
กรณีการปรับปรุงเส้นทางในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวมฝั่งขวา จ.แม่ฮ่องสอน กลายเป็นประเด็นระดับประเทศในสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังหน่วยงานรัฐดำเนินคดีและตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงอดีตหัวหน้าเขตฯ จากรายงานวันที่ 19-20 กุมภาพันธ์ 2569 พบการปรับพื้นที่-ตัดไม้ตลอดแนวราว 7.8 กิโลเมตร ตรวจพบไม้ถูกตัด 329 ท่อน พร้อมแจ้งความและสอบสวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันชาวบ้านบางส่วนถูกกล่าวหาว่าพัวพันการตัดไม้ในพื้นที่อนุรักษ์
ต่อมา 24 กุมภาพันธ์ 2569 รมว.ทรัพยากรฯ ระบุว่า ตรวจโทรศัพท์อดีตหัวหน้าเขตฯ พบการพูดคุยเรื่องขนแร่พลวงผ่านเส้นทางดังกล่าว ทำให้ตำรวจตั้งข้อสงสัยว่าอาจเชื่อมโยงขบวนการค้าแร่เถื่อนจากฝั่งเมียนมา รัฐย้ำใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่พร้อมพิจารณาผ่อนผันหากเป็นความจำเป็นของชาวบ้าน โดยต้องทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง
ด้านชุมชนยืนยันว่าเส้นทางนี้เป็นทางสัญจรเดิม โดยเฉพาะฤดูฝนที่ถนนหลักใช้ไม่ได้ การปรับปรุงเพื่อย่นเวลาเดินทางเหลือราว 30 นาที ให้เข้าถึงโรงพยาบาล โรงเรียน ตลาด และบริการขั้นพื้นฐานได้ทันเวลา สะท้อนรอยปะทะเชิงโครงสร้างระหว่าง ‘กฎหมายอนุรักษ์’ กับ ‘สิทธิขั้นพื้นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์’ ภายใต้ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ 2568 คำถามคือไทยจะถ่วงดุลการคุ้มครองป่ากับสิทธิในการดำรงชีวิตอย่างไร
จังหวัดป่า 85% รายได้ต่ำสุดประเทศ

แม่ฮ่องสอนมีพื้นที่ป่ากว่า 85% ของจังหวัด และมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์สูงที่สุดในประเทศถึง 14 กลุ่มชาติพันธุ์ ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำที่สุดในประเทศไทย
ชุมชนจำนวนมากตั้งถิ่นฐานมาก่อนการประกาศเขตอนุรักษ์ แต่กลับไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน ถูกจำกัดการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน และต้องเผชิญข้อกล่าวหา ‘บุกรุกป่า’ ภายใต้วาทกรรมการอนุรักษ์
พชร คำชำนาญ ผู้ช่วยผู้อำนวยการมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ ให้สัมภาษณ์กับ Lanner ว่า กรณีแม่ยวมสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบกฎหมายและแนวคิดการอนุรักษ์ของรัฐ
“การมีถนนที่มีคุณภาพสักเส้น เป็นฐานของการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างเท่าเทียมของประชาชนทุกกลุ่ม แต่เมื่อพื้นที่ถูกประกาศทับเป็นเขตป่าอนุรักษ์ ความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำก็เกิดขึ้นภายใต้วาทกรรม ‘การอนุรักษ์’ ซึ่งไม่รู้ว่าเพื่อใคร”

พชรระบุว่า การคัดค้านการพัฒนาสาธารณูปโภคของชุมชนชาติพันธุ์ในครั้งนี้ ซึ่งมีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งกันเองของข้าราชการระดับสูงในสังกัดกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช สะท้อนว่าแม้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 จะมีผลบังคับใช้แล้ว แต่เจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนยังไม่ปรับวิธีคิดให้เห็นความเป็นมนุษย์ของกลุ่มชาติพันธุ์
กฎหมายชาติพันธุ์ เขียนสิทธิไว้ครบ แต่ยังไม่ทำงาน
พชรอธิบายว่า ในพระราชบัญญัติฯ ปี 2568 ได้บัญญัติสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ไว้อย่างครอบคลุมในหมวดบททั่วไป ทั้งสิทธิในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิในการอนุรักษ์วัฒนธรรม การศึกษา การดำรงชีวิตและพัฒนาตนเองอย่างเสรี สิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและมีส่วนร่วม รวมถึงสิทธิในการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน
มาตรา 12 ระบุชัดว่า “กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิในการเข้าถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน การบริการของรัฐและสวัสดิการสังคมที่มีคุณภาพ อย่างเสมอภาค ทั่วถึง และเป็นธรรม เพื่อการดำรงชีวิตอย่างปกติสุข”
บทบัญญัติดังกล่าวยังสอดรับกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 56 ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องจัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึงตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน
“ความต่างสำคัญคือ กฎหมายชาติพันธุ์ระบุชัดว่าเป็น ‘กลุ่มชาติพันธุ์’ ไม่ใช่เพียง ‘ประชาชน’ ทั่วไป และเขียนสิทธิไว้ในหมวดบททั่วไปโดยไม่ถูกตัดทอน” พชรกล่าว พร้อมตั้งคำถามว่า หากถนนคือเงื่อนไขของการเข้าถึงสิทธิพื้นฐาน เหตุใดการพัฒนาดังกล่าวจึงถูกคัดค้านอย่างแข็งขันราวกับเป็นภัยร้ายแรงต่อการอนุรักษ์
เขามองว่าปัญหานี้คือความทับซ้อนของกฎหมายสองชุดที่ตั้งอยู่บนฐานคิดต่างกัน กฎหมายป่าไม้ปี 2562 มุ่งคุ้มครองพื้นที่อย่างเข้มงวด ขณะที่กฎหมายชาติพันธุ์มุ่งรับรองสิทธิของผู้คนที่อยู่กับป่า หากรัฐยังมองเห็นแต่ ‘พื้นที่ป่า’ โดยไม่เห็น ‘คนในป่า’ กฎหมายใหม่ก็อาจไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ
คณะกรรมการชาติยังไม่เคยประชุม
อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม คือกลไกตามกฎหมายชาติพันธุ์ โดยเฉพาะ ‘คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์’ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่ง และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมร่วมเป็นรองประธาน
พชรระบุว่า กรณีแม่ยวมควรถูกยื่นร้องเรียนเข้าสู่คณะกรรมการระดับชาติชุดนี้โดยเร่งด่วน เพราะเป็นกรณีที่อาจเข้าข่ายการกีดกันสิทธิด้านสาธารณูปโภคและสิทธิพื้นฐานอื่นๆ ตามที่กฎหมายรับรอง
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่กฎหมายมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 คณะกรรมการชุดดังกล่าวยังไม่เคยประชุมแม้แต่ครั้งเดียว แม้รัฐบาลรักษาการจะยังสามารถประชุมคณะรัฐมนตรีและออกมติได้ตามปกติ
“ทำไมการเร่งจัดประชุมเพื่อพิจารณาการละเมิดสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์จึงเป็นเรื่องยากเย็น ทั้งที่กฎหมายมีผลใช้แล้ว”
มากกว่าถนน คือบททดสอบระบบกฎหมายไทย

พชรเรียกร้องให้มีการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์โดยเร่งด่วน เพื่อพิจารณามาตรการแก้ไขปัญหา และยุติการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งในเชิงนโยบายและในพื้นที่สาธารณะ
กรณีแม่ยวมจึงไม่ใช่เพียงความขัดแย้งเรื่องถนน แต่เป็นบททดสอบสำคัญของระบบกฎหมายไทย ว่าจะสามารถทำให้การคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติเดินไปพร้อมกับการคุ้มครองศักดิ์ศรีและสิทธิขั้นพื้นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ได้จริงหรือไม่
เพราะในจังหวัดที่มีป่ากว่า 85% และมีรายได้เฉลี่ยต่ำที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ คำถามอาจไม่ใช่จะเลือก ‘ป่า’ หรือ ‘คน’ หากคือจะออกแบบกติกาอย่างไรไม่ให้การอนุรักษ์กลายเป็นกำแพงกีดกันประชาชนออกจากสิทธิพื้นฐานของตนเองอีกต่อไป
