เรื่อง: ปรัชญา ไชยแก้ว
ถึงแม้ผลการเลือกตั้งปี 2569 อาจยังประกาศอย่างเป็นทางการไม่ครบ 100% แต่ภาพรวมที่ปรากฏในหลายจังหวัดของภาคเหนือตอนบนเริ่มชัดว่า ‘พรรคสีน้ำเงิน’ และ ‘พรรคสีเขียว’ อย่างภูมิใจไทยและกล้าธรรม สามารถบุกชิงชัยได้ในหลายเขตเลือกตั้ง แม้กระทั่งจังหวัดที่เคยถูกมองว่าเป็นฐานที่มั่นของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นแพร่ น่าน อุตรดิตถ์ และเชียงราย โดยในพื้นที่เหนือตอนบนมีเขตการเลือกตั้งทั้งหมด 37 เขต พรรคกล้าธรรมกวาดชัยไปได้ 15 เขต ขณะที่พรรคภูมิใจไทยชนะอีก 5 เขต
ความเปลี่ยนแปลงนี้ชวนให้มองไปไกลกว่าการแพ้–ชนะระหว่างพรรค เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่การสลับตัวผู้แทน แต่สะท้อนแนวโน้มที่การเมืองไทยกำลัง ‘ถอยกลับ’ จากยุคที่พรรคการเมืองแข่งขันกันด้วยนโยบายหลังปี 2544 ไปสู่การเมืองที่ตัดสินกันด้วยเครือข่าย ตัวบุคคล และความสามารถในการเข้าถึงทรัพยากรของรัฐมากขึ้น

ถิรายุส์ บำบัด อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา มองว่า ภูมิทัศน์ในภาคเหนือตอนบนไม่ได้เป็นข้อยกเว้นของแค่พื้นที่นี้เท่านั้น แต่เป็นภาพสะท้อนที่ไปในทิศทางเดียวกับการเมืองระดับชาติ ที่เป็นการกลับมาอีกครั้งของ ‘การเมืองยุค 90’
“การเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้เห็นการย้อนกลับของระบบการเมืองไทยในลักษณะคล้ายยุค 90 หรือช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2544” เขากล่าว
คำถามคือ อะไรคือปัจจัยที่ทำให้การเมืองไทยย้อนกลับ และเหตุใดการเมืองที่ยึดโยงกับเครือข่ายและตัวบุคคลจึงกลับมาทรงพลังขึ้นในระบบหลังรัฐประหาร 2557 และรัฐธรรมนูญ 2560
รัฐประหาร 2557 และรัฐธรรมนูญ 2560 จุดเปลี่ยนที่ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแรง
หากจะเข้าใจว่าทำไมการเมืองไทยในปัจจุบันจึงดูเหมือนกำลังย้อนกลับไปสู่รูปแบบที่ยึดโยงกับตัวบุคคลและเครือข่ายท้องถิ่น จำเป็นต้องย้อนกลับไปยังจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างสำคัญที่สุดในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา รัฐประหารปี 2557 และรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งเป็นผลผลิตโดยตรงของระบอบหลังรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ในช่วงระหว่างปี 2544 ถึง 2557 การเมืองไทยอยู่ภายใต้สิ่งที่หลายฝ่ายเรียกว่า ‘ยุคของพรรคการเมืองเชิงนโยบาย’ พรรคการเมืองอย่างไทยรักไทย และพรรคที่สืบทอดต่อมา เช่น พลังประชาชน และเพื่อไทย สามารถสร้างฐานเสียงระดับชาติผ่านนโยบายที่ตอบสนองต่อประชาชนในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายด้านสาธารณสุข เศรษฐกิจฐานราก หรือการกระจายทรัพยากรสู่ชุมชน

ความเข้มแข็งนี้สะท้อนอย่างชัดเจนผ่านผลการเลือกตั้ง พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งปี 2548 อย่างถล่มทลายด้วยจำนวน 377 จาก 500 ที่นั่ง ขณะที่พรรคสืบทอดอย่างพลังประชาชน (2550 ได้ 233 ที่นั่ง) และเพื่อไทย (2554 ได้ 265 ที่นั่ง) ก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ต่อเนื่อง ทำให้พรรคการเมืองกลายเป็นศูนย์กลางของอำนาจทางการเมือง มากกว่าตัวบุคคลในระดับพื้นที่
รัฐธรรมนูญ 2540 มีบทบาทสำคัญในการสร้างระบบพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง ผ่านการออกแบบระบบเลือกตั้งที่เอื้อให้พรรคสามารถรวมศูนย์เสียงและจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ แม้รัฐธรรมนูญ 2550 จะเริ่มลดทอนความเข้มแข็งของพรรคลงบางส่วน แต่โครงสร้างโดยรวมยังคงเปิดพื้นที่ให้พรรคการเมืองขนาดใหญ่สามารถรักษาฐานอำนาจไว้ได้
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังรัฐประหารปี 2557 เมื่อคณะรัฐประหารเริ่มออกแบบโครงสร้างการเมืองใหม่ผ่านรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสมดุลอำนาจของระบบพรรคการเมือง
ถิรายุส์ มองว่า มรดกของรัฐประหาร 2557 และรัฐธรรมนูญ 2560 คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอลงในระดับโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน หรือแม้แต่พรรคเก่าแก่แบบประชาธิปัตย์
“เมื่อมาถึงรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งออกแบบขึ้นภายหลังรัฐประหาร 2557 กลับทำให้โครงสร้างทางการเมืองเปลี่ยนไปอย่างลึกซึ้ง เพราะแทบไม่มีพรรคใดสามารถครองเสียงข้างมากได้อย่างเด็ดขาด” เขากล่าว
ในความหมายของ ถิรายุส์ การรัฐประหาร 57 และ รัฐธรรมนูญ 60 ได้เพิ่มผู้เล่นนอกสนามเข้ามากำกับเกมการเมือง ทั้งการมี ส.ว. 250 คน ซึ่งมีบทบาทร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ทำให้พรรคที่ได้เสียง สส. มากไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้แบบเบ็ดเสร็จ และบทบาทขององค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีบทบาทในการเตะถ่วง สส. และพรรค อย่างที่จะเห็นได้จากการยุบพรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล ทำให้พรรคใหญ่ต้องเผชิญข้อจำกัดในการรวมเสียงและความเสี่ยงทางกฎหมาย
ภายใต้โครงสร้างใหม่นี้ พรรคการเมืองไม่สามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของอำนาจทางการเมืองได้อย่างมั่นคงเหมือนในอดีต ความสามารถในการกำหนดนโยบายระดับชาติลดลง ขณะที่บทบาทของเครือข่ายท้องถิ่น กลไกราชการ และกลุ่มอำนาจในระดับพื้นที่กลับมีความสำคัญมากขึ้น ผลลัพธ์คือ การเมืองแบบเครือข่ายที่อาศัยตัวบุคคล ระบบอุปถัมภ์ และความสามารถในการเชื่อมต่อทรัพยากรของรัฐ กลับมาเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดผลการเลือกตั้งอีกครั้ง
เมื่อพรรคอ่อนแรง การกลับมาของ ‘บ้านใหญ่’ แผ่ขยายทุกสารทิศ
หากผลพวงสำคัญของรัฐประหาร 2557 และรัฐธรรมนูญ 2560 คือการทำให้พรรคการเมืองระดับชาติสูญเสียความสามารถในการครอบงำพื้นที่เลือกตั้งอย่างเด็ดขาด ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการเกิดสุญญากาศทางอำนาจในระดับพื้นที่ ซึ่งถูกเติมเต็มอย่างรวดเร็วโดยเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น กลุ่มตระกูลการเมือง และชนชั้นนำระดับจังหวัด
ถิรายุส์อธิบายว่า เมื่อพรรคการเมืองไม่สามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของการระดมเสียงได้อย่างมั่นคงเหมือนในอดีต โครงสร้างอำนาจทางการเมืองจึงไหลกลับสู่ระดับพื้นที่อีกครั้ง โดยเฉพาะในจังหวัดที่เครือข่ายทางสังคมและการเมืองหยั่งรากลึกอยู่ก่อนแล้ว พรรคการเมืองจึงไม่ได้เป็นผู้สร้างฐานอำนาจ หากแต่กลายเป็นแพลตฟอร์มที่เครือข่ายท้องถิ่นใช้ในการเข้าสู่อำนาจ
ในบริบทของภาคเหนือตอนบน ปรากฏการณ์ปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมผ่านผู้สมัครที่สามารถเอาชนะตัวแทนจากพรรคการเมืองใหญ่ ซึ่งหลายกรณีล้วนเป็นบุคคลที่มีฐานอำนาจและเครือข่ายในพื้นที่มาก่อน
ถิรายุส์ยกกรณีจังหวัดเชียงรายเป็นตัวอย่างสำคัญ โดยเฉพาะในเขตเลือกตั้งที่ 4 ซึ่งสุรสิทธิ์ เจียมวิจักร จากพรรคกล้าธรรม สามารถเอาชนะวิสารดี เตชธีรวัฒน์ จากพรรคเพื่อไทยได้ แม้ในระดับประเทศสุรสิทธิ์อาจไม่ใช่ชื่อที่ถูกพูดถึงมากนัก แต่ในระดับพื้นที่ เขาเป็นอดีต สส. หลายสมัย และมีฐานทางการเมืองในหลายอำเภอมาอย่างยาวนาน แม้จะไม่ใช่บ้านใหญ่ระดับบนสุดของจังหวัด แต่ก็เป็นเครือข่ายการเมืองระดับรองที่มีทุนทางสังคมและความสัมพันธ์ในพื้นที่เพียงพอจะกลับมาชนะได้
“ผู้สมัครของพรรคที่ชนะหลายเขต ไม่ใช่คนโนเนม เพียงแต่สื่อกระแสหลักหรือคนระดับประเทศอาจไม่คุ้นชื่อ ขณะที่คนท้องถิ่นรู้จักดี เพราะเป็นคนที่มีฐานทางสังคม มีทุน และมีเครือข่ายการทำงานในพื้นที่มาก่อน” ถิรายุส์กล่าว
กรณีของสุรสิทธิ์จึงไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะเฉพาะบุคคล แต่เป็นตัวอย่างของการที่เครือข่ายการเมืองท้องถิ่นที่มีรากฐานอยู่แล้วสามารถกลับมาแข่งขันและเอาชนะพรรคการเมืองระดับชาติได้ เมื่อโครงสร้างการเมืองเปิดพื้นที่ให้ตัวบุคคลและเครือข่ายมีบทบาทมากขึ้น
เช่นเดียวกัน กรณีของจังหวัดน่าน เขต 2 ก็สะท้อนรูปแบบเดียวกันอย่างชัดเจน เมื่อประสิทธิ์ โนทะ ผู้สมัครจากพรรคกล้าธรรม สามารถเอาชนะชลน่าน ศรีแก้ว อดีตแกนนำระดับชาติจากพรรคเพื่อไทยได้ ชัยชนะครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากกระแสพรรคในระดับชาติเป็นหลัก แต่เกิดจากการสั่งสมฐานทางสังคมในพื้นที่มาอย่างยาวนาน ทั้งความสัมพันธ์กับสถาบันการศึกษา เครือข่ายศาสนา และชนชั้นนำในระดับจังหวัด ซึ่งทำให้เขาได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำในสายตาของชุมชน

ในลักษณะเดียวกัน พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เขต 6 ในอำเภอพร้าวและพื้นที่ใกล้เคียง ก็สะท้อนรูปแบบเดียวกัน เมื่อสุภานันท์ ปัญญาทิพย์ จากพรรคกล้าธรรมสามารถเอาชนะผู้สมัครจากพรรคประชาชนได้ โดยสุภานันท์ไม่ได้เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ในท้องถิ่น แต่เป็นส่วนหนึ่งของตระกูลการเมืองที่มีบทบาทในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง มารดาเป็นสมาชิกสภาจังหวัด ขณะที่บิดาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลเวียงพร้าว เครือข่ายทางสังคมและการเมืองที่สั่งสมมาเป็นเวลานานจึงกลายเป็นฐานสำคัญของความสำเร็จทางการเมือง
เครือข่ายเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในวงการการเมืองโดยตรง แต่แผ่ขยายไปยังสถาบันทางสังคมหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา เครือข่ายศาสนา กลุ่มธุรกิจ หรือเครือข่ายราชการในระดับจังหวัดและอำเภอ บุคคลที่อยู่ในเครือข่ายเหล่านี้จึงมีบทบาทในฐานะข้อต่อที่เชื่อมโยงประชาชนกับรัฐ และสามารถนำทรัพยากรหรือโครงการพัฒนามาสู่พื้นที่ได้
ในเชิงโครงสร้าง บุคคลเหล่านี้คือชนชั้นนำทางสังคมและวัฒนธรรมระดับท้องถิ่น ซึ่งมีอำนาจไม่ใช่เพียงจากตำแหน่งทางการเมือง แต่จากความสัมพันธ์ทางสังคมที่สั่งสมมาเป็นเวลานาน
“ในเชิงทฤษฎี เขาเป็นชนชั้นนำทางสังคมและวัฒนธรรมระดับท้องถิ่น คือมีหน้าตาในสังคม มีตำแหน่ง มีทุน และมีบทบาททางสังคมหลากหลาย” ถิรายุส์กล่าว
กรณีของเชียงราย น่าน และเชียงใหม่ จึงไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะรายเขตเลือกตั้ง หากแต่สะท้อนรูปแบบเดียวกัน คือการที่เครือข่ายท้องถิ่นซึ่งมีอยู่ก่อนแล้วสามารถกลับมาเป็นศูนย์กลางของการแข่งขันทางการเมืองได้อีกครั้ง เมื่อพรรคการเมืองระดับชาติไม่สามารถผูกขาดฐานเสียงได้เหมือนในอดีต
การเมืองยุค 90 คืออะไร? เมื่อชัยชนะไม่ได้อยู่กับพรรค แต่อยู่ที่เครือข่ายและตัวบุคคล
ถิรายุส์อธิบายว่า ผลการเลือกตั้งล่าสุดสะท้อนแนวโน้มที่การเมืองไทยกำลังมีลักษณะคล้าย ‘การเมืองยุค 90’ หรือช่วงเวลาก่อนปี 2544 ซึ่งพรรคการเมืองไม่ได้เป็นศูนย์กลางของการแข่งขันอย่างแท้จริง หากแต่เป็นเพียงเครื่องมือที่เครือข่ายนักการเมืองใช้ในการเข้าสู่อำนาจ
ก่อนการเกิดขึ้นของพรรคไทยรักไทย การเมืองไทยในช่วงทศวรรษ 2530–2540 เป็นการเมืองที่ยึดโยงกับตัวบุคคลเป็นหลัก มากกว่าการแข่งขันกันด้วยนโยบายหรืออุดมการณ์ พรรคการเมืองในยุคนั้นไม่ได้มีบทบาทในฐานะองค์กรที่สามารถควบคุมฐานเสียงได้อย่างมั่นคง แต่มีลักษณะเป็น ‘ยานพาหนะทางการเมือง’ ที่นักการเมืองใช้เป็นช่องทางในการลงเลือกตั้งเท่านั้น
“เป็นการเมืองที่ยึดถือบุคคลเป็นหลัก มากกว่ายึดพรรคการเมือง เพราะหัวใจของเกมคือ ‘ตัวบุคคล-กลุ่มบุคคล’ และเครือข่ายที่หยั่งรากในพื้นที่” ถิรายุส์กล่าว
ในระบบเช่นนี้ ฐานเสียงไม่ได้ผูกติดกับพรรค แต่ผูกติดกับตัวนักการเมือง ซึ่งมักเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของพื้นที่ เช่น เจ้าของธุรกิจท้องถิ่น ผู้นำชุมชน หรือกลุ่มตระกูลการเมืองที่มีอิทธิพลในจังหวัดมาอย่างยาวนาน เครือข่ายเหล่านี้สามารถรักษาฐานเสียงของตนเองไว้ได้ แม้จะย้ายสังกัดจากพรรคหนึ่งไปสู่อีกพรรคหนึ่ง เพราะความสัมพันธ์ทางการเมืองไม่ได้ตั้งอยู่บนอุดมการณ์ของพรรค แต่ตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับชุมชน
ตัวอย่างสำคัญในภาคเหนือของโครงสร้างการเมืองในยุคนั้นคือเครือข่ายของ ‘พ่อเลี้ยงณรงค์ วงศ์วรรณ’ ซึ่งสามารถสร้างฐานอำนาจในหลายจังหวัดภาคเหนือ อาทิ พะเยา แพร่ น่าน และเชียงราย ผ่านความสัมพันธ์ทางสังคมและเครือข่ายทางธุรกิจ มากกว่าการพึ่งพาพรรคการเมืองในระดับชาติ เช่นเดียวกับกรณีของ บรรหาร ศิลปอาชา ที่สามารถสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองในจังหวัดสุพรรณบุรีผ่านการผลักดันงบประมาณและโครงการพัฒนาเข้าสู่พื้นที่อย่างต่อเนื่อง จนเกิดความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ระหว่างผู้แทนกับประชาชน

โครงสร้างเช่นนี้ทำให้การเมืองไทยในยุค 90 มีลักษณะเป็น ‘ระบบมุ้งการเมือง’ ที่นักการเมืองรวมตัวกันเป็นกลุ่มตามเครือข่ายความสัมพันธ์และผลประโยชน์ มากกว่าการรวมตัวกันบนพื้นฐานของอุดมการณ์ พรรคการเมืองจึงเป็นโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขณะที่ฐานอำนาจที่แท้จริงยังคงอยู่กับเครือข่ายของตัวบุคคลในระดับพื้นที่
เมื่อบทบาทของ สส. เปลี่ยนจากผู้กำหนดนโยบาย เป็นผู้ดึงงบกลับสู่พื้นที่
การกลับมาของเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นในลักษณะที่คล้ายกับการเมืองยุค 90 ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะพรรคการเมืองระดับชาติอ่อนแรงลงเท่านั้น แต่ยังสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงในบทบาทของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ด้วย จากเดิมที่ผู้แทนถูกคาดหวังให้มีบทบาทในการกำหนดทิศทางนโยบายระดับประเทศ แต่ปัจจุบันผู้แทนจำนวนมากกลับถูกประเมินจากความสามารถในการเชื่อมโยงพื้นที่ของตนเข้ากับรัฐ และนำงบประมาณหรือโครงการพัฒนามาสู่พื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ถิรายุส์อธิบายว่า ในบริบทเช่นนี้ การแข่งขันทางการเมืองไม่ได้ตัดสินกันด้วยนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครมีศักยภาพในการเข้าถึงเครือข่ายอำนาจและทรัพยากรของรัฐได้มากกว่า โดยเฉพาะในจังหวัดรอบนอกที่การพัฒนาไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียม บทบาทของผู้แทนในฐานะ “ตัวกลาง” ระหว่างรัฐส่วนกลางกับพื้นที่จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
“ประชาชนในพื้นที่รอบนอกมักให้ความสำคัญกับบทบาทของผู้แทนในฐานะตัวกลาง ที่สามารถเชื่อมโยงพื้นที่ของตนเข้ากับรัฐ และนำทรัพยากรหรือโครงการพัฒนามาสู่พื้นที่ได้โดยตรง” เขากล่าว
สะท้อนว่าสิ่งที่ผู้เลือกตั้งต้องการอาจไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายในระดับนามธรรม แต่คือการเห็นผลลัพธ์ของการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมผ่านผู้แทนของตน ผู้แทนที่สามารถเข้าถึงกลไกรัฐ ผลักดันงบประมาณ หรือทำให้โครงการพัฒนาเกิดขึ้นจริงในพื้นที่ จึงมีแนวโน้มได้รับความไว้วางใจมากกว่าในระบบที่พรรคการเมืองไม่สามารถผูกขาดความสัมพันธ์กับพื้นที่ได้เหมือนในอดีต
ตัวอย่างสำคัญคือสิ่งที่ถิรายุส์เรียกว่า “พะเยาโมเดล” ซึ่งหมายถึงการสร้างฐานอำนาจทางการเมืองผ่านการผลักดัน “โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่” อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นงานที่ประชาชนมองเห็นผลลัพธ์ได้จริงและจับต้องได้
ถิรายุส์ชี้ว่า ความได้เปรียบของโมเดลนี้อยู่ที่ ‘อำนาจต่อรอง’ และ ‘ช่องทางเข้าถึงทรัพยากรของรัฐ’ โดยเฉพาะในกรณีของธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ หลายสมัย และมีบทบาทในการทำงานร่วมกันกับผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ทำให้มีอำนาจและเครือข่ายในระบบราชการมากพอที่จะเข้าไปประสานงาน ผลักดันโครงการ หรือคลี่คลายปัญหาเชิงนโยบายที่ค้างอยู่ในพื้นที่ได้เป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่สัญญาในช่วงหาเสียง
ภาพลักษณ์เช่นนี้ยังถูกขยายผ่านการสื่อสารทางการเมืองของพรรคกล้าธรรมที่เน้น “ทำมากกว่าพูด” รวมถึงการออกแบบนโยบายที่พุ่งไปยังปัญหาที่คนในจังหวัดเล็กๆ รวมไปถึงพื้นที่นอกเขตเมืองเผชิญอยู่เป็นประจำ เช่น ปัญหาที่ดินทำกิน นอกจากนี้ถิรายุส์ยังบอกอีกว่าพรรคกล้าธรรมมีการตระเวนไปเปิดเวทีปราศรัยในพื้นที่รอบนอกเมืองมากกว่า 20 เวที

“เมื่อประชาชนเห็นว่าบางจังหวัดสามารถดึงโครงการและงบประมาณลงไปได้อย่างต่อเนื่อง ก็มักจะเกิดความ ‘ข่อย’ อยากให้พื้นที่ของตนมีผู้แทนที่สามารถทำเช่นเดียวกันได้ ซึ่งทำให้โมเดลนี้เริ่มขยายอิทธิพลออกไปยังจังหวัดโดยรอบ เช่น เชียงราย และน่าน”
ในบริบทนี้ ความสามารถในการเชื่อมโยงพื้นที่เข้ากับรัฐจึงกลายเป็นทุนทางการเมืองรูปแบบสำคัญ และสะท้อนแนวโน้มที่การเมืองไทยกำลังเคลื่อนกลับไปสู่รูปแบบที่เครือข่าย ตัวบุคคล และความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ มีบทบาทสำคัญควบคู่ไปกับพรรคการเมืองในการกำหนดผลการเลือกตั้ง
ในท้ายที่สุด ผลการเลือกตั้งในภาคเหนือตอนบนอาจไม่ได้สะท้อนเพียงการเปลี่ยนตัวผู้แทน แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมือง เครือข่ายท้องถิ่น และประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ภายใต้โครงสร้างการเมืองที่เปลี่ยนไป สำหรับพรรคการเมืองระดับชาติ ไม่ว่าจะเป็นพรรคที่เคยครองฐานเสียงเดิม หรือพรรคที่เป็นกระแส การเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นสัญญาณสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า การสร้างความเชื่อมโยงกับพื้นที่และการทำงานการเมืองในระดับท้องถิ่น ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้นโยบายระดับประเทศ และจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการแข่งขันทางการเมืองในระยะต่อไป
