เรื่อง: ปรัชญา ไชยแก้ว
เมื่อพิจารณาแผนที่ผลการเลือกตั้งในภาคเหนือตอนล่างจากทั้งหมด 33 เขต จะเห็นว่า ‘สีน้ำเงิน’ อย่างพรรคภูมิใจไทยครองชัยชนะได้ 21 เขต ขณะที่ ‘สีเขียว’ อย่างพรรคกล้าธรรมแทรกขึ้นมาได้อีก 5 เขต รูปแบบดังกล่าวสะท้อนว่า การแข่งขันระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเข้มข้นในทุกเขต บางพื้นที่มีพรรคหนึ่งเป็นผู้เล่นหลัก ขณะที่อีกพรรคไม่ได้ส่งผู้สมัครที่มีฐานทางการเมืองเทียบเท่ากันลงแข่งขัน ส่งผลให้การแข่งขันในบางเขตเกิดขึ้นระหว่างเพียงสองพรรค มากกว่าการแข่งขันแบบสามฝ่าย
ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ตั้งข้อสังเกตว่า ในหลายจังหวัดของภาคเหนือตอนล่าง พรรคการเมืองมีการจัดวางผู้สมัครแตกต่างกันไปตามศักยภาพและฐานเสียงของแต่ละพื้นที่ ส่งผลให้บางเขตมีการแข่งขันที่เข้มข้น ขณะที่บางเขตพรรคหนึ่งมีบทบาทโดดเด่นมากกว่าอีกพรรค และอาจจะเรียกได้ว่ามีลักษณะของการ ‘หลบให้กัน’ เพื่อหลีกเลี่ยงการตัดคะแนนกันเอง
จังหวัดกำแพงเพชรเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัด พรรคกล้าธรรมส่งผู้สมัครหลัก เช่น ไผ่ ลิกค์ ในเขต 1 และปริญญา ฤกษ์หร่าย ในเขต 4 ซึ่งเป็นอดีต ส.ส. ที่มีฐานเสียงในพื้นที่ ขณะที่พรรคภูมิใจไทยมีบทบาทจำกัดในบางเขต ส่งผลให้การแข่งขันหลักเกิดขึ้นระหว่างพรรคกล้าธรรมกับพรรคเพื่อไทยมากกว่า
ในทางกลับกัน จังหวัดพิษณุโลกกลับเป็นพื้นที่ที่พรรคภูมิใจไทยมีบทบาทโดดเด่นในการแข่งขัน ขณะที่พรรคกล้าธรรมไม่ได้ส่งผู้สมัครที่มีน้ำหนักทางการเมืองเทียบเท่ากันในหลายเขต ทำให้การแข่งขันหลักในจังหวัดนี้มีพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้เล่นสำคัญ

“กำแพงเพชรเป็นพื้นที่ที่กล้าธรรมมีบทบาทนำ ขณะที่พิษณุโลกเป็นพื้นที่ที่ภูมิใจไทยมีบทบาทโดดเด่นมากกว่า รูปแบบนี้สะท้อนว่าพรรคการเมืองมีการประเมินความได้เปรียบของตนเองในแต่ละพื้นที่ และเลือกจัดวางผู้สมัครให้สอดคล้องกับฐานเสียงที่มีอยู่” วีระกล่าว

ลักษณะคล้ายกันนี้ยังปรากฏในอีกหลายจังหวัด เช่น ตาก พิจิตร อุทัยธานี นครสวรรค์ เพชรบูรณ์ และสุโขทัย โดยเมื่อรวมทั้งหมด พบว่ามีอย่างน้อย 8 จังหวัด รวม 21 เขต ที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมไม่ได้แข่งขันกันโดยตรงในลักษณะเข้มข้น ขณะที่มีเพียง 5 เขต ที่ทั้งสองพรรคส่งผู้สมัครแข่งขันกันอย่างชัดเจน ได้แก่ ตาก เขต 3 นครสวรรค์ เขต 6 เพชรบูรณ์ เขต 2 และ 3 และพิจิตร เขต 3
วีระมองว่า รูปแบบดังกล่าวสะท้อนการจัดวางยุทธศาสตร์การเลือกตั้งในระดับพื้นที่ ซึ่งพรรคการเมืองมักมุ่งเน้นการแข่งขันในเขตที่ตนเองมีความได้เปรียบ ทั้งในด้านเครือข่าย ฐานเสียง และตัวผู้สมัคร มากกว่าการแข่งขันอย่างเท่าเทียมกันในทุกเขตเลือกตั้ง
ทั้งนี้ รูปแบบดังกล่าวไม่ได้จำเป็นต้องหมายถึงการตกลงร่วมกันระหว่างพรรคการเมือง แต่สะท้อนลักษณะของการแข่งขันในระบบการเมืองไทยที่ฐานเสียงในพื้นที่ เครือข่ายทางการเมือง และความพร้อมของผู้สมัคร ยังคงมีบทบาทสำคัญในการกำหนดผลการเลือกตั้ง
