
ไม่นานมานี้ พื้นที่ชายแดนไทย–เมียนมาโดยเฉพาะบริเวณอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ถูกจับตามองว่าเป็นฐานปฏิบัติการของคอลเซ็นเตอร์และแก๊งสแกมเมอร์ที่สร้างความเสียหายต่อคนไทยเฉลี่ยสูงถึง 12,955 บาทต่อคน และนำไปสู่ความเสียหายรวมของประเทศกว่า 115,300 ล้านบาทต่อปี
การที่ผู้ต้องสงสัยจากหลายชาติถูกควบคุมตัวและส่งกลับประเทศเป็นระลอก สะท้อนว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กแต่เป็นปัญหาที่มีต้นตอจากโครงสร้างเครือข่ายสีเทา ที่เคลื่อนไหวข้ามพรมแดนด้วยการจัดระเบียบอย่างเป็นระบบ
ในอีกด้าน ข้อมูลการอภิปรายในสภาและรายงานข่าวยังชี้ว่าปัญหานี้ เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ทับซ้อนของท้องถิ่นและการมีส่วนร่วมของเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วน การปราบปรามสแกมเมอร์ตลอดช่วงที่ผ่านมาจึงมักประสบปัญหาการดำเนินการที่ไม่ต่อเนื่องและมีช่องว่างให้ผู้กระทำผิดได้ใช้ประโยชน์
แม่สอดกลายเป็นจุดเสี่ยงสำคัญเพราะตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่ติดชายแดน โดยอยู่ติดกับเมืองเมียวดี แหล่งสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ในประเทศเมียนมา ซึ่งมีแม่น้ำเมยเป็นพรมแดนธรรมชาติ การเคลื่อนย้ายคนและอุปกรณ์สื่อสารเพื่อก่ออาชญากรรมจึงทำได้โดยง่าย ทั้งยังมีพื้นที่เศรษฐกิจสีเทา เช่น บ่อนพนันและธุรกิจไม่โปร่งใส ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายผู้กระทำผิด ซ้ำแล้วการใช้เทคโนโลยีสื่อสารข้ามพรมแดนยังทำให้การตรวจจับเป็นไปได้ยาก ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงขยายวงกว้างทั้งในมิติส่วนบุคคลและสาธารณะ
รายงาน State of Scams in Thailand Report 2025 สะท้อนชัดว่าในปีที่ผ่านมา คนไทยกำลังเผชิญกับภัยสแกมเมอร์ในระดับที่รุนแรงกว่าเคย ไม่ใช่เฉพาะคนที่ใช้อินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่รวมถึงคนทั่วไปในชีวิตประจำวัน เพราะ 72% ของคนไทยเคยถูกสแกมเมอร์ติดต่อ และในหนึ่งปี หนึ่งคนอาจเผชิญสแกมได้มากถึง 172 ครั้ง ขณะที่กว่า 60% ถูกหลอกสำเร็จภายในปีเดียว แต่ที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ เด็กอายุ 7–17 ปี ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดย 27% ของผู้ปกครองระบุว่าลูกเคยถูกหลอกอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
รายงานเดียวกันนี้ยังระบุว่า เมื่อผู้บริโภคหลงเชื่อ ความเสียหายที่ต้องเผชิญเฉลี่ยสูงถึง 12,955 บาทต่อคน นำไปสู่ความเสียหายรวมของประเทศกว่า 115,300 ล้านบาทต่อปี โดยกลุ่มวัยทำงานและคนรุ่นใหม่ ผู้ที่มั่นใจว่าตนเอง ‘รู้เท่าทัน’ กลับเป็นกลุ่มที่สูญเสียเงินสูงที่สุด
อย่างไรก็ดี พฤศจิกายน 2568 สภาผู้บริโภค ยังเผยข้อเท็จจริงที่น่าตกใจว่า แม้ พ.ร.ก.ไซเบอร์ ฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้ แต่กลับยังพบอีกหลายช่องโหว่ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งการบล็อกบัญชีม้าที่ล่าช้า การตรวจสอบแอปปลอมที่ยังไร้มาตรฐาน การปิดซิมม้าที่ทำได้ยากขึ้น รวมถึงการที่ผู้บริโภคต้องฟ้องร้องเองเมื่อเกิดความเสียหาย
และเมื่อพิจารณาจากบริบทปัญหาในพื้นที่ รายงานจากสำนักข่าวชายขอบ ยังระบุชัด ปัจจุบันเม็ดเงินปริมาณมหาศาลจากธุรกิจต้มตุ๋นหลอกลวงกลายเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจแม่สอดตั้งแต่ระดับรากหญ้าไปจนถึงระดับองค์กรธุรกิจ เพราะเงินจากธุรกิจสแกมเมอร์ไหลเวียนอยู่ในพื้นที่ ทั้งในรูปแบบส่วยที่ส่งให้เจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ระดับชุมชน-หมู่บ้าน ไปจนถึงระดับหัวหน้าส่วนราชการของอำเภอสู่จังหวัด และถูกส่งต่อสูงขึ้นไปตามลำชั้น ทว่าภายใต้ธุรกิจสีเทาที่เชื่อมร้อยกันเป็นห่วงโซ่ คนที่น่าเห็นใจมากที่สุดก็หนีไม่พ้นชาวแม่สอดที่ได้ผลกระทบไปเต็มๆ
จากความเสียหายในวงกว้างและต้นตอปัญหาที่รัฐยังแก้ไม่ตก ปัจจุบันแม่สอดจึงกลายเป็นเมืองชายแดนที่สลับซับซ้อนด้วยสถานการณ์ต่างๆ ด้วยอยู่ติดกับพื้นที่สู้รบระหว่างฝ่ายต่อต้านที่นำโดย กองกำลังกะเหรี่ยง KNU (Karen National Union) และ PDF ( People’s Defence Force) กับกองทัพพม่า รวมทั้ง การส่งหน่วยข่าวของตัวเองมาฝังตัวอยู่เพื่อติดตามปัญหาจากทั้ง จีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ ฯลฯ
รัฐออกมาตรการเชิงรุก–เร่งปราบปรามแล้ว แต่ยังแก้ไม่ตก เพราะผลประโยชน์พัวพัน?

ตั้งแต่ปี 2566 รัฐไทยเริ่มออกมาตรการทั้งเชิงกฎเกณฑ์และเชิงเทคนิคเพื่อต่อสู้กับภัยสแกมเมอร์ แต่มาตรการเหล่านี้กลับมุ่งเป้าไปที่การลดความเสียหายจากการตกเป็นเหยื่อของแก๊งอาชญากรรม ทำให้ต้นตอของปัญหาที่เกี่ยวพันกับกับปัจจัยเฉพาะเชิงพื้นที่ยังไม่ถูกแก้ไข
โดยมีนาคม 2566 ธนาคารแห่งประเทศไทย (BOT) เริ่มออกชุดมาตรการเชิงป้องกันและการตอบโต้ต่อการฉ้อโกงดิจิทัล ซึ่งเน้นการยกระดับการตรวจจับพฤติกรรมฉ้อโกง และการจัดทำแนวทางให้สถาบันการเงินปรับปรุงความปลอดภัยของระบบชำระเงินและโมบายแบงก์กิ้ง ก่อนที่ในปี 2567 จะมีการผลักดันมาตรการเชิงป้องกันเพิ่มเติม เช่น ข้อเสนอระบบหน่วงเวลาโอนเงิน (Delayed Transaction) ซึ่งถูกนำเสนอโดยสภาผู้บริโภคและสื่อจนกลายเป็นที่ถกเถียงอย่างกว้างขวาง
ขณะที่ต้นปี 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. … (หรือที่รู้จักในชื่อ พ.ร.ก.ไซเบอร์) ซึ่งมีสาระสำคัญว่าด้วย การแก้ไขเพิ่มเติมมาตรการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์และมิจฉาชีพ
ส่วนในมิติของงานระดับปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกแถลง ผลการระดมกวาดล้างจับกุมผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ระบุตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม ถึง 8 พฤศจิกายน 2568 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้รวม 7,044 คดี ผู้ต้องหา 7,174 คน ซึ่งเร่งดำเนินการภายหลังคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ ยกระดับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568
แถลงการณ์จำแนกยอดการจับกุมคดีสำคัญที่เป็นองค์กรเครือข่าย รวม 90 คดี ผู้ต้องหา 315 คน คดีเกี่ยวกับซิมผี บัญชีม้า รวม 795 คดี ผู้ต้องหา 759 คน คดีอุปกรณ์การสื่อสารผิดกฎหมาย เช่น SIMBOX, False base station รวม 11 คดี ผู้ต้องหา 7 คน รวมถึงยอดการตรวจสอบเสาส่งสัญญาณ และสายสัญญาณอินเทอร์เน็ตบริเวณแนวชายแดนทั่วประเทศ จำนวน 1680 จุด และการตรวจสอบโกดังสินค้า ที่มีความเชื่อมโยงกับขบวนการหลอกลวงที่ประชาชนไม่ได้สั่งซื้อจริง อีกทั้งยังระบุว่าสามารถติดตามเงินคืนให้กับผู้เสียหาย ได้รวม 234 ราย และจับกุมผู้ต้องหาได้ 224 คน รวมถึง สามารถสกัดกั้นคนไทยที่จะเดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปร่วมขบวนการสแกมเมอร์ได้ 123 ครั้ง รวม 201 คน
อย่างไรก็ดี ปัญหาสืบเนื่องที่เกิดขึ้นจากการมีอยู่ของสแกมเมอร์ ไม่อาจจบลงได้ด้วยมาตรการปราบปรามที่ปลายเหตุ เพราะผลกระทบจากเครือข่ายอาชญากรรมที่คอยหลอกหลอนรัฐบาลและคนไทยในขณะนี้ ยังครอบคลุมถึงการล้นทะลักข้ามพรมแดนของแรงงานหรือคนต่างชาติที่ทำงานในแหล่งสแกมเมอร์ขนาดใหญ่จากฝั่งเมียนมา โดยในเรื่องนี้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ต.ม.) จังหวัดตาก ออกรายงานระบุชัด
จากกรณีที่ทางรัฐบาลเมียนมาได้เข้าปราบปรามและทำลายแหล่งสแกมเมอร์ ในเขตพื้นที่เมียวดี โดยเฉพาะการเข้าทำลายอาคาร KK Park ซึ่งเป็นแหล่งสแกมเมอร์ขนาดใหญ่ ส่งผลทำให้มีคนต่างชาติที่ทำงานในพื้นที่ดังกล่าวหนีตายข้ามแม่น้ำเมย ผ่านช่องทางธรรมชาติเข้าไทยจำนวนมาก โดยจากรายงานเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 พบมีคนต่างชาติที่ลักลอบหนีเข้าเมือง ตั้งแต่ 22 ตุลาคม 2568 ประมาณ 1,440 คน ซึ่งเป็นชาติอินเดียถึง 465 คน แอฟริกา 270 คน ฟิลิปปินส์ 220 คน และจีน 187 คน ตามลำดับ
นับวันปัญหาสแกมเมอร์ที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนยิ่งสะท้อนชัด ว่าการจัดการโดยรัฐยังไม่ตรงจุดและขาดประสิทธิภาพ ซึ่งในเรื่องนี้ รศ.ดร.ทศพล ทรรศนพรรณ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ศึกษาวิจัยหัวข้อ ‘การฟอกเงินจากอาชญากรรมไซเบอร์และแนวทางการนำทรัพย์สินที่ยึดได้มาจัดตั้งกองทุนเพื่อเยียวยาผู้เสียหาย’ ให้สัมภาษณ์กับ Lanner และ วันโอวัน (The101.World) ว่า ‘ต่อให้ไทยอาจมีมาตรการปราบปรามการทุจริตอยู่บ้าง แต่ผลประโยชน์และความสัมพันธ์กับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาตินั้นใหญ่กว่า’ การบังคับใช้กฎหมายจึงไม่เกิดขึ้นจริง เพราะข้าราชการ เจ้าพนักงานของรัฐ หรือแม้แต่กลุ่มการเมืองบางส่วนต่างได้ประโยชน์จากกิจกรรมผิดกฎหมายเหล่านี้
ส่องนโยบายสู้สแกมเมอร์เขตภาคเหนือ แต่ละพรรคเสนออะไรที่คาดว่าจะแก้ปัญหาเพื่อคนแม่สอดบ้าง?

จากการสำรวจนโยบายหลักของพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครลงแข่งขันในเขตภาคเหนือ ซึ่งประกาศนโยบายลงในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ พบว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้ แทบทุกพรรคมีนโยบายที่ระบุถึงการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ในภาพรวม แต่มีเนื้อหาและจุดเน้นแตกต่างกัน โดย พรรคเพื่อไทย ให้ความสำคัญกับการปกป้องอธิปไตยชายแดนควบคู่การปราบสแกมเมอร์ ระบุผสานมาตรการปราบฐานปฏิบัติการในพื้นที่ชายแดน การป้องกันการลักลอบตั้งคอลเซ็นเตอร์ และใช้มาตรการเศรษฐกิจเพื่อฟื้นฟูพื้นที่ที่ถูกทุนเทาครอบงำ
ขณะที่ พรรคประชาชน ชูข้อเสนอเชิงโครงสร้างและการป้องกันเชิงระบบ ระบุยกระดับการปราบสแกมเมอร์เป็นวาระแห่งชาติ ควบคู่การเสนอ ยุทธศาสตร์ 3 ชั้น ที่ประกอบด้วยการปิดรูรั่วระบบการเงิน การทลายฐานที่มั่นชายแดน และการเชื่อมโยงความร่วมมือระดับนานาชาติ นอกจากนี้ ยังระบุเร่งแก้ไขและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์, พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และ พ.ร.บ. ส่งผู้ร้ายข้ามแดน เป็นต้น
ในทำนองเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ เสนอตัดวงจรสแกมเมอร์ 360 องศา โดยใช้การตรวจจับเชิงรุกด้วย AI Fraud Radar เพื่อหยุดความเสียหายตั้งแต่ต้นทาง ควบคู่การออกกฎหมายให้ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลเปิดเผยข้อมูลผู้ส่ง–ผู้รับทุกธุรกรรม เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินได้จริง และจัดตั้งกองทุนสำรองเงินเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหายเบื้องต้น
ส่วนด้าน พรรคภูมิใจไทย เสนอนโยบาย ‘สร้างกำแพง’ เพื่อปกป้องประเทศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ โดยระบุเร่งแก้ปัญหาจากเครือข่ายสแกมเมอร์ แต่ยังไม่พบรายละเอียดนโยบายที่ชัดเจน เช่นเดียวกับ พรรคกล้าธรรม ที่วางตัวเป็นพรรคที่เน้นการปราบทุนเทาและสแกมเมอร์แบบถอนราก โดยเน้นย้ำการใช้มาตรการทางกฎหมายเข้มข้น แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะที่ พรรคเพื่อบ้านเมือง ที่แม้ไม่ส่งผู้สมัครในพื้นที่ตาก เขต 2 แต่ก็ระบุส่งเสริมและสนับสนุนภาครัฐให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญและยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อป้องกัน แก้ไข และติดตามเฝ้าระวังภัยคุกคามทางไซเบอร์ ส่วน พรรครวมไทยสร้างชาติ ประกาศนโยบายโทษประหารเพื่อล้างบางสแกมเมอร์ แต่ก็ยังไม่ได้ลงรายละเอียดใดๆ
ถามว่าที่ สส. ตาก เขต 2 เห็นด้วยหรือไม่ หากคุณและพรรคจะรับข้อเสนอต่อไปนี้

จากการรวบรวมบริบทปัญหาและแนวทางการจัดการของรัฐทั้งหมดที่กล่าวมา Lanner ได้สืบค้นข้อเสนอที่คาดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ โดยเฉพาะในกรณีพื้นที่แม่สอด ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในเขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดตาก ที่มีผู้สมัครรวม 6 คน ได้แก่ หมายเลข 1 ธีรยุทธ วงษ์แหวน พรรครวมใจไทย หมายเลข 2 ชิงชัย ก่อประภากิจ พรรคกล้าธรรม หมายเลข 3 วราทิต ไชยนันทน์ พรรคเพื่อไทย หมายเลข 4 พิสิษฐ ใชยลังกา พรรคภูมิใจไทย หมายเลข 5 สราวุธ หาญเมืองใจ พรรคประชาธิปัตย์ และหมายเลข 7 ศิวกรณ์ ลำจวน พรรคเศรษฐกิจ โดยในเบื้องต้นพบข้อเสนอจากทั้งนักวิชาการ และภาคประชาสังคม ได้แก่
1. จัดตั้งศูนย์บูรณาการความมั่นคงชายแดนแม่สอด
รวมหน่วยงานหลักของภาครัฐ เช่น กองทัพบก, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, ต.ม., และหน่วยข่าวกรอง เพื่อทำงานร่วมกันในรูปแบบ One Command ทำหน้าที่ตรวจสอบการเคลื่อนย้ายบุคคลและอุปกรณ์สื่อสารที่อาจใช้ในการก่ออาชญากรรมไซเบอร์ โดยใช้ระบบตรวจสัญญาณโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นการเชื่อมโยงกับฐานคอลเซ็นเตอร์ฝั่งเมียนมา
2. สร้างความร่วมมือทวิภาคีไทย–เมียนมา
จัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อปิดฐานคอลเซ็นเตอร์และบ่อนพนันในฝั่งเมียวดีที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยพัฒนากลไกการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองแบบเรียลไทม์ระหว่างหน่วยงานความมั่นคงของทั้งสองประเทศ และใช้ความร่วมมือระดับภูมิภาค (เช่น อาเซียน) เพื่อสร้างแรงกดดันต่อการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และสกัดกั้นการกระทำความผิดก่อนข้ามพรมแดน
3. กำชับมาตรการคัดกรองและจัดการแรงงานต่างชาติที่หลบหนี
จัดตั้งระบบคัดกรองบุคคลที่ลักลอบเข้ามาอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติทำงานในฐานสแกมเมอร์ฝั่งเมียนมา โดยเร่งรัดกระบวนการส่งกลับประเทศต้นทาง พร้อมมาตรการป้องกันไม่ให้บุคคลเหล่านี้ถูกดึงเข้าสู่เครือข่ายสแกมในไทย และพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางเพื่อบันทึกและติดตามบุคคลต่างชาติที่มีความเสี่ยง
4. ควบคุมพื้นที่เศรษฐกิจสีเทาในชายแดน
ปิดและปราบปรามบ่อนพนันและธุรกิจไม่โปร่งใสที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ และแก้ปัญหาส่วยสินบนอย่างจริงจัง โดยตรวจสอบเส้นทางการเงินและการลงทุนในพื้นที่ชายแดนอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการฟอกเงินและการรับเงินสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย ควบคู่การใช้กฎหมายจัดการกับผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์
5. เสริมสร้างศักยภาพด้านข่าวกรองและเทคโนโลยี
ลงทุนในระบบตรวจจับสัญญาณโทรคมนาคม เช่น SIMBOX และเสาสัญญาณปลอม เพื่อสกัดกั้นการสื่อสารของแก๊งสแกมเมอร์ โดยอาจริเริ่มจากการพัฒนาหน่วยข่าวกรองไซเบอร์ชายแดนที่สามารถติดตามและวิเคราะห์ข้อมูลจากเครือข่ายต่างชาติ และประสานงานกับพันธมิตรนานาชาติ เช่น จีน สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และอินเดีย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรองและเทคนิคการปราบปราม
ทั้งนี้ ยังมีข้อเสนอเพิ่มเติมจาก รศ.ดร.ทศพล ทรรศนพรรณ ที่เสนอให้พรรคการเมืองต้องเปลี่ยนวิธีการมองปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ โดยระบุให้พรรคที่เสนอตัวเข้าเป็นรัฐบาลต้อง
1. เร่งแก้ปัญหาส่วยและการคอร์รัปชันภายในหน่วยงานรัฐ
2. บังคับใช้มาตรการตรวจคัดกรองการเข้าออกชายแดนอย่างจริงจัง
3. ตัดวงจรการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมอย่างเป็นระบบ
4. ผลักดันกฎหมายหรือกลไกในการควบคุมการมีส่วนร่วมกับองค์กรอาชญากรรม โดยเฉพาะองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ
5. ชัดเจนว่าหากได้เป็นรัฐบาลจะไม่เอาคนที่เกี่ยวพันองค์กรอาชญากรรมมาเป็นส่วนหนึ่งในคณะทำงาน
6. บังคับใช้มาตรการตรวจรอบด้านเกี่ยวกับที่มาของเงินในการซื้อสินทรัพย์ หรือการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรม
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าพรรคใดจะได้เป็นรัฐบาล แต่การเร่งแก้ปัญหาส่วยและการคอร์รัปชันภายในหน่วยงานรัฐ รวมถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินและทรัพย์สินขององค์กรที่กระทำผิดกฎหมายอย่างมุ่งเป้า จะช่วยทำให้เกิดความเชื่อมั่นในภาคประชาชน รวมถึงนานาชาติที่จะร่วมลงทุนหรือมีส่วนร่วมกับสถาบันทางการเงินของไทย และช่วยบรรเทาปัญหาสแกมเมอร์ที่ต้นตอได้ในระยะยาว
