ทั้งยังมีมิติทางประวัติศาสตร์ โดยพบโบราณสถานกว่า 70 แห่ง รวมถึงมีหลักฐานที่สันนิษฐานว่าเก่าแก่ราว 2,500–2,000 ปี ทว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เวียงหนองหล่มกลับถูกขุดลอกและปรับสภาพโดยรัฐ จนกลายเป็นเพียงพื้นที่เก็บน้ำที่สิ้นสภาพ
ปลายปี 2566 สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดเชียงราย เผยว่า จังหวัดเชียงรายได้รับอนุมัติ ‘แผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม’ ช่วงปี พ.ศ. 2566–2570 รวม 65 โครงการ วงเงิน 3,880.85 ล้านบาท โดยตั้งเป้าเพิ่มความจุเก็บกักน้ำเวียงหนองหล่มเป็น 24.22 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อให้มีปริมาณน้ำผันเข้าพื้นที่ราว 35.00 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ซึ่งภาครัฐประเมินแล้วว่า จะครอบคลุมผลประโยชน์ภาคเกษตรถึง 49,792 ไร่ และประชาชน 14,531 ครัวเรือน
อย่างไรก็ดี แผนดังกล่าวถูกวิพากษ์ในวงกว้าง ว่าเป็นการฟื้นฟู ‘ที่ไม่ต่างไปจากการทำลาย’ เพราะกรอบคิดของรัฐมองพื้นที่นี้เป็นเพียงที่ว่างรกร้างที่ต้องพัฒนา ทำให้รัฐขยับแนวทางไปสู่การทำ แก้มลิงและอ่างเก็บน้ำ ที่ใช้การขุดลอกและทำคันดินเพื่อควบคุมน้ำ แทนการคงพลวัตตามฤดูกาลของพื้นที่ชุ่มน้ำ
ชุมชนสะท้อนผลกระทบโดยตรงกับเรื่องนี้ว่า ระบบน้ำเปลี่ยนจากเดิมที่เคยทำงานเป็นพลวัต จากที่น้ำท่วมสลับลดตามธรรมชาติ กลายเป็นพื้นที่กักเก็บแบบควบคุม ทำให้พื้นที่น้ำตื้น/ทุ่งหากินบางช่วงแห้งเป็นกองดิน ขณะที่ร่องน้ำเดิมที่เคยเชื่อมต่อและช่วยระบายก็ถูกตัดขาด ซ้ำแล้วการขุดลอก ยังทำให้ขอบน้ำ ลึกและชัน (ระดับความลึกราว 2–4 เมตร) กระทบ ‘ปางควาย’ และทุ่งหญ้าโดยตรง เพราะทำให้ควายลงเล่นน้ำ/แช่ปลักไม่ได้ หลายครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจึงต้องลดจำนวนหรือเลิกเลี้ยงเพราะต้นทุนอาหารและการดูแลเพิ่มสูงขึ้น
รายงานชุด เกิดอะไรขึ้นบ้างที่ ‘เวียงหนองหล่ม’ สะท้อนภาพชัดว่า เวียงหนองหล่มเคยเป็นแหล่งอาหารที่ชุมชนเข้าถึงได้ เช่น กุ้งฝอย ปลาเล็ก หอย และพืชน้ำพื้นบ้าน แต่ทรัพยากรต่างๆ ลดลงมากในช่วงที่มีการก่อสร้างหลายปี ทั้งยังมีข้อกังวลต่อมาตรการปล่อยปลาของรัฐ ว่าอาจไม่ใช่ชนิดพันธุ์เดิมที่เหมาะสมกับพื้นที่ แต่เสี่ยงเป็นชนิดรุกรานที่อาจสร้างผลกระทบหนักกว่าเก่า
รายงานเดียวกันนี้ยังระบุชัดว่า มีสัญญาณเสื่อมโทรมของระบบนิเวศจากการเปลี่ยนสภาพพื้นที่ เช่น ต้นอั้นทยอยยืนต้นตาย อินทรียวัตถุที่ชุมชนเรียก “ขี้ปึ๋ง” ลดลง และพบพืชรุกรานอย่างไมยราบยักษ์ ที่ส่งผลต่อระดับความหลากหลายชีวภาพ อีกทั้งผู้ใช้พื้นที่ยังสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญว่า นกน้ำหรือนกพื้นถิ่นนั้นเบาบางลง ขณะที่พืชพื้นถิ่นบางชนิดได้หายไป
จากพื้นที่ชุ่มน้ำ สู่แก้มลิง ผลจากโครงการรัฐที่แลกมาด้วยความหลากหลายของระบบนิเวศ?

เวียงหนองหล่มถูกดึงเข้าสู่วาระนโยบายด้านทรัพยากรน้ำของรัฐอย่างจริงจังในช่วงหลังปี 2562 ภายใต้กรอบการบริหารจัดการน้ำระดับชาติ โดยรัฐมองพื้นที่นี้ในฐานะ ‘พื้นที่รับน้ำ’ ที่มีศักยภาพทางวิศวกรรม มากกว่า ‘พื้นที่ชุ่มน้ำ’ ที่มีระบบนิเวศและวิถีชีวิตเฉพาะตัว
จุดเริ่มต้นเชิงนโยบาย เกิดขึ้นเมื่อ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้พัฒนาแหล่งน้ำเวียงหนองหล่ม เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 หลังรัฐตีความว่าเวียงหนองหล่มเป็นหนองน้ำที่ ‘เริ่มตื้นเขิน’ และควรได้รับการปรับเปลี่ยน จนท้ายที่สุดก็ถูกนิยามใหม่ว่าเป็น ‘พื้นที่ลุ่มที่มีศักยภาพทางวิศวกรรม’ ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการเห็นชอบผ่านมติ ครม. ภายใต้รัฐบาลของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มี พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ในขณะนั้น รวมถึงเป็นหัวหอกหลักในการผลักดันนโยบาย และสั่งการให้ กรมชลประทาน เข้ามาเป็นหน่วยงานหลักในการปรับโฉมพื้นที่
ต่อมาในช่วงปี 2563–2564 รัฐเริ่มจัดทำแผนพัฒนาเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับจังหวัดเชียงราย เสนอกรอบ “แผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม” ควบคู่กับกว๊านพะเยา พร้อมอนุมัติงบประมาณเร่งด่วนหลายรายการในปี 2564 ทั้งจากกรมชลประทานและหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เพื่อเตรียมพื้นที่และดำเนินงานด้านโครงสร้างพื้นฐานน้ำ
อย่างไรก็ดี จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นปลายปี 2565 เมื่อ กนช. เห็นชอบแผนหลักการพัฒนาและฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม พ.ศ. 2566–2570 วงเงินรวม 3,880.85 ล้านบาท ครอบคลุม 65 โครงการย่อย โดยกำหนดเป้าหมายเพิ่มความจุเก็บกักน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ และยกระดับพื้นที่สู่บทบาทใหม่ทั้งด้านเกษตรและการท่องเที่ยว แผนนี้กลายเป็นกรอบใหญ่ที่ผูกมัดการใช้พื้นที่เวียงหนองหล่มในระยะยาว
ส่วนในระดับปฏิบัติการ รัฐเลือกใช้แนวทาง ‘แก้มลิง’ หรืออ่างเก็บน้ำเชิงวิศวกรรม เป็นแกนกลาง ผ่านการขุดลอกหนองน้ำเดิม การทำคันดิน และการก่อสร้างอาคารชลประทาน โดยให้เหตุผลว่าเวียงหนองหล่มเดิมมีสภาพตื้นเขิน มีวัชพืชปกคลุม และไม่สามารถเก็บกักน้ำได้ตามศักยภาพ การปรับสภาพพื้นที่จึงถูกอธิบายว่าเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและความมั่นคงด้านน้ำให้กับภาคเกษตรและการอุปโภคบริโภค
อย่างไรก็ตาม การประเมินความคืบหน้าและความคุ้มค่าของโครงการในฝั่งรัฐ มุ่งเน้นตัวชี้วัดเชิงกายภาพเป็นหลัก เช่น ปริมาณน้ำที่กักเก็บได้ ระยะทางการขุดลอกลำน้ำ และพื้นที่เกษตรที่ได้รับประโยชน์ ตัวอย่างเช่น รายงานของคณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดเชียงราย (ก.ธ.จ.) ปีงบประมาณ 2567 ที่ประเมินว่างานขุดลอกแม่น้ำลัวระยะทาง 16.2 กิโลเมตร วงเงิน 285 ล้านบาท เป็นผลงานเด่นที่ช่วยสนับสนุนการเพาะปลูก
ในกระบวนการอนุมัติโครงการ รัฐอ้างการตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมโดยใช้การซ้อนทับแผนที่ด้วย ArcGIS เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2564 และสรุปว่าโครงการ “ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม” จึงไม่ต้องจัดทำรายงาน EIA ขณะที่การรับฟังความคิดเห็นประชาชนจัดในรูปแบบ วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ มีผู้เข้าร่วม 92 คน แม้จะมีข้อกังวลเรื่องความชันตลิ่ง พื้นที่ทุ่งหญ้า และระดับน้ำเพื่อสัตว์น้ำ แต่ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ถูกกำหนดเป็นเงื่อนไขผูกมัดต่อแบบก่อสร้างอย่างชัดเจน
ส่องนโยบายพื้นที่ชุ่มน้ำเขตภาคเหนือ แต่ละพรรคมีข้อเสนออะไรที่จะช่วยเวียงหนองหล่มให้ไม่ล่มสลายบ้าง

จากการสำรวจนโยบายหลักของพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครลงแข่งขันในเขตภาคเหนือ ซึ่งประกาศนโยบายลงในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ พบการนำเสนอนโยบายเพื่อการจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ ที่สามารถเชื่อมโยงกับการแก้สถานการณ์ปัญหาในพื้นที่เวียงหนองหล่มได้ชัดเจนที่สุดจาก พรรคประชาชน เพราะเป็นพรรคเดียวที่มีนโยบายโดยตรงเรื่องการอนุรักษ์ฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ และการฟื้นคืนความหลากหลายทางชีวภาพ โดยพรรคระบุชัดถึงความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำ ว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวที่ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศในหลายมิติ
การเสนอนโยบายในครั้งนี้ จึงมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่าน ‘จากการอนุรักษ์เชิงตั้งรับ สู่การฟื้นฟูเชิงรุกเพื่อสร้างความยั่งยืน’ ด้วย 9 ยุทธศาสตร์ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ 1. กระจายอำนาจการคุ้มครองสู่ท้องถิ่นและชุมชน 2. ปฏิรูปผังเมืองและการประเมินผลกระทบ (EIA) 3. ยกระดับการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ 4. เกษตรหลากหลายสร้างรายได้ยั่งยืน 5. จูงใจภาคเอกชนด้วยมาตรการภาษี (Negative Land Tax) 6. ฟื้นคืนธรรมชาติสู่เมือง (Urban Rewilding) 7. จัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Alien Species) อย่างจริงจัง 8. ยกระดับการศึกษาและบุคลากรด้านธรรมชาติวิทยา และ 9. สร้างเส้นทางอาชีพและส่งเสริมการศึกษาธรรมชาติวิทยา
ขณะที่พรรคอื่นๆ เช่น พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคไทยสร้างไทย และพรรคโอกาสใหม่ มีการพูดถึงนโยบายด้านทรัพยากรน้ำในภาพรวม เช่น การสร้างความมั่นคงทางน้ำ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการจัดการน้ำ และการปรับปรุงระบบชลประทาน แต่ยังไม่พบการลงรายละเอียดถึงพื้นที่ชุ่มน้ำโดยตรง
ถามว่าที่ สส. เชียงราย อำเภอแม่จัน–เชียงแสน เห็นด้วยหรือไม่กับข้อเสนอเพื่อฟื้นฟูเวียงหนองหล่ม

จากการรวบรวมบริบทปัญหาและแนวทางการจัดการของรัฐทั้งหมดที่กล่าวมา Lanner ได้สืบค้นข้อเสนอที่คาดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาพื้นที่ชุ่มน้ำในพื้นที่เวียงหนองหล่ม ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญสำหรับจังหวัดเชียงราย เขตอำเภอแม่จันและเชียงแสน โดยพบข้อเสนอจากทั้งนักวิชาการ และภาคประชาสังคม ได้แก่
1. จัดสรรโซนนิเวศเฉพาะ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อฐานทรัพยากรธรรมชาติทั้งในปัจจุบันและอนาคต
สมาคมอนุรักษ์นกและธรรมชาติแห่งประเทศไทย และเครือข่ายพันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อม เคยออกแถลงการณ์ข้อกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ชุ่มน้ำเวียงหนองหล่ม เรียกร้องให้รัฐ จัดสรรโซนนิเวศเฉพาะ (Ecological Zoning) ที่คุ้มครองทุ่งน้ำตื้น-กอหญ้า ให้พอสำหรับนก–ควาย–ปลาน้ำจืด ซึ่งถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศที่สำคัญมากในพื้นที่ โดยเสนอให้รัฐทำระบบติดตามผลกระทบทางนิเวศ (Ecological Monitoring) อย่างเปิดเผย
2. อุดช่องว่างการกำกับดูแลโครงการ ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมจากผู้ได้รับผลกระทบ
รายงานชุด เวียงหนองหล่ม “พรุทุ่งหญ้า” รอยต่อความมั่นคงน้ำกับความทรงจำของชุมชน เขียนระบุถึงการเปิดเผยข้อมูลโครงการแบบอ่านง่าย โดยเสนอให้รัฐเผยแพร่ดัชนีงานดิน ความลึกแนวคันดิน ตารางน้ำเข้า/ออก และตัวชี้วัดนิเวศ เพื่อให้ประชาชนเข้าร่วมตรวจสอบได้จริง เพราะเมื่องานภาคสนามเดินไปไกลกว่าเอกสาร ข้อมูลจึงต้องตามทันพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ
3. ตั้งคณะกรรมการพื้นที่ชุ่มน้ำเวียงหนองหล่ม เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
รายงานเดียวกันจากนครเชียงรายนิวส์ เสนอตั้งคณะกรรมการพื้นที่ชุ่มน้ำเวียงหนองหล่ม โดยรวม อปท. กรมชลฯ กนช. ชุมชน นักวิชาการ ภาคธุรกิจ และกลุ่มดูนก เพื่อร่วมวางแผนเขตใช้ประโยชน์และเขตอนุรักษ์ รวมถึงการพิจารณางบเยียวยาปางควาย และแผนท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่แบ่งปันรายได้กลับสู่การดูแลพื้นที่
4. ใช้ความผิดพลาดจากเวียงหนองหล่ม เป็นบทเรียนป้องกันการทำลายระบบนิเวศซ้ำสอง
นพ.รังสฤษฏ์ กาญจนะวณิชย์ อาจารย์ประจำหน่วยวิชาระบบหัวใจและหลอดเลือด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และประธานชมรมอนุรักษ์นกและธรรมชาติล้านนา นักอนุรักษ์และเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์กับ ThaiPBS ระบุให้หน่วยงานรัฐต้องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและทำการประชาพิจารณ์อย่างจริงจัง ไม่ใช่ศึกษาเพียงเพื่อให้โครงการผ่าน เพราะระบบนิเวศหลายอย่างไม่สามารถกลับคืนได้ และหากภาครัฐพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะการไม่ฟังเสียง “เวียงหนองหล่ม” ก็จะกลายเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของโครงการพัฒนาที่ทำลายระบบนิเวศอีกจำนวนมาก
