เลือกตั้ง 69 เลือกคนของใจ๋: ถามว่าที่ สส. น่าน ทำยังไงดีกับปัญหาสาธารณสุขที่เข้าถึงยาก

Date:

‘น่าน’ เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างบริการสาธารณสุขสูงที่สุดในภาคเหนือ สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะน่านมีสภาพภูมิประเทศเป็นพื้นที่ภูเขาสูงและป่าไม้มากถึง 87.2% ของพื้นที่ทั้งหมด ขณะที่โครงสร้างระบบบริการสุขภาพของรัฐ มีโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข เพียง 16 แห่ง แบ่งเป็น โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลจังหวัด 1 แห่ง และโรงพยาบาลชุมชนระดับอำเภอ 15 แห่ง ทว่าด้วยโครงสร้างสาธารณสุขที่มีจำกัด โรงพยาบาลทั้ง 16 แห่งนี้ กลับต้องรองรับประชากรกว่า 470,000 คน 

รายงานชุด ‘11 ตำบล’ ในจังหวัดน่านกับการเข้าถึงโรงพยาบาลที่ ‘ยากที่สุด’ ในปี 2567 ชี้ว่า ความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงระบบสาธารณสุข ยังเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญ โดยจาก 99 ตำบลทั่วจังหวัดน่าน มีมากถึง 32 ตำบล หรือ 32.32% ที่การเข้าถึงโรงพยาบาลไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ 21 ตำบล (21.21%) เข้าถึงโรงพยาบาลได้ในระดับต่ำ ขณะที่อีก 11 ตำบล (11.11%) เข้าถึงโรงพยาบาลได้ในระดับต่ำสูงสุด 

รายงานเดียวกันนี้ยังระบุว่า แม้การเดินทางไปโรงพยาบาลอำเภอจะใช้เวลาเฉลี่ยราว 37 นาที ระยะทาง 27.9 กิโลเมตร แต่หากต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลน่านซึ่งเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัดเพียงแห่งเดียว ระยะทางจะพุ่งขึ้นเฉลี่ย 81.6 กิโลเมตร และต้องใช้เวลาถึง 94 นาที โดยกรณีรุนแรงที่สุดคือ ตำบลขุนน่าน อำเภอเฉลิมพระเกียรติ ที่ต้องเดินทางไกลถึง 132 กิโลเมตร ใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ต่อเที่ยว

ทว่าปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่ระยะทาง แต่ยังรวมถึงศักยภาพของโรงพยาบาลในพื้นที่ เพราะจากข้อมูลระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ทรัพยากรสุขภาพ (GIS Health) พบว่า โรงพยาบาลอำเภอ 15 แห่งในจังหวัดน่าน ไม่สามารถให้บริการศัลยกรรมประสาทและรังสีรักษาได้ และยังมีถึง 6 จาก 16 โรงพยาบาล หรือกว่า 37.5% ที่ไม่มีบริการเฉพาะทางหลักเลยแม้แต่สาขาพื้นฐาน เช่น อายุรกรรม ศัลยกรรม กุมารเวช สูติ-นรีเวช หรือ ICU

สำหรับประชาชนในพื้นที่ห่างไกล การไปโรงพยาบาลไม่ได้จบลงที่โรงพยาบาลอำเภอ ตัวอย่างเช่น ชาวตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ ซึ่งหากต้องรักษาเฉพาะทาง ต้องเดินทางรวมกว่า 211 กิโลเมตร ไป-กลับ และใช้เวลาอย่างน้อย 4 ชั่วโมง ขณะที่ชาวตำบลขุนน่าน ต้องเผชิญภาระเดินทางเกือบ 6 ชั่วโมงต่อวัน หากต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลน่าน

รัฐเดินหน้าระบบแพทย์ทางไกล–Health Rider ดันบริการแพทย์ถึงชุมชนห่างไกล แต่ยังไม่ทั่วถึง?

ในปี 2566 โรงพยาบาลบ่อเกลือและเครือข่ายหน่วยบริการในพื้นที่อำเภอบ่อเกลือ เดินหน้าลดปัญหาระยะทางเข้าถึงโรงพยาบาล ด้วยการจัดบริการดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังและผู้ป่วยติดเตียงถึงบ้าน ร่วมกับ สปสช. และเครือข่าย รพ.สต. โดยใช้ระบบแพทย์ทางไกล หรือ Telemedicine เช่น การให้คำปรึกษาผ่านวิดีโอคอล, โทรศัพท์, และแอปพลิเคชัน เพื่อสร้างช่องทางให้ผู้ป่วยสามารถรับคำปรึกษาจากบุคลากรทางการแพทย์ได้จากระยะไกล

ทว่าแม้ Telemedicine จะช่วยลดความจำเป็นจากการเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อฟอกไตสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ที่ส่งผลให้ผู้ป่วยประหยัดค่าเดินทางได้เฉลี่ย 600 บาทต่อสัปดาห์ หรือมากกว่า 2,000 บาทต่อเดือน แต่ระบบแพทย์ทางไกลนี้ก็ยังพบปัญหาในบางพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต และผู้ป่วยที่ไม่มีสมาร์ทโฟนใช้

ขณะที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567 กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการรักษาในพื้นที่ห่างไกล ผ่านโครงการ ‘พาหมอไปหาประชาชน’ ซึ่งจัดให้บริการที่อำเภอสันติสุข โดยเปิดคลินิกเฉพาะทางรวม 14 คลินิก รองรับประชาชนกว่า 2,600 คน ครอบคลุมคัดกรองโรคมะเร็ง โรคตา ทันตกรรม กระดูกและข้อ สุขภาพจิต วัณโรค และ NCD ขั้นสูง

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ตั้งแต่เริ่มโครงการ ได้จัดกิจกรรมแล้ว 6 ครั้งใน 6 จังหวัด ช่วยประชาชนเข้าถึงแพทย์เฉพาะทางรวม 11,949 ราย คัดกรองมะเร็งได้มากกว่า 1,254 ราย และผ่าตัดต้อกระจก 71 ราย ก่อนระบุตั้งเป้าขยายโครงการครบ 77 จังหวัด ตลอดปี 2567

ถัดมา 18 มีนาคม 2567 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในขณะนั้น เปิดตัวโครงการ Health Rider ที่อำเภอปัว โดยใช้น่านเป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบ และมอบชุดปฏิบัติงานให้เครือข่าย Health Rider ครบทั้ง 15 อำเภอ พร้อมจัดให้ อสม. และจิตอาสาเข้าร่วมกว่า 2,600 คน ทำหน้าที่จัดส่งยาและเวชภัณฑ์ถึงบ้านผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง และผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางไปโรงพยาบาล 

ข้อมูลเดียวกันนี้ ยังระบุว่า ในน่านมีหน่วยบริการเข้าร่วมแล้ว 14 โรงพยาบาล และมี Health Rider ปฏิบัติงาน 78 คน โดยให้บริการในรัศมีไม่เกิน 15 กิโลเมตร จากโรงพยาบาล ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2566 ถึงกลางมีนาคม 2567 ทั้งยังระบุ สามารถจัดส่งยาได้แล้ว 2,976 ออเดอร์ ช่วยลดความแออัดหน้าห้องยาลงประมาณ 14% ต่อวัน ขณะที่ภาพรวมทั่วประเทศ โครงการขยายครอบคลุม 32 จังหวัด มีการจัดส่งยาสะสมกว่า 44,174 ออเดอร์ และผลสำรวจพบผู้ป่วยพึงพอใจต่อความรวดเร็วของบริการมากถึง 99% 

ส่องนโยบายสาธารณสุขเขตภาคเหนือ แต่ละพรรคเสนออะไรที่คาดว่าจะช่วยคนน่านเข้าถึงโรงพยาบาลได้บ้าง?

จากการสำรวจนโยบายสาธารณสุขของพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครในภาคเหนือ พบว่า แม้แต่ละพรรคจะมีแนวทางและเครื่องมือนโยบายแตกต่างกัน แต่ทิศทางร่วมที่ปรากฏชัดคือการลดความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการ และการกระจายทรัพยากรสุขภาพลงสู่พื้นที่ชนบทและจังหวัดชายขอบ ซึ่งสอดคล้องกับโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้างของจังหวัดน่าน ที่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านระยะทาง บุคลากร และศักยภาพหน่วยบริการในระดับชุมชน

พรรคเพื่อไทย เสนอแนวทางขยายระบบ ‘30 บาทรักษาทุกที่’ ควบคู่กับการเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลชุมชนและสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ (รพ.สต.) ให้เป็นด่านหน้าในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง พร้อมผลักดัน Telemedicine และระบบส่งต่ออัจฉริยะ เพื่อลดภาระการเดินทางของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล

พรรคประชาธิปัตย์ ชูแนวคิดเสริมกำลัง ‘แพทย์ชนบท’ ชู Telemedicine รักษาได้ทันที ไม่ต้องเดินทาง และเพิ่มแรงจูงใจบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ทุรกันดาร ทั้งในรูปแบบค่าตอบแทน สวัสดิการ และเส้นทางความก้าวหน้าในวิชาชีพ

พรรคประชาชน เน้นระบบดูแลสุขภาพชุมชน นักบริบาล และการดูแลผู้ป่วยติดเตียง ช่วยลดภาระการเดินทางของกลุ่มเปราะบางในตำบลห่างไกล พร้อมเสนอการกระจายอำนาจด้านงบประมาณให้กับท้องถิ่น 

พรรคภูมิใจไทย เสนอระบบดูแลชุมชน เช่น 1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ช่วยลดการเดินทางของผู้ป่วยกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ภูเขา 

พรรคกล้าธรรม ผลักดันระบบ Long Term Care นักบริบาล และบทบาท อสม. เพื่อดูแลสุขภาพชุมชน ช่วยลดภาระโรงพยาบาลและเพิ่มการดูแลเชิงรุกในพื้นที่ห่างไกล

ขณะที่พรรคอื่นๆ เช่น พรรครักชาติ เน้นการยกระดับการเข้าถึงบริการสาธารณสุขของประชาชน โดยให้ความสำคัญกับ การรักษาใกล้บ้าน ใกล้ชุมชน และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่เมืองกับชนบท ส่วน พรรคไทยสร้างไทย ประกาศนโยบาย ต่อยอดนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค เป็น “30 บาท พลัส”  มุ่งสร้างสุขภาพประชาชนตั้งแต่ก่อนป่วย ดูแลประชาชนทุกช่วงวัย พร้อมยกระดับบริการผ่านแอปพลิเคชันมือถือ ให้ประชาชนเลือกโรงพยาบาล นัดพบแพทย์ออนไลน์ รับยาส่งถึงบ้าน และเพิ่มระบบฉุกเฉินรถพยาบาลอัจฉริยะ

ถามว่าที่ สส. น่าน เห็นด้วยหรือไม่กับข้อเสนอแก้สาธารณสุขที่เข้าถึงยาก

จากการรวบรวมบริบทปัญหาและแนวทางการจัดการของรัฐทั้งหมดที่กล่าวมา Lanner ได้สืบค้นข้อเสนอที่คาดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาสาธารณสุขที่เข้าถึงยาก โดยพบข้อเสนอจากทั้งนักวิชาการ และภาคประชาสังคม ได้แก่

1. การกระจายบริการสุขภาพ และเสริมความเข้มแข็ง รพ.สต.
นพ.วิชัย โชควิวัฒน ชี้ว่าความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพเป็นปัญหาโครงสร้าง ประชาชนชนบทจำนวนมากยังเข้าถึงการรักษายากและแบกรับค่าใช้จ่ายสูง ขณะที่ ไพฑูรย์ ดำริห์ ระบุว่า การลงทุนในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลจะช่วยให้ประชาชนรักษาใกล้บ้าน จึงต้องมีการลดความแออัดโรงพยาบาลใหญ่ และเน้นการป้องกันโรคกับดูแลผู้ป่วยเรื้อรังอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นฐานของระบบสุขภาพที่ยั่งยืน

2.จัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมกับพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล
นพ.พิทยา หล้าวงค์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เสนอให้รัฐปรับระบบจัดสรรงบประมาณและอัตรากำลังด้านสาธารณสุขโดยคำนึงถึงบริบทพื้นที่ห่างไกลเป็นหลัก แทนการใช้สูตรเดียวกับโรงพยาบาลในเมือง พร้อมเพิ่มบุคลากรและงบลงทุนให้เพียงพอ เพื่อขยับการทำงานจากการรักษาเชิงรับไปสู่การดูแลเชิงรุกและระบบสุขภาพปฐมภูมิในชุมชน รวมถึงพัฒนาระบบส่งต่อฉุกเฉินหลายรูปแบบ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ทุรกันดาร

3. สร้างระบบหมอประจำครอบครัว ลดภาระโรงพยาบาลขนาดใหญ่
นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ประธานชมรมแพทย์ชนบท มองว่าระบบสุขภาพปฐมภูมิของไทยยังไม่เกิดขึ้นจริง แม้มีกฎหมายรองรับแล้วก็ตาม เขาเสนอให้เร่งสร้างระบบ “หมอประจำครอบครัว” เพื่อเชื่อมการดูแลจากชุมชนสู่โรงพยาบาลเฉพาะทางอย่างมีทิศทาง ลดภาระโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และทำให้ประชาชนไม่ต้องเผชิญระบบการรักษาที่ซับซ้อนเพียงลำพัง โดยเชื่อว่าหากฐานปฐมภูมิแข็งแรง จะช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาว และรับมือกับโรคเรื้อรังรวมถึงสังคมสูงวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

‘เสริมแรงเรียน’ ห้องเรียนแห่งความหวังกลางเมืองเชียงใหม่ กับคำถามต่อระบบว่า สถานะบุคคลควรกำหนดอนาคตเด็กหรือไม่

ทุกเช้าวันเสาร์ ภายในบ้านของชุมชนแรงงานข้ามชาติย่านช้างคลาน จังหวัดเชียงใหม่ บ้านเช่าหลังเล็กถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่เรียนรู้ชั่วคราว ห้องเรียนแห่งนี้ไม่มีโต๊ะเรียน ไม่มีกระดานดำ มีเพียงพื้นที่จำกัดที่สะท้อนปัญหาการเข้าถึงการศึกษาของลูกหลานเเรงงานข้ามชาติ ซึ่งต้องเรียนรู้ท่ามกลางข้อจำกัดด้านทรัพยากร เวลา...

5 ปีรัฐประหารเมียนมา บนกระดานภูมิรัฐศาสตร์โลก จากเลือกตั้งกำมะลอสู่ความหวังรัฐของประชาชน

เรื่อง: The Mekong Butterfly 1 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่...

เลือกตั้ง 69 เลือกคนของใจ๋: ถามว่าที่ สส. คนเหนือ แก้ปัญหาฝุ่นยังไงไม่ให้คนเหนือจมฝุ่นตาย

ในทุกๆ ปี คนเหนือต้องเผชิญกับผลกระทบด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตจากวิกฤติ PM2.5 ในสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นของประเทศ ซึ่งต้นตอปัญหาครอบคลุมตั้งแต่การเผาในที่โล่งและไฟป่า ฝุ่นจากเมืองและการคมนาคม...

เลือกตั้ง 69 เลือกคนของใจ๋: ถามว่าที่ สส. คนเหนือ เอาไงต่อกับปัญหาแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง–สาละวิน ปนเปื้อนสารโลหะหนักจากเหมืองแร่จีนในเมียนมา

วิกฤตสารพิษในแม่น้ำข้ามพรมแดน มีต้นตอเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่โดยเฉพาะเหมืองแรร์เอิร์ธในรัฐฉาน เมียนมา สารปนเปื้อนจำนวนมากไหลลงสู่แม่น้ำกก ก่อนขยายผลมาที่แม่น้ำสายและแม่น้ำรวก แล้วไหลรวมสู่แม่น้ำโขง และล่าสุดมีสัญญาณน่ากังวลในลุ่มน้ำสาละวิน  ข้อมูลจาก Stimson Center...