
ในทุกๆ ปี คนเหนือต้องเผชิญกับผลกระทบด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตจากวิกฤติ PM2.5 ในสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นของประเทศ ซึ่งต้นตอปัญหาครอบคลุมตั้งแต่การเผาในที่โล่งและไฟป่า ฝุ่นจากเมืองและการคมนาคม ไปจนถึงการลงทุนของบรรษัทข้ามชาติในอุตสาหกรรมข้าวโพดที่เป็นตัวการก่อให้เกิดมลพิษข้ามพรมแดน
ปัญหานี้สะท้อนช่องว่างเชิงนโยบายและการบังคับใช้กฎหมายในระดับท้องถิ่นและภูมิภาค ทั้งยังชี้ให้เห็นความจำเป็นของมาตรการเชิงโครงสร้าง เช่น การจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร การสนับสนุนทางเลือกทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกร การควบคุมการปล่อยมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมและการขนส่ง รวมถึงความร่วมมือข้ามจังหวัดและข้ามพรมแดนเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของฝุ่นควัน
ข้อมูลปี 2567 (มี 366 วัน คนเหนือจมฝุ่นพิษเฉลี่ย 228 วัน) พบว่า หากประเมินคุณภาพอากาศด้วยเกณฑ์สากลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ซึ่งกำหนดให้ค่าเฉลี่ย PM2.5 ราย 24 ชั่วโมงไม่ควรเกิน 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (15 µg/m³) คนในภาคเหนือมีโอกาสหายใจในอากาศที่เข้าข่าย ‘ดีต่อสุขภาพ’ ได้เพียงราว 4 เดือนต่อปี (มิถุนายน–กันยายน) ทว่าโอกาสหายใจในอากาศดีกว่า 4 เดือนนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าอากาศจะดีไปเสียทุกวัน ส่วนอีก 8 เดือนที่เหลือ ยิ่งพบค่าฝุ่นเกินมาตรฐานต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงวิกฤตหนักสุดระหว่าง มีนาคม–พฤษภาคม และ เดือนเมษายน ที่ถูกระบุว่าเป็นเดือนที่คุณภาพอากาศเลวร้ายที่สุดของปีในหลายจังหวัด
รายงานเดียวกันยังชี้ว่าเมื่อเทียบการประเมินแบบเกณฑ์สากล จำนวนวันอากาศดีจะลดลง และวันอากาศพิษจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างชัดคือ จังหวัดน่าน ซึ่งถูกจัดเป็นจังหวัดที่มีคุณภาพอากาศเลวร้ายที่สุดในปี 2567 โดยมีวันอากาศดีตามเกณฑ์สากลเพียง 26 วันตลอดทั้งปี
ปัญหาฝุ่นภาคเหนือถูกพูดถึงว่ามีที่มาจาก ไฟป่า–การเผาในพื้นที่ป่า ซึ่งกลุ่มที่ถูกพาดพิงมากที่สุดคือกลุ่มพี่น้องชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่า ที่มักถูกมองว่าเป็นต้นตอของปัญหาจากการดำเนินชีวิตตามวิถี แต่ข้อมูลจำนวนมากชี้ว่าต้นตอสำคัญส่วนหนึ่งโยงกับโครงสร้างการผลิตทางการเกษตรระดับภูมิภาค
กรีนพีซ ประเทศไทย เผยแพร่ผลการวิเคราะห์ปัญหาฝุ่นพิษข้ามพรมแดนที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งทำร่วมกับคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่าในปี 2567 พบ ‘ร่องรอยการเผา’ ในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของอนุภูมิภาคนี้สูงถึง 3,762,728.63 ไร่
รายงานของกรีนพีซระบุว่า ปี 2567 พื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงมีพื้นที่รวม 15,328,533.50 ไร่ แบ่งเป็น ภาคเหนือตอนบนของไทย 2.9 ล้านไร่ รัฐฉาน เมียนมา 6.6 ล้านไร่ และ ตอนบนของ สปป.ลาว 5.8 ล้านไร่ ซึ่งร่องรอยเผาไหม้ในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่พบ คิดเป็น 31.85% ของร่องรอยเผาไหม้ทั้งหมดในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงในปีเดียวกัน
นอกจากร่องรอยการเผา รายงานของกรีนพีซยังระบุว่าพบ ‘จุดความร้อน’ รวม 76,892 จุด ในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งคิดเป็น 35.06% ของจุดความร้อนทั้งหมด ซ้ำยังพบว่าเกิดใน ‘พื้นที่ป่า’ มากถึง 46.31% ซึ่งสะท้อนความซ้อนทับระหว่างพื้นที่เพาะปลูก ระบบที่ดิน และพื้นที่ป่า
ในอีกด้าน ข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) ที่ Lanner นำมาวิเคราะห์ ระบุว่า ปีงบประมาณ 2567 ประเทศไทยมีผู้ป่วยจากโรคที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศรวม 12,006,695 คน โดย ภาคเหนือมีผู้ป่วย 2,338,240 คน หรือคิดเป็น เกือบ 1 ใน 5 ของผู้ป่วยทั้งประเทศ ซึ่งเมื่อจำแนกในระดับจังหวัด เชียงใหม่ มีจำนวนผู้ป่วยสูงสุดของภาคเหนือถึง 359,672 คน
โรคระบบทางเดินหายใจ ผิวหนังอักเสบ ตาอักเสบ และ โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงหลอดเลือดสมองอุดตันขาดเลือด กลายเป็นกลุ่มโรคที่พบมากในภาคเหนือ ขณะเดียวกันยังพบผู้ป่วย มะเร็งปอดอีกร่วม 61,160 คน ซึ่งแม้มีหลายปัจจัยร่วม แต่ PM2.5 ถูกมองเป็น ‘ตัวเร่งสำคัญ’ ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย
รายงานเดียวกันของ Lanner นี้ยังระบุว่า ค่าใช้จ่ายเพื่อป้องกันฝุ่น เช่น หน้ากาก N95 เครื่องกรองอากาศ และค่าไฟ เมื่อคำนวณในช่วงฤดูฝุ่น อาจอยู่ราว 2,358–2,658 บาทต่อเดือน และคิดเป็นประมาณ 25.6–28.9% ของรายได้ค่าแรงขั้นต่ำต่อเดือนในหลายพื้นที่ของภาคเหนือ
จากวาระแห่งชาติ สู่ ‘พ.ร.บ. อากาศสะอาด’ แต่ทำไมเสี่ยงชะงัก หรือรัฐเตะถ่วง?

ปัญหา PM2.5 กลายเป็น ‘วาระแห่งชาติ’ ของรัฐไทยตั้งแต่ปี 2562 โดยรัฐบาลออกประกาศแผนปฏิบัติการระยะเร่งด่วนและแผนแม่บทหลายชุด เช่น แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ ที่จัดทำโดยกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเน้นการห้ามเผา การตรวจควันดำของรถยนต์ และการเพิ่มจุดตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่วิกฤต ทว่าแม้เวลาจะล่วงเลยมาแล้วกว่าหกปี การแก้ไขวิกฤตนี้ก็ยังเผชิญกับปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย และความร่วมมือข้ามหน่วยงานที่ไม่ต่อเนื่อง
รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายหลายฉบับในการควบคุมการเผาในที่โล่งและการจัดการมลพิษ เช่น พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และ พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ซึ่งกำหนดโทษและอำนาจเจ้าหน้าที่ในการสั่งระงับการเผา แต่ในอีกด้าน บทวิเคราะห์และข้อเสนอจากภาคประชาสังคมก็ชี้ว่าแผนปฏิบัติการในช่วงแรกมีความไม่สอดคล้องและขาดการบูรณาการเชิงนโยบาย ทำให้มาตรการอย่างการห้ามเผาไม่สามารถลดปัญหาได้อย่างยั่งยืนหากไม่แก้ที่ต้นทุนทางเศรษฐกิจของเกษตรกรและระบบการจัดการขยะเชื้อเพลิงในพื้นที่
เวลาเดียวกันนี้เอง การผลักดันกฎหมายเฉพาะด้านอย่าง ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด (Clean Air Act) ถูกเสนอขึ้นหลายฉบับจากทั้งภาครัฐและภาคประชาชน โดย ครม. มีมติอนุมัติหลักการเข้าสู่สภาในช่วงปลายปี 2566 ก่อนที่จะมีการเปรียบเทียบเนื้อหาและเปิดรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม หลังสภามีมติเห็นชอบในหลักการ (วาระ 1) เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567
ภาพรวมการทำงานของรัฐในปี 2567 จึงพบว่า มีการกำหนดมาตรการระดับชาติ ที่บริหารกลไกโดยคณะกรรมการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศเพื่อความยั่งยืน โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานเสนอแนะและควบคุมกำกับงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมมีกรมควบคุมมลพิษเป็นผู้ประสานงานหลัก ส่วนระดับพื้นที่ รัฐจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติงานระดับจังหวัดโดยมีผู้ว่าราชการฯ เป็นประธานศูนย์แก้ปัญหาไฟป่า การเผาที่โล่ง หมอกควัน และฝุ่นละออง (ในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ)
ส่วนปี 2568 มาตรการระดับชาติ ยังคงใช้การบริหารกลไกโดยคณะกรรมการฯ ที่มีบทบาทหน้าที่เช่นเดิม แต่ระดับพื้นที่ เกิดมาตรการฉบับใหม่ที่มีการแบ่งการบริหารในพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ กลไกการบริหารจัดการระดับจังหวัดเดิม และกลไกการบริหารระดับภาคหรือข้ามเขตป่าหรือเขตปกครองที่เพิ่มมา โดยมีการอำนวยการบูรณาการแก้ไขปัญหาไฟป่า ควบคุมและดับไฟในพื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัด
อย่างไรก็ดี ความคืบหน้าเชิงรูปธรรมสำหรับการจัดการ PM2.5 เพิ่งปรากฏชัด เมื่อ ร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ… ผ่านสภาผู้แทนราษฎร (วาระ 3) ด้วย 309 คะแนนเสียง เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ภายหลังเครือข่ายอากาศสะอาดและภาคประชาสังคม ขับเคลื่อนและผลักดันร่างฉบับประชาชนที่เข้าชื่อยาวนานกว่า 8 ปี
‘ห้ามเผาเด็ดขาด’ แต่ฝุ่นยังมาก เพราะแก้ไม่ตรงจุด?

นอกจากการผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ในปี 2568 แล้ว การออกคำสั่งห้ามเผา ยังกลายเป็นหนึ่งในมาตรการรับมือ PM2.5 ที่ถูกรัฐหยิบมาบังคับใช้มากที่สุด โดย อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกคำสั่งคุมเข้มประกาศใช้นโยบาย ‘Zero Burning’ หรือการห้ามเผาในที่โล่งโดยเด็ดขาด ทว่าคำสั่งเช่นนี้กลับสะท้อนการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์อำนาจ ที่ส่งคำสั่งแบบเดียวไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ทั้งๆ ที่บริบทของแต่ละพื้นที่นั้นแตกต่างกัน
การประกาศใช้คำสั่งห้ามเผา ส่งผลทันทีในระดับปฏิบัติการ เพราะทำให้ทุกจังหวัดต้องเปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการไฟ เช่น กรณีจังหวัดเชียงใหม่ ที่ต้องเปลี่ยนจากการอนุญาตให้มีการใช้ไฟเพื่อการชิงเผา กลับไปเป็นการงดเผาเช่นเดิม
ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ สภาลมหายใจเชียงใหม่ ให้ความเห็นกับคำสั่งดังกล่าวโดยสะท้อนชัดว่า มาตรการ Zero Burning ที่ส่งตรงจากส่วนกลาง ส่งผลกระทบโดยตรงกับผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟ ทั้งภาคเกษตรกรรม ชุมชน และกลุ่มชาติพันธุ์ เพราะ ‘เป็นคำสั่งที่ไม่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น’ ทั้งยังสร้างผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชนชาติพันธุ์ที่มีระบบการจัดการไฟซึ่งเหมาะกับบริบทพื้นที่อยู่ก่อนแล้ว โดยเฉพาะในกรณีเชียงใหม่ ที่มีป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ ซึ่งมีความจำเป็นต้องชิงเผา เพื่อลดความรุนแรงของไฟป่า
เมื่อการกำหนดมาตรการขาดการรับฟังและการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ผลที่ออกมาจึงไม่เป็นธรรม เพราะนโยบายรัฐขัดแย้งกับวิถีชีวิตชุมชนและชาติพันธุ์ ทั้งยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ยั่งยืนแต่กลับสร้างความขัดแย้งเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อการบังคับใช้กฎหมายมุ่งเป้าที่วิถีชีวิตของประชาชน ขณะที่การเผาไหม้เครื่องยนต์ของรถยนต์ โรงไฟฟ้า และโดยเฉพาะโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งอยู่เบื้องหลังการปลูกอ้อยและข้าวโพดที่ก่อให้เกิดการเผา กลับไม่โดนกวดขันหรือถูกลงโทษแต่อย่างใด
ทบทวนบทบาทพรรคการเมือง ที่ผ่านมาใครขยับแบบไหน
หากรวบรวมบทบาทของพรรคการเมืองทั้งหมด จะเห็นความแตกต่างค่อนข้างชัดในการทำงานต่อปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 โดย พรรคประชาชน ใช้วิธีผลักดันกฎหมายเชิงโครงสร้างและวิพากษ์งบประมาณ ผ่านการยื่นร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมหลายฉบับเพื่อจัดการปัญหา PM2.5 และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการรายงานการปล่อยสารมลพิษ (PRTR) และร่างกฎหมายมลพิษข้ามพรมแดน ควบคู่การวิจารณ์รัฐบาลเรื่องงบประมาณที่จัดสรรให้การแก้ปัญหายังไม่เพียงพอ
ขณะที่ พรรคเพื่อไทย เสนอมาตรการฉุกเฉินและแผนจัดการระยะยาว โดยประกาศมาตรการเร่งด่วนหลายข้อเมื่อขึ้นเป็นแกนนำรัฐบาล เช่น การห้ามเผา การรณรงค์แปลงวัสดุเหลือใช้เป็นปุ๋ย และมาตรการฉุกเฉินในเมืองใหญ่ (เช่น การส่งเสริมขนส่งสาธารณะชั่วคราว) ส่วน พรรคภูมิใจไทย ปรากฏบทบาทผ่านงานสั่งการในฐานะฝ่ายบริหาร โดยใช้ความร่วมมือระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการอุดมศึกษาฯ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อสนองนโยบายสีเขียว ควบคู่การคุมเข้มห้ามเผาที่สั่งการผ่านผู้ว่าฯ
ทั้งนี้ พบ 5 พรรคการเมืองที่มีบทบาทในการเสนอร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ซึ่งถูกหลอมรวมเป็น ร่าง พ.ร.บ. บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. … ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. … ฉบับพลังประชารัฐ ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดเพื่อประชาชน พ.ศ. … ฉบับภูมิใจไทย ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดเพื่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน พ.ศ. … ฉบับเพื่อไทย ร่างพระราชบัญญัติฝุ่นพิษและการก่อมลพิษข้ามพรมแดน พ.ศ. … ฉบับก้าวไกล และ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ พ.ศ. … ฉบับประชาธิปัตย์
ส่องนโยบายแก้ฝุ่นพิษเขตภาคเหนือ แต่ละพรรคเสนออะไรที่คาดว่าจะช่วยให้คนเหนือรอดจากฝุ่นบ้าง?

จากการสำรวจนโยบายหลักของพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครลงแข่งขันในเขตภาคเหนือ ซึ่งประกาศนโยบายลงในเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ พบว่าแทบทุกพรรคมีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 แต่มีเนื้อหาและจุดเน้นแตกต่างกัน โดย พรรคเพื่อไทย ประกาศสร้างกลไกถาวรในการจัดการคุณภาพอากาศ ระบุเร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดให้มีผลบังคับใช้จริง พร้อมเชื่อมระบบข้อมูลอากาศและการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นเอกภาพ ขยายบทบาทองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการคุณภาพอากาศในพื้นที่ของตนเอง และสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคผ่านยุทธศาสตร์ ‘ฟ้าใส (CLEAR Sky)’ ร่วมกับ ลาวและเมียนมา
ขณะที่ พรรคประชาชน เสนอแนวคิดเชิงโครงสร้างและกลไกบังคับใช้ ชูกฎหมาย PRTR เพื่อบังคับให้โรงงานต้องเปิดเผยการปล่อยมลพิษให้ประชาชนตรวจสอบได้ พร้อมแก้ฝุ่นพิษภาคเกษตร ด้วยการอุดหนุนเกษตรกรไม่เผา จัดการไฟป่าด้วยฐานข้อมูลและศูนย์บัญชาการมลพิษทางอากาศ ลดมลพิษทางอากาศจากรถยนต์และภาคอุตสาหกรรม และผลักดันปัญหาฝุ่นข้ามแดนสู่เวทีโลก โดยยกระดับมลพิษอากาศเป็นวาระความมั่นคงทางสุขภาพ
ส่วนด้าน พรรคภูมิใจไทย เสนอพลังงานสะอาดที่มีแกนหลักคือการเปลี่ยนระบบขนส่งสาธารณะเป็นรถไฟฟ้า (EV) โดยเน้นลดฝุ่นจากแหล่งกำเนิดในเมืองและครัวเรือน ผ่านนโยบายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายในราคาต่ำ ควบคู่การติดตั้งโซลาร์เซลล์หลังคาบ้านฟรี และการเปลี่ยนรถเมล์ ให้เป็นไฟฟ้า ทว่ากรอบนโยบายสุดท้ายนี้ครอบคลุมเฉพาะเขต กทม. และปริมณฑล
พรรคประชาธิปัตย์ เสนอใช้ข้อมูลควบคู่การสร้างมาตรฐานการค้า โดยระบุจะติดตั้ง Super Sensor และระบบตรวจวัดคุณภาพอากาศที่ละเอียดขึ้น พร้อมงดนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านที่ผ่านกระบวนการเผา และชูกฎหมาย 3 ฉบับ (อากาศสะอาด, เศรษฐกิจหมุนเวียน, Climate Change)
พรรคไทยสร้างไทย เสนอเอาผิดกับคนเผาป่าเผาไร่อย่างจริงจัง โดยมีนโยบายที่เน้นการแก้ปัญหาฝุ่นจากการเผาและภาคเกษตร เช่น สร้าง Mobile Application เครือข่ายปราบการเผาไร่ เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนและเครือข่ายอาสา ปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกเพื่อลดการเผา ส่งเสริมการไถกลบตอซังเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ และผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ เป็นต้น
ขณะที่ พรรคกล้าธรรม ชูนโยบาย “นวัตกรรมสีเขียว” แก้ปัญหา PM2.5 ด้วยการลดการเผาในภาคเกษตร พร้อมสร้างรายได้คืนให้ชุมชน แต่ยังไม่มีรายละเอียดนโยบายที่ชัดเจนนัก
ถามว่าที่ สส. คนเหนือ เห็นด้วยหรือไม่กับข้อเสนอแก้ฝุ่นพิษดังต่อไปนี้

จากการรวบรวมบริบทปัญหาและแนวทางการจัดการของรัฐทั้งหมดที่กล่าวมา Lanner ได้สืบค้นข้อเสนอที่คาดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในเขตภาคเหนือทั้ง 17 จังหวัด โดยพบทั้งข้อเสนอจากนักวิชาการ เครือข่ายอากาศสะอาด และภาคประชาสังคมอื่นๆ ได้แก่
1. สถาปนาสิทธิในอากาศสะอาด ด้วยการแก้โครงสร้างกฎหมายและความสัมพันธ์เชิงอำนาจของสังคมไทย
คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ เสนอเปลี่ยนการดำเนินนโยบายที่อ้างว่าแก้ปัญหาเป็นการทำจริง โดยปฏิรูปเชิงโครงสร้าง 3 อำนาจหลัก คือ รัฐ ทุน และประชาชน เพื่อสถาปนา ‘สิทธิในอากาศสะอาด’ ที่ยังไม่ถูกบัญญัติไว้อย่างชัดเจนในกฎหมายไทย
2. เปลี่ยนห้ามเผาเป็นบริหารจัดการเชื้อเพลิงด้วยการชิงเผา พร้อมมาตรการเฉพาะเชิงพื้นที่
ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานสภาลมหายใจเชียงใหม่ และเครือข่าย เสนอว่าการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันไม่ควรเป็นแบบเดียวทั้ง 77 จังหวัด แต่ควรคำนึงถึงความแตกต่างหลากหลายของพื้นที่ เช่น ในเชียงใหม่ควรยึดตามแนวทางการบริหารจัดการไฟ (Fire Management) ไม่ใช่การห้ามเผาอย่างเคร่งครัดและเด็ดขาด
3. เก็บภาษีค่าธรรมเนียมสิ่งแวดล้อม บนหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย
สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ เสนอให้ใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ในรูปแบบของ ‘มาตรการภาคบังคับ’ โดยยึดหลัก ‘ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย’ (Polluter Pays Principle) ใช้รายได้ที่จัดเก็บจากบทลงโทษกลับมาหมุนเวียนเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายเล็กที่มีข้อจำกัดด้านทุน
4. เปลี่ยนการช่วยเหลือเกษตรกรแบบเยียวยาให้เปล่า เป็นการช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไข
วิษณุ อรรถวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เสนอให้ใช้การช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไขเพื่อจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการผลิต โดยเพิ่มมาตรการและเป้าหมายเฉพาะกับการจัดการการเผาในนาข้าวและไร่ข้าวโพด จากปัจจุบันที่มีเพียงอ้อยเท่านั้น
5. เปลี่ยนจากขอความร่วมมือเป็นข้อผูกมัดระดับภูมิภาค
โครงการประสานงานการวิจัยเพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDG Move เสนอยกระดับความเข้มข้นในความร่วมมือระหว่างภูมิภาค โดยเปลี่ยนจากข้อตกลงที่กำหนดเพียงกรอบแนวทางในการลดการเกิดจุดความร้อนและการเผาในประเทศของตน เป็นมาตรการที่มีสภาพบังคับซึ่งทุกประเทศต้องปฏิบัติร่วมกัน
ทั้งนี้ ยังมีข้อเสนอเชิงนโยบายเพิ่มเติมจาก กรีนพีซ ที่เรียกร้องต่อกรมควบคุมมลพิษให้เกิดการยกระดับคุณภาพอากาศของประเทศไทยเพื่อคุ้มครองชีวิตของประชาชน โดยมีข้อเสนอที่ครอบคลุมการจัดการหลากหลายด้านต่อปัญหา PM2.5 เช่น การประกาศดัชนีผลกระทบทางคุณภาพ ที่เสนอให้รัฐประกาศดัชนีผลกระทบสุขภาพจากมลพิษทางอากาศ (Air Quality Health Index) แยกออกจากดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) ของกรมควบคุมมลพิษ เพื่อใช้สื่อสารและปกป้องประชาชนกลุ่มเสี่ยง การบริหารจัดการอุปสงค์เพื่อการเดินทางที่ไม่จําเป็น โดยให้รัฐสนับสนุนการใช้ระบบขนส่งสาธารณะและรูปแบบการขนส่งสินค้าที่ประหยัดพลังงาน ควบคู่การพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพและราคาสมเหตุสมผล และการพัฒนาระบบเฝ้าระวังโรค ที่มีความสัมพันธ์กับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะการสัมผัสมลพิษทางอากาศ เพื่อประโยชน์ในการคาดการณ์จำนวนผู้ป่วยและเตรียมพร้อมโรงพยาบาลโดยเฉพาะในพื้นที่มีระดับมลพิษสูง เป็นต้น
