หากความเชื่อมั่นพัง การเลือกตั้งจะเหลืออะไร? อ่านข้อผิดพลาดของ กกต. กับ 2 นักวิชาการเชียงใหม่ บนโจทย์ใหญ่ที่ไม่ใช่แค่ ‘นับคะแนนใหม่’

Date:

แม้คืนเลือกตั้งผ่านพ้นไป แต่ความคลางแคลงใจยังไม่จบสิ้น ตัวเลขคะแนนที่ไม่สอดคล้อง เสียงเรียกร้อง #นับใหม่ทั้งประเทศ และข้อกังขาต่อกระบวนการรายงานผล กลายเป็นภาพคุ้นตาของคนไทยในช่วงเวลาอันสั้น ทว่าภาพจำเช่นนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ซ้ำแล้วยังอาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย

จากการรวบรวม รายงานความผิดปกติเลือกตั้ง 69 ภาคเหนือ Lanner พบยอดรายงานความผิดปกติที่สูงเป็นประวัติการณ์กว่า 572 รายงาน จาก 445 หน่วยเลือกตั้ง โดยสามารถแบ่งเป็น ความผิดปกติที่หน่วยเลือกตั้ง 99 กรณี ความผิดปกติหลังปิดหีบ 123 กรณี และความผิดปกติขณะนับคะแนน 512 กรณี

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาแยกรายพื้นที่ ยังพบรายงานบัตรเสียมากผิดปกติที่ลำปางและเชียงราย สวมสิทธิ์เลือกตั้งที่พิจิตร ฉีกบัตรผิดที่น่าน กระดาษขีดคะแนน (อ.ส. 4/5) ในถังขยะที่สุโขทัย รวมถึงการที่จำนวนบัตรผู้ใช้สิทธิเลือก สส. แบบแบ่งเขตไม่เท่ากับบัตรเลือก สส. บัญชีรายชื่อในทุกเขตเลือกตั้ง 

เพื่อหาคำตอบว่า กกต. ทำงานพลาดตรงไหน? ระบบออกแบบมาให้พลาดง่ายไปหรือไม่? เราจะอยู่กับการเลือกตั้งแบบนี้ต่อไปได้อย่างไร?

Lanner ชวน ผศ.ดร.ธัญณ์ณภัทร์ เจริญพานิช และ ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองการทำงานของ กกต. ให้ลึกกว่า ‘ข้อผิดพลาดวันเลือกตั้ง’ แต่ในฐานะปัญหาเชิงโครงสร้างขององค์กรอิสระและระบบประชาธิปไตยไทย

ปัญหาอยู่ตรงไหน? เมื่อ ‘บทเรียน 62’ ยังไม่ถูกยกระดับ

“จริง ๆ กกต. เป็นองค์กรอิสระที่ทำงานด้านเดียวเลย คือเรื่องการเลือกตั้ง มันก็น่าจะทำได้ดีกว่านี้” ธัญณ์ณภัทร์ กล่าว

ผศ.ดร.ธัญณ์ณภัทร์ เจริญพานิช ตั้งต้นอย่างเรียบง่าย หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีภารกิจเฉพาะทางเพียงเรื่องเดียว มาตรฐานควรพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ประสบการณ์ตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งถูกวิจารณ์อย่างหนักเรื่องการคำนวณคะแนนและการสื่อสารข้อมูล มาถึงปี 2566 และล่าสุด 2569 ปัญหาความคลาดเคลื่อนและข้อสงสัยกลับยังวนซ้ำ

อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่ตัวเลขที่คลาดเคลื่อน แต่คือ ‘ความน่าเชื่อถือ’ ของกลไกทั้งหมด เพราะหากจำนวนผู้มาใช้สิทธิไม่สัมพันธ์กับคะแนนรวม หากบัตรเสียพุ่งผิดสถิติ หรือหากขั้นตอนร้องเรียนความผิดพลาดไม่ชัดเจน ความเชื่อมั่นต่อองค์กรอิสระย่อมถูกกัดเซาะทีละน้อย

ในแง่นี้ เธอมองว่า กกต. ต้องเลิกทำงานแบบหน่วยงานราชการ แล้วขยับสู่มาตรฐานที่โปร่งใส พร้อมเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนมีบทบาทอย่างเป็นระบบ โดย กกต. ต้องทำงานแบบ ‘ร่วมมือกับประชาชน’ มากกว่ามองเป็นแรงกดดัน 

“มันเหมือนบทเรียนที่ผ่านมาหลายครั้งแล้ว แต่เรายังเห็นปัญหาเดิมวนกลับมาอีก” ธัญณ์ณภัทร์ ออกความเห็น

สำหรับเธอ ปัญหาการทำงานของ กกต. ไม่ได้อยู่แค่ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่คือ ‘ความน่าเชื่อถือ’ ขององค์กรอิสระ เพราะหาก กกต. ไม่ปรับตัวให้ทันกับความคาดหวังของสังคม ความคลางแคลงใจต่อผลการเลือกตั้งก็จะเกิดขึ้นซ้ำในทุกครั้งที่มีการหย่อนบัตร

‘กกต. ยังทำงานแบบลูกทุ่ง’ ระบบกระดาษ–ดุลพินิจคน–ช่องโหว่ที่ปิดไม่สนิท

หากมองจากระดับโครงสร้างเชิงปฏิบัติ ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ ชี้ให้เห็นภาพอีกด้านหนึ่ง นั่นคือ การที่ระบบเลือกตั้งจำนวนมากยังคงพึ่งพา ‘กระดาษ การเขียนมือ และดุลพินิจคน’ ในระดับสูง

เขาเริ่มด้วยการยกตัวอย่างเลือกตั้งล่วงหน้า ที่การเขียนเลขหน้าซองผิดเพียงเล็กน้อยสามารถกระทบสิทธิผู้เลือกตั้ง 

“มันเป็นวิธีการที่เชยมาก ทุกวันนี้ส่งพัสดุยังมีบาร์โค้ดยิงปิ๊ดๆ เพื่อลดความผิดพลาด แต่เรื่องเลือกตั้งกลับยังต้องพึ่งมือคนเขียน” ณัฐกร กล่าว

เมื่อเข้าสู่วันเลือกตั้งจริง เขาชี้ว่าความซับซ้อนยิ่งเพิ่มขึ้น บัตรหลายใบ ขั้นตอนหลายจุด บางพื้นที่มีรายงานว่าผู้มาใช้สิทธิลงคะแนน สส. ครบ แต่ไม่ได้ลงประชามติ 

อย่างไรก็ดี จุดที่เขามองว่า ‘เปราะบางที่สุด’ คือการวินิจฉัยบัตรดี–เสีย ที่อาศัยดุลพินิจของกรรมการประจำหน่วย และการรวมคะแนน ที่ยังใช้กระดาษหลายทอด ซึ่งต้องส่งต่อจากกระดาน เขียนลงใบรายงาน แล้วนำมาบวกใหม่

“ถ้าใช้ไฟล์คอมพิวเตอร์ มันรีเช็คได้ ตรวจย้อนกลับได้ แต่พอเป็นกระดาษหลายทอด โอกาส error สูงมาก แล้วใครจะตรวจสอบ” ณัฐกร ตั้งคำถาม

ในสายตาของณัฐกร นี่ไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นจากคนทำงานล้วนๆ แต่เป็นปัญหาเชิงระบบที่เปิดช่องให้มีความผิดพลาดจาก human error สูงเกินจำเป็น

ปฏิรูป กกต. ต้องแก้ที่รัฐธรรมนูญ: โจทย์ไม่ใช่รีแบรนด์ แต่คือ ‘รื้อโครงสร้าง’

เมื่อถามว่า กกต. ควรถูกปฏิรูปอย่างไร หรือถึงขั้นควรถูกยุบหรือไม่ ธัญณ์ณภัทร์ มองว่า คำตอบไม่ได้อยู่ที่การ ‘ยุบ’ แบบฉับพลัน แต่ต้องมองให้ลึกถึงโครงสร้างที่มาขององค์กร

“มันไม่ใช่แค่รีแบรนด์ แต่มันต้องทบทวนโครงสร้างใหม่เลย” ธัญณ์ณภัทร์ ตอบ

เธอชี้ว่า โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่การรีแบรนด์หรือปรับภาพลักษณ์ แต่ต้อง ‘ทบทวนโครงสร้าง’ ตั้งแต่ที่มาของคณะกรรมการ กระบวนการสรรหา อำนาจหน้าที่ และกลไกถ่วงดุล ว่าออกแบบไว้อย่างไร และเพียงพอต่อการตรวจสอบหรือไม่

“ถ้าจะปฏิรูปจริง ๆ ต้องแก้ที่รัฐธรรมนูญ เพราะ กกต.เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ” ธัญณ์ณภัทร์ กล่าว 

ในหลักการ กกต. เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น หากรัฐธรรมนูญถูกยกเลิก องค์กรตามรัฐธรรมนูญก็ควรถูกทบทวนหรือยุบตามไปด้วย แต่ประสบการณ์การเมืองไทยที่ผ่านมา กลไกองค์กรอิสระจำนวนมากยังดำรงอยู่ แม้รัฐธรรมนูญจะถูกฉีกหรือมีการเปลี่ยนผ่านอำนาจ

ในแง่นี้ ข้อเสนอของเธอคือ เพิ่มกลไกถ่วงดุลอำนาจ (balance of power) ให้ชัดเจนมากขึ้น เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชน ภาควิชาการ หรือผู้สังเกตการณ์มีบทบาทตรวจสอบอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่จำกัดการตรวจสอบอยู่ในระบบราชการเพียงลำพัง

หากความเชื่อมั่นไม่ฟื้น ความเสียหายจะใหญ่กว่าที่คิด

เมื่อถามต่อว่า หากปัญหาความน่าเชื่อถือยังเกิดซ้ำตั้งแต่ปี 2562, 2566 จนถึงปัจจุบัน จะส่งผลอย่างไรต่อประชาธิปไตยไทย

ธัญณ์ณภัทร์ มองว่านี่คือจุดอันตรายที่สุด

เพราะในอดีต สังคมไทยเคยมีวาทกรรมว่าการเลือกตั้งไม่สามารถคัดเลือก ‘คนดี’ ได้ จนการเลือกตั้งถูกลดทอนความหมาย และถูกใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนแนวคิดนายกรัฐมนตรีคนนอก รัฐบาลแห่งชาติ หรือแม้แต่การทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ

แต่หลังปี 2562 เป็นต้นมา ภาพเริ่มเปลี่ยน ประชาชนจำนวนมากกลับมาเห็นว่าการเลือกตั้งคือ ‘เครื่องมือต่อรองอำนาจของประชาชน’ เป็นกลไกที่เชื่อมโยงกับนโยบายและคุณภาพชีวิตโดยตรง

ดังนั้น หาก กกต. หรือระบบเลือกตั้งถูกมองว่าไม่มีประสิทธิภาพ ไม่โปร่งใส หรืออ่อนแอ ความเชื่อมั่นที่เพิ่งก่อตัวขึ้นก็อาจถูกบั่นทอนได้โดยง่าย และนั่นอาจกระทบเสถียรภาพของระบอบประชาธิปไตยไทยในระยะยาว มากกว่าความผิดพลาดเชิงเทคนิคในวันเลือกตั้ง

“ถ้าความเชื่อมั่นพัง การเลือกตั้งก็จะไม่ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของประชาชนอีกต่อไป” ธัญณ์ณภัทร์ วิเคราะห์

ไทยอยู่ตรงไหนบนแผนที่ประชาธิปไตยโลก 

หากนำการจัดการเลือกตั้งของไทยไปเปรียบเทียบกับประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ ไทยอยู่ตรงไหนในมาตรฐานนานาชาติ

ธัญณ์ณภัทร์ ประเมินอย่างระมัดระวังว่า หากเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ ไทยยังไม่อยู่ในระดับเดียวกัน ทั้งในแง่ความเป็นระบบ ประสิทธิภาพ และความแม่นยำของกระบวนการจัดการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม เธอชี้ว่า ไทยก็ไม่ได้อยู่ในกลุ่มรัฐอำนาจนิยมที่ปิดกั้นการตรวจสอบ เพราะยังเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและภาคสังคมตั้งคำถาม วิพากษ์ และติดตามกระบวนการเลือกตั้งได้ แต่ความต่างสำคัญอยู่ที่ ‘กลไกเชิงระบบ’

ในประเทศอย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ การร้องเรียน การขอนับคะแนนใหม่ หรือการทบทวนผล มีขั้นตอนตามกฎหมายชัดเจน กำหนดกรอบเวลาและอำนาจหน้าที่แน่นอน ทำให้ข้อสงสัยถูกจัดการในระบบ

ขณะที่ไทย แม้ประชาชนจะสามารถจับตาและตรวจสอบได้มากขึ้นผ่านสื่อและโซเชียลมีเดีย แต่ช่องทางทางกฎหมายที่เปิดให้ร้องเรียนหรือผลักดันการนับใหม่อย่างเป็นระบบยังไม่ชัดเจนพอ

หากจัดระดับในภาพรวม ไทยจึงอาจอยู่ใน ‘ระดับกลาง’ ของมาตรฐานการจัดการเลือกตั้ง คือไม่ปิดตายแบบรัฐอำนาจนิยม แต่ก็ยังไม่ถึงมาตรฐานสูงแบบประเทศประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้ว

ด้วยเหตุนี้ โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงความโปร่งใสในวันเลือกตั้ง หากคือการออกแบบระบบให้รองรับการตรวจสอบและการร้องเรียนอย่างเป็นทางการ มีขั้นตอนชัดเจน และสร้างความเชื่อมั่นได้โดยไม่ต้องพึ่งแรงกดดันทางสังคมเป็นหลักเหมือนปัจจุบัน

“บ้านเราเวลามีปัญหา เราใช้กระบวนการของสื่อเป็นหลัก แต่เราไม่มีกลไกตามกฎหมายที่ชัดเจนไว้รองรับการมีส่วนร่วมของประชาชน” ธัญณ์ณภัทร์ กล่าว

เคยมีช่วงที่ ‘ดีกว่านี้’ หรือไม่? บทเรียนจากยุครัฐธรรมนูญ 2540

เมื่อถามว่า ประเทศไทยเคยมีช่วงเวลาที่การเลือกตั้ง ‘ดีกว่านี้’ หรือ มีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งกว่านี้หรือไม่

ธัญณ์ณภัทร์ มองว่า หากย้อนกลับไปรัฐธรรมนูญปี 2540 อาจถือเป็นช่วงเวลาที่พลังของประชาชนในกระบวนการเลือกตั้งเข้มแข็งที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

รัฐธรรมนูญ 2540 ถูกออกแบบให้ขยายพื้นที่การมีส่วนร่วม ทั้งสิทธิชุมชน กลไกตรวจสอบ และระบบเลือกตั้งแบบใหม่ที่มีทั้งเขตและบัญชีรายชื่อ (party list) ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านสำคัญของระบบเลือกตั้งไทยในเวลานั้น

แม้ในเชิงเทคนิคอาจยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่บรรยากาศทางการเมืองเปิดกว้าง และภาคประชาชนมีบทบาทในการจับตา ตรวจสอบ และถกเถียงเรื่องกติกามากกว่าหลายช่วงเวลาในภายหลัง

เธอมองว่า ช่วงก่อนรัฐประหารปี 2549 คือจังหวะที่ระบบเลือกตั้งไทยพัฒนาไปในทิศทางที่เข้มแข็งที่สุด ทั้งในแง่การออกแบบกติกาและความรู้สึก ‘เป็นเจ้าของ’ ของประชาชนต่อกระบวนการทางการเมือง ทว่าหลังจากนั้น การออกแบบรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระภายใต้บริบทการเมืองที่เปลี่ยนไป ทำให้ความต่อเนื่องของการพัฒนาระบบเลือกตั้งสะดุดลง

ดังนั้น หากถามว่าเคยมีช่วงที่ ‘ดีกว่านี้’ หรือไม่ เธอมองว่า ‘มี’ อย่างน้อยก็ในแง่พลังการมีส่วนร่วมและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นฐานสำคัญของความน่าเชื่อถือในระบอบประชาธิปไตย

โจทย์ของ กกต. คือโจทย์ของประชาธิปไตยไทย 

บทสนทนานี้ไม่ได้จบที่การวิจารณ์ความผิดพลาดขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ชี้ไปที่คำถามใหญ่กว่าว่า เราจะออกแบบระบบเลือกตั้งอย่างไรให้ประชาชน ‘เชื่อ’ ว่าเสียงของตนมีความหมาย

เพราะหากกระบวนการเลือกตั้งไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้อีกต่อไป ปัญหาจะไม่หยุดอยู่เพียงแค่ความคลาดเคลื่อนของคะแนนในบางเขต แต่จะสั่นคลอนรากฐานความชอบธรรมของประชาธิปไตยทั้งระบบ และเมื่อเป็นเช่นนั้น แม้จัดให้มีการนับใหม่ทั่วประเทศหรือเลือกตั้งใหม่ในบางเขต ก็คงไม่ช่วยอะไร

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

เครือข่ายคณาจารย์-นักกฎหมาย-นักวิชาการ จี้ กกต. ชี้แจง 4 ปมเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 ชี้ขาด ‘สุจริตเที่ยงธรรม’

16 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณาจารย์ นักกฎหมาย นักวิชาการ...

คพ.เผยผลตรวจน้ำครั้งที่ 15 ‘กก–สาย’ ยังพบสารหนูเกินมาตรฐานบางจุด เตือนเลี่ยงใช้น้ำโดยตรง

14 กุมภาพันธ์ 2569 กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยผลตรวจคุณภาพน้ำผิวดินและตะกอนดินในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคเหนือ ครั้งที่ 15 ซึ่งเก็บตัวอย่างระหว่างวันที่...

เสียงนอกกระแสในเมืองรอง ที่ซีนดนตรีทางเลือกยังไม่มีที่ยืนใน ‘พิษณุโลก’

เรื่อง: วรรณวิษา พะเลียง ภาพ: ภูบดี หิรัญวิวัฒน์วงศ์ ในหลายเมือง ‘ดนตรี’ มักถูกจัดวางให้เป็นเพียงฉากหลังของการใช้ชีวิตยามค่ำคืน มากกว่าจะถูกมองในฐานะงานศิลปะที่ต้องการพื้นที่ของตัวเองเพื่อแสดงออก พิษณุโลกก็ไม่ต่างกัน...

ละลานล้านนา: เชียงใหม่ Nostalgia  ว่าด้วยความบันเทิงของวัยรุ่นเชียงใหม่ในยุค 90s 

เรื่อง: ปวีณา หมู่อุบล ก่อนหน้านี้ ผู้เขียนเคยถ่ายทอดเรื่องราวความรื่นเริงยามค่ำคืนของคนเชียงใหม่เมื่อราว 90 กว่าปีก่อนไว้แล้ว และครั้งนี้ก็หวนกลับมานึกถึงความบันเทิงของชาวเชียงใหม่อีกครั้ง เพราะเชื่อว่ายังมีอีกหลายแง่มุมที่น่าหยิบยกมาเล่าสู่กันฟัง โดยเฉพาะสีสันชีวิตของวัยรุ่นเชียงใหม่ในยุค...