เจาะสนามเลือกตั้งภาคเหนือ ทำไมผู้สมัครพรรคส้มแพ้พ่ายในเขตงานแม้คะแนนพรรคนำ?

Date:

เรื่อง: พิมลวรรณ ปานทุ่ง

ทุกครั้งที่พรรคการเมืองอย่างอนาคตใหม่‒ก้าวไกล‒ประชาชน พ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขต คำอธิบายที่ดังขึ้นแทบจะทันทีหนีไม่พ้นเหตุผลเรื่องการแจกจ่ายทรัพยากรเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเสียงก่อนวันเลือกตั้ง หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าการ ‘ซื้อเสียง’

มันเป็นคำตอบที่เรียบง่าย เถรตรง และทำให้ภาพสนามเลือกตั้งโดยเฉพาะในต่างจังหวัดดูชัดเจนขึ้น เพราะหากสมมติฐานว่าฝ่ายหนึ่งมีเงิน อีกฝ่ายมีอุดมการณ์ เมื่อผลที่ออกมาไม่เป็นไปตามคาด คำว่า ‘เงิน’ ก็กลายเป็นคำตอบที่ดูสมเหตุสมผล

แต่คำถามคือ เรากำลังประเมินสนามเลือกผู้แทนในพื้นที่เหล่านี้ผิดตั้งแต่ต้นหรือไม่ หลังผลการเลือกตั้งในเขตภาคเหนือสะท้อนชัดว่า ‘กระแส’ อาจไม่เพียงพอให้พรรคการเมืองสามารถคว้าชัยได้ในระบบเขต แต่ในอีกด้าน ‘กระสุน’ ก็อาจไม่ใช่ตัวแปรหลักอย่างที่หลายคนเชื่อ

“Split Voting” บัตรชมพูเลือกส้ม บัตรเหลืองเห็นชอบ แต่บัตรเขียวเลือกใคร?

ในขณะที่คะแนนบัญชีรายชื่อหรือ ‘บัตรสีชมพู’ ในหลายจังหวัดภาคเหนือกลายเป็นสีส้มอย่างชัดเจน แต่ในรายชื่อ สส. เขต หรือ ‘บัตรสีเขียว’ หลายพื้นที่ชัยชนะกลับตกไปอยู่ในมือของพรรคกล้าธรรมและภูมิใจไทย 

ถิรายุส์ บำบัด อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา อธิบายว่า ปรากฏการณ์เช่นนี้สะท้อนชัดถึงการเปลี่ยนแปลงในเชิงพฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งใช้ตรรกะที่แตกต่างกันในการเลือกผู้แทนระดับบุคคลและระดับพรรค โดยเฉพาะในเขตภาคเหนือตอนบน เช่น เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และลำปาง

“มันสะท้อนว่าชาวบ้านเขาแยกได้ครับ” ถิรายุส์กล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีวาทกรรมจากบางกลุ่มที่ตั้งคำถามหรือวิพากษ์วิจารณ์การเลือกผู้สมัครจากพรรคบางพรรคในพื้นที่ชนบท แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเปลี่ยนความนิยมทางการเมืองในระดับพรรคโดยสิ้นเชิง หากแต่เป็นการเลือก ‘บุคคล’ ที่เชื่อว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการของพื้นที่ได้ดีที่สุด ขณะที่การเลือกบัญชีรายชื่อยังคงสะท้อนความเชื่อมั่นต่อแนวทาง นโยบาย และอุดมการณ์ของพรรคการเมืองขนาดใหญ่ 

ในทำนองเดียวกัน ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า ปรากฏการณ์นี้สะท้อนชัดว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่งใช้ ‘เหตุผลคนละชุด’ ในการเลือกผู้แทนทั้งสองระบบ ยกเว้น จังหวัดพะเยา ที่เป็นกรณีพิเศษ เพราะประชาชนเลือก ‘สีเขียวทั้งสองใบ’

ภาพเปรียบเทียบการเลือก สส. แบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อ 17 จังหวัดภาคเหนือ

ณัฐกร ยกตัวอย่างจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งสะท้อนภาพความแตกต่างเชิงพื้นที่อย่างชัดเจน โดยในเขตเมืองพรรคประชาชนได้รับคะแนนนิยมสูงทั้งในระบบบัญชีรายชื่อและระบบแบ่งเขต ขณะที่ในพื้นที่ชนบทโดยรอบ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากยังคงเลือกผู้สมัครจากพรรคอื่นในระบบแบ่งเขต แม้ว่าจะเลือกพรรคประชาชนในระบบบัญชีรายชื่อ

ทั้งนี้ เหตุที่คะแนนเลือกบัตรบัญชีรายชื่อภาคเหนือเทไปทางสีส้ม เขาอธิบายว่ามันเป็นเพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งพิจารณาจาก ‘ภาพรวมของพรรค’ ไม่ว่าจะเป็นผลงานที่ผ่านมาของพรรค บทบาทการเคลื่อนไหวในประเด็นต่างๆ ของพรรค (เช่น ประกันสังคมและเรื่องเชิงโครงสร้างอื่นๆ) รวมถึงผู้นำพรรค และนโยบายที่พรรคสื่อสารออกสาธารณะ ซึ่งในแง่นี้ พรรคประชาชนค่อนข้างทำผลงานได้โดดเด่นเมื่อเปรียบเทียบกับพรรคอื่น

ทว่าเมื่อแยกดูบัตรแบบแบ่งเขต การที่พรรคประชาชนไม่ได้คะแนนมากพอให้แปรเป็นจำนวนที่นั่งในหลายจังหวัด ยกเว้นที่ลำพูน นั่นเป็นเพราะเมื่อเป็นการเลือก ‘คน’ ซึ่งถูกกำหนดด้วยปัจจัยเฉพาะพื้นที่ เช่น ความเข้มแข็งของผู้สมัคร เครือข่ายการเมืองท้องถิ่น และโครงสร้างอำนาจเดิม เขาชี้ว่าจุดนี้เองที่ยังเป็นข้อบกพร่องของพรรค

อย่างไรก็ดี เมื่อถามถึงผลประชามติ หรือ ‘บัตรสีเหลือง’ ซึ่งทั้งภาคเหนือมีเสียงเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ ณัฐกรตอบอย่างเรียบง่ายว่า แม้พรรคอย่างกล้าธรรมหรือภูมิใจไทยจะไม่ได้ออกหน้ารณรงค์เข้มข้นเท่าพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาชน แต่ในเชิงจุดยืนสาธารณะ พรรคเหล่านี้ ‘ไม่ได้ขัดขวาง’ การแก้รัฐธรรมนูญหรือการมีรัฐธรรมนูญใหม่ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ หากผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะเลือก สส. เขตที่สังกัดพรรคกล้าธรรมหรือภูมิใจไทย แต่เทใจให้การกาเห็นชอบ

ภาพผลการลงคะแนนประชามติเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 17 จังหวัดภาคเหนือ

‘เงินไม่ใช่ปัจจัยตัดสิน’ เพราะเครือข่ายและยุทธศาสตร์สำคัญกว่า

เมื่อถามถึงมายาคติเรื่องการซื้อเสียง ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร มองปรากฏการณ์นี้ผ่านผลเลือกตั้งในเขตภาคเหนือตอนล่างว่า การใช้เงินหรือการซื้อเสียงไม่ได้หายไปจากการเมืองไทย แต่ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ มันกลายเป็น ‘เงื่อนไขพื้นฐาน’ ที่แทบทุกพรรคมีในระดับใกล้เคียงกัน

แทนที่จะสรุปอย่างผิวเผินว่าการแพ้ชนะในสนามเลือกผู้แทน เป็นเพราะปัจจัยภายนอกอย่าง ‘กระสุน’ หรือ ‘เงิน’ เขาออกความเห็นว่าสิ่งที่เป็นตัวชี้ขาดในการลงคะแนนมี 3 เรื่องด้วยกัน นั่นคือ

1. การทำงานผ่านกิจกรรมชุมชน

2. การเชื่อมโยงกับโครงสร้างอำนาจรัฐ

3. การสร้างกระแสอุดมการณ์

ในแง่นี้ แม้พรรคประชาชนอาจมีแต้มต่อในข้อที่สาม แต่ในสนามเลือกตั้งนอกเมือง ข้อที่หนึ่งและสองนั้นมีน้ำหนักมากกว่า 

วีระออกตัวว่า เขาเข้าใจดีว่าพรรคการเมืองต้องทำงานในสภา ต้องส่งคนไปเป็นกรรมาธิการ และต้องขับเคลื่อนงานเชิงนโยบาย แต่คำถามคือ นักการเมืองจะพูดแทนเขตเลือกตั้งของตนได้อย่างไร หากไม่ได้ทำงานกับชุมชนอย่างใกล้ชิด

“คุณจะพูดสิ่งที่เป็นตัวแทนของเขตเลือกตั้งได้ยังไง ถ้าคุณไม่มาทำกิจกรรมกับชุมชน” เขากล่าว

สมมติฐานของเขา มองว่าปัญหาของบางพื้นที่ เช่น กรณีตาก เขต 2 เกิดขึ้นจากการที่พรรคสื่อสารและทำงานกันใน ‘กลุ่มเล็กๆ’ ภายในพรรคเอง ทำให้การตรวจสอบภายในไม่เพียงพอ และเกิดระยะห่างกับประชาชน

ส่วนในพิษณุโลก เขต 1 เขายอมรับว่า ผู้สมัครของพรรคประชาชนอย่าง ณฐชนน ทำงานพื้นที่ได้ดีในแบบของตัวเอง โดยเฉพาะงานเสวนา งานประชาคม หรือเวทีสาธารณะ ซึ่งได้รับการตอบรับดีจากชนชั้นกลางและกลุ่มวิชาการ แต่เขาเปรียบเทียบว่าคู่แข่งอย่าง จเด็ศ จันทรา (ผู้สมัครพรรคเพื่อไทย) ลงไปในงานระดับหมู่บ้าน งานเลี้ยง งานชุมชน ซึ่งเป็นรูปแบบที่คนในพื้นที่จำนวนมากเข้าถึงได้ง่ายกว่า

“ถ้าเป็นอาจารย์มหาลัย เราจะดีใจที่เห็นนักการเมืองมางานเสวนา แต่คนในหมู่บ้านบางทีเขาชอบเห็นนักการเมืองไปงานชุมชนมากกว่า” วีระ ออกความเห็น

บทเรียนการเมืองนอกกรุง: ซื้อเสียงมีจริงแต่ยังไม่ใช่คำตอบ ถ้าอยากให้คนเหนือเทใจ ผู้สมัครต้องลงชุมชนมากกว่านี้

เมื่อการเมืองต่างจังหวัดไม่ได้วัดกันที่กระแส แต่คือการเมืองของเครือข่าย ความสัมพันธ์ และความสามารถในการพึ่งพาได้จริง สิ่งที่ควรถามจึงไม่ใช่ว่า ‘คนต่างจังหวัดถูกซื้อเสียงง่ายจริงหรือ’ แต่คือ ‘พรรคส้มเข้าใจโครงสร้างการเมืองนอกกรุงมากพอแล้วหรือยัง’

ด้วยข้อสังเกตจากการทำงานของพรรคและพฤติกรรมการลงคะแนนเลือกผู้แทนของคนเหนือในหลายจังหวัด เหล่านักวิชาการทิ้งท้ายเป็นเสียงเดียวกันว่า หากยังต้องการเป็น ‘เสียงข้างมาก’ ในอนาคต และไปให้ถึงภาพการเมืองที่พรรควาดฝัน พรรคประชาชน รวมถึงพรรคอื่นๆ ที่มีเป้าหมายในทำนองเดียวกัน จำเป็นต้องสร้างเครือข่ายกับประชาชนทุกระดับ ไม่ใช่เพียงในเมืองหรือกลุ่มชนชั้นกลาง ซึ่งนั่นคือโจทย์ที่ใหญ่กว่าคำว่า ‘ซื้อเสียง’ เป็นอย่างมาก

เพราะท้ายที่สุดแล้ว กระแสอาจช่วยให้คนรู้จักพรรคได้ในระบบบัญชีรายชื่อ แต่ความสัมพันธ์อันดีกับประชาชนและการทำงานเชิงพื้นที่ต่างหาก ที่ทำให้คนตัดสินใจเลือกผู้สมัครในระบบเขต

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

ก๊อนเก๊าเล่าล้านนา: กว๊านพะเยาแหล่งบัวลอย เลาะแอ่วกอยแผ่นดิน “ธรรม” เรื่องเล่าจากบึงน้ำธรรมชาติสู่ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ

เรื่อง: นวลคำ ขะยอมแดง สุภาพชนคนเมือง ในช่วงค่ำ ชีวิตหลังเลิกงานพาใครหลายคนมายืนอยู่ริมผืนน้ำกว้างใหญ่ เบื้องหน้าคือดอยบุษราคัม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ‘ม่อนแจ๊ะ’ และฉากหลังคือดอยหลวงหรือดอยหนอกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาผีปันน้ำ...

พื้นที่แบ่งเค้ก สส.เขต? อ่านแผนที่ชัยชนะภูมิใจไทย–กล้าธรรมในภาคเหนือตอนล่าง

เรื่อง: ปรัชญา ไชยแก้ว เมื่อพิจารณาแผนที่ผลการเลือกตั้งในภาคเหนือตอนล่างจากทั้งหมด 33 เขต จะเห็นว่า ‘สีน้ำเงิน’ อย่างพรรคภูมิใจไทยครองชัยชนะได้ 21...

หวนคืนการเมืองยุค 90 เมื่อเครือข่ายท้องถิ่นกลับมาเป็นศูนย์กลางของเกมอำนาจใต้เงารัฐธรรมนูญ 60

เรื่อง: ปรัชญา ไชยแก้ว ถึงแม้ผลการเลือกตั้งปี 2569 อาจยังประกาศอย่างเป็นทางการไม่ครบ 100% แต่ภาพรวมที่ปรากฏในหลายจังหวัดของภาคเหนือตอนบนเริ่มชัดว่า ‘พรรคสีน้ำเงิน’ และ...

ฉีดสารพิษจากยอดเขา ไร่หมุนเวียน วิถีชีวิต ระบบนิเวศพัง บทเรียนเหมืองแร่แรร์เอิร์ธจากคะฉิ่นที่จีนคุมเกม

เรื่อง: กุลธิดา กระจ่างกุล “พวกเขาฉีดสารเคมีจากยอดเขา แล้วปล่อยทุกอย่างไหลลงมา ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะคนใดคนหนึ่ง แต่คือปัญหาสังคมในระดับชุมชน ที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับเหมือง”  นี่คือคำนิยามของผลกระทบจากเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในมุมมองของ...