เรื่อง: ปรัชญา ไชยแก้ว
หากกางแผนที่ผลเลือกตั้งปี 2569 ในภาคเหนือตอนบน 9 จังหวัด แล้วไล่สายตาจากแม่ฮ่องสอนลงมาถึงอุตรดิตถ์ ภาพที่เห็นชัดคือ สีแดงของพรรคเพื่อไทยแทบไม่เหลือพื้นที่ปักหมุดในสนาม ส.ส. เขต จากทั้งหมด 37 เขตเลือกตั้ง
ในภูมิภาคที่นับตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมาเคยถูกมองว่าเป็น ‘เมืองหลวงของเพื่อไทย’ วันนี้พรรคเหลือที่นั่งเพียงหยิบมือ รวมแค่ 3 เขต ได้แก่ เชียงราย 2 เขต และ อุตรดิตถ์ 1 เขต ขณะที่จังหวัดอื่นไม่สามารถคว้าที่นั่งได้เลยแม้แต่เขตเดียว

ตัวเลขเหล่านี้อาจดูเป็นเพียงสถิติหลังการเลือกตั้ง แต่หากย้อนกลับไปมองเส้นทางการเมืองเมื่อ 20 ปีก่อน แล้วหันกลับมามองปัจจุบัน มันสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากยุค ‘รุ่งโรจน์’ ของพรรคไทยรักไทยที่เคยเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากหลายสมัย มาสู่จังหวะของพรรคเพื่อไทยที่พ่ายแพ้ในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
และนี่อาจไม่ใช่แค่ความพ่ายแพ้ของการเลือกตั้งเพียงครั้งเดียว หากเป็นคำถามใหญ่ที่กำลังถูกโยนกลับไปยังพรรคเพื่อไทยว่า ในวันที่ภูมิทัศน์การเมืองเปลี่ยนไปแล้ว พรรคยังจะกลับมาเป็น พรรคในใจของคนภาคเหนืออย่างเช่นในอดีตได้อีกหรือไม่
จากยุครุ่งโรจน์ของไทยรักไทยถึงยุคที่ล่าถอยของเพื่อไทย
หากดูย้อนหลังตั้งแต่ปี 2544 ภาคเหนือตอนบนเป็นหนึ่งในสองฐานหลักของไทยรักไทยและพรรคในเครือสายเดียวกันเสมอมา คู่กับภาคอีสาน ผศ.ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า หลายจังหวัดเคยเป็นสีแดงทั้งจังหวัดอย่างแทบไม่มีคู่แข่งจริงจัง แม้หลังรัฐประหาร 2549 หรือ 2557 แม้จะมีแรงกดดันจากโครงสร้างรัฐและกติกาใหม่ พรรคก็ยังรักษาฐานเสียงไว้ได้พอสมควร
จุดเปลี่ยนเริ่มเห็นชัดในปี 2566 เมื่อพรรคสีส้มหรือพรรคก้าวไกลในขณะนั้นเริ่มเจาะฐานเสียงเมืองใหญ่ โดยเฉพาะเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง และเชียงราย แต่ถึงอย่างนั้น เพื่อไทยก็ยังเหลือพื้นที่พอให้ยืนได้ ยังมีจังหวัดที่ครองหลายเขต และยังไม่ถูกเบียดจนหายไปจากแผนที่การเมือง
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งรอบล่าสุดต่างออกไป ณัฐกรชี้ว่า การลดลงครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการแพ้เฉพาะตัวบุคคล หากเป็นการหดตัวของกระแสพรรคเอง เพราะเมื่อดูคะแนนบัญชีรายชื่อในหลายจังหวัด จะเห็นแนวโน้มชัดว่าคะแนนของเพื่อไทยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยในพื้นที่เหนือตอนบน 9 จังหวัด มีเพียงเขตเดียวเท่านั้นที่คะแนนบัญชีรายชื่อนำ คือ จังหวัดแพร่ เขต 3
“ในอดีต กระแสพรรคพาผู้สมัครชนะได้ ต่อให้ผู้สมัครไม่ได้มีเครือข่ายแน่นมาก แต่รอบนี้กลับกัน ผู้สมัครของเพื่อไทยต้องแข็งแรงด้วยตัวเอง”
ความเปลี่ยนแปลงนี้สำคัญ เพราะสะท้อนว่าความสัมพันธ์เชิงอุดมการณ์ระหว่างพรรคกับฐานเสียงเริ่มคลายตัว และเมื่อกระแสพรรคไม่สามารถหนุนผู้สมัครได้เหมือนเดิม คำถามต่อไปคือ คะแนนที่ไหลออกจากเพื่อไทยนั้นกำลังไหลไปทางใด และสะท้อนอะไรต่อภูมิทัศน์ฝ่ายประชาธิปไตยในภาคเหนือ
คะแนนที่หดไป ไม่ได้หายไปไหน แต่ส่งใจไปพรรคอื่น
สิ่งที่น่าสนใจคือ คะแนนที่หายไปจากพรรคเพื่อไทยไม่ได้หายไปจากฝ่ายประชาธิปไตยทั้งหมด หากแต่เกิดการย้ายขั้วภายในฝ่ายเดียวกัน
ณัฐกร มองว่า คะแนนส่วนหนึ่งไหลไปยังพรรคประชาชน ซึ่งถูกมองว่ามีจุดยืนชัดเจนกว่าในประเด็นประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะหลังการจัดตั้งรัฐบาลปี 2566 ที่เพื่อไทยเลือกจับมือกับพรรคที่เคยอยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างพรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ
“คนที่เคยเลือกเพื่อไทยเพราะอุดมการณ์ประชาธิปไตย พอเห็นพรรคประนีประนอมกับฝ่ายเดิม ความเชื่อมั่นบางส่วนก็สั่นคลอน” เขากล่าว
อีกปัจจัยหนึ่งคือผลงานของรัฐบาล ซึ่งประชาชนจำนวนไม่น้อยยังไม่เห็นผลลัพธ์เชิงรูปธรรมของนโยบายสำคัญ เช่น โครงการ Digital Wallet หรือมาตรการเศรษฐกิจอื่นๆ ข้อจำกัดของรัฐบาลผสมที่ต้องประคับประคองหลายพรรค ทำให้ภาพลักษณ์ของเพื่อไทยในฐานะ ‘พรรคที่ผลักดันนโยบายได้จริง’ ถูกตั้งคำถาม
เมื่อจุดยืนทางการเมืองไม่ชัดเท่าเดิม และผลงานยังไม่ปรากฏเป็นรูปธรรม ความได้เปรียบเชิงกระแสจึงลดลง และเปิดพื้นที่ให้พรรคอื่นเข้ามาแทนที่ในฐานะตัวแทนใหม่ของฝ่ายประชาธิปไตยในสายตาผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางส่วน
การเมืองแบบคู่ขนาน 1 คน 2 ใจ ‘ชนะ อบจ. แต่แพ้ สส.’
แม้พรรคเพื่อไทยจะยังสามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ได้ในหลายจังหวัดของภาคเหนือตอนบน แต่ผลลัพธ์ดังกล่าวไม่ได้แปลว่าจะสามารถรักษาฐานเสียงในการเลือกตั้งระดับชาติได้เสมอไป
ณัฐกร อธิบายว่า พฤติกรรมของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติกำลังเคลื่อนไปในลักษณะคู่ขนานกล่าวคือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจใช้เกณฑ์คนละชุดในการตัดสินใจ
การเลือกนายก อบจ. มักพิจารณาเรื่องศักยภาพในการบริหาร ความสามารถในการเชื่อมโยงงบประมาณจากส่วนกลาง และความต่อเนื่องในการพัฒนาพื้นที่ โดยเฉพาะในจังหวะที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนหนึ่งย่อมมองว่าการเลือกผู้บริหารท้องถิ่นจากฝ่ายรัฐบาลอาจเอื้อต่อการทำงานในพื้นที่ เนื่องจากในช่วงที่มีการเลือก อบจ. ในขณะนั้นพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล

“คนจำนวนหนึ่งเลือกนายก อบจ. เพราะมองว่าเป็นฝ่ายรัฐบาล จะได้บริหารงานง่าย เข้าถึงงบประมาณได้ แต่พอถึงการเลือกตั้งระดับชาติ วิธีคิดอาจเปลี่ยนไป เป็นการเลือกตามอุดมการณ์หรือทิศทางประเทศที่ต้องการ” เขากล่าว
ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดในจังหวัดอย่างแพร่ น่าน เชียงใหม่ และลำปาง ซึ่งพรรคเพื่อไทยสามารถคว้าชัยชนะในระดับ อบจ. และมีเครือข่ายสมาชิกสภาจังหวัด (ส.จ.) จำนวนมาก แต่เมื่อถึงการเลือกตั้ง สส. ล่าสุด กลับไม่สามารถแปลงฐานอำนาจท้องถิ่นเหล่านั้นให้กลายเป็นชัยชนะในระดับชาติได้
ณัฐกรมองว่า สิ่งนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรมทางการเมือง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเริ่มแยกการตัดสินใจระหว่างการเลือกคนในระดับพื้นที่ กับการเลือกพรรคในระดับชาติ อย่างชัดเจนมากขึ้น ความสำเร็จในสนามหนึ่งจึงไม่การันตีชัยชนะในอีกสนามหนึ่งเหมือนในอดีต
‘เชียงราย-ลำพูน’ เมื่อท้องถิ่นเชื่อมระดับชาติ บทเรียนที่พรรคเพื่อไทยยังไปไม่ถึง
แม้จะพูดถึงการเมืองแบบคู่ขนานว่า การชนะระดับท้องถิ่นไม่การันตีชัยชนะระดับชาติ แต่ในบางจังหวัด ความเชื่อมโยงระหว่างสองระดับยังทำงานอย่างมีนัยสำคัญ
ตัวอย่างสำคัญคือจังหวัดเชียงราย ซึ่งนายก อบจ. ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายพรรคภูมิใจไทย มีบทบาทสำคัญในการวางฐานคะแนนเสียงในพื้นที่ ส่งผลให้พรรคสามารถคว้าชัยชนะได้หลายเขต และในบางเขตยังมีความเชื่อมโยงทางเครือญาติหรือเครือข่ายการเมืองท้องถิ่นอย่างชัดเจน กรณีนี้สะท้อนว่า เครือข่ายท้องถิ่นยังคงมีพลัง หากสามารถประสานกับกระแสพรรคและโครงสร้างพื้นที่ได้อย่างลงตัว

ในทำนองเดียวกัน จังหวัดลำพูนกลายเป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจ พรรคประชาชนสามารถคว้าชัยชนะได้ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ มีทั้งนายก อบจ. และ สส. จากพรรคเดียวกัน ส่งผลให้เกิดการปักฐานทางการเมืองอย่างเป็นเอกภาพในพื้นที่
“ลำพูนเป็นกรณีที่ชัดเจนที่สุด ที่พรรคเดียวกันสามารถชนะทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ซึ่งลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยในจังหวัดอื่น” ณัฐกรอธิบาย
สองกรณีนี้ชี้ให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองท้องถิ่นกับระดับชาติไม่ได้ขาดออกจากกันทั้งหมด หากแต่ทำงานต่างรูปแบบในแต่ละพื้นที่ บางจังหวัดโครงสร้างเดิมยังหนุนพรรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ในอีกหลายจังหวัด ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเริ่มแยกการตัดสินใจออกจากกันอย่างชัดเจน
ปิดฉากตระกูลการเมืองที่เติบโตมากับพรรคเพื่อไทย
การที่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถคว้าชัยชนะได้แบบถล่มทลายเหมือนในอดีต ไม่ได้ส่งผลเพียงต่อจำนวนที่นั่งในสภา แต่ยังสะเทือนถึงตระกูลการเมืองหลายตระกูลที่เติบโตมากับยุครุ่งเรืองของไทยรักไทย–พลังประชาชน–เพื่อไทย
ณัฐกร มองว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ความพ่ายแพ้ของพรรค แต่เป็นจุดเปลี่ยนของโครงสร้างการเมืองแบบหนึ่งที่เคยทำงานได้ดีในภาคเหนือตอนบน ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา นักการเมืองจำนวนไม่น้อยสามารถรักษาอำนาจได้ต่อเนื่อง เพราะอยู่ในคลื่นความนิยมของพรรคที่แข็งแรง
“หลายคนชนะมาหลายสมัย เพราะอยู่ในคลื่นที่แรง พอคลื่นตก ทุกอย่างก็เห็นชัดขึ้น”
เมื่อกระแสพรรคถดถอย ความแข็งแรงเฉพาะตัวของนักการเมืองแต่ละคนจึงถูกทดสอบอย่างจริงจัง ในหลายจังหวัด นักการเมืองหน้าเดิมที่เคยเป็น สส. หลายสมัย ถูกผู้สมัครหน้าใหม่จากพรรคประชาชนโค่นลงได้ แม้ฝ่ายหลังจะไม่ได้มีทุนหรือเครือข่ายใหญ่โตเท่าเดิม แต่ใช้วิธีลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องและอาศัยกระแสการเมืองที่เปลี่ยนไป
ปรากฏการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นในเชียงใหม่ น่าน ลำปาง และอีกหลายพื้นที่ สะท้อนว่าขาลงของพรรคเพื่อไทยเกิดควบคู่กับ ‘ขาลงของตระกูลการเมืองเดิม’ ที่เคยผูกติดกับความนิยมของพรรคมาอย่างยาวนาน
‘ยกเครื่องเพื่อไทย’ ที่ยังไม่ได้ใจประชาชน
ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุดการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยพยายาม ‘ยกเครื่อง’ อย่างจริงจังทั้งในระดับยุทธศาสตร์และตัวบุคคล มีการคัดเลือกผู้สมัครรุ่นใหม่เข้ามาแทนที่นักการเมืองรุ่นเดิมหลายพื้นที่ ผู้สมัครจำนวนไม่น้อยมีภาพลักษณ์มืออาชีพ เช่น แพทย์ นักธุรกิจ หรือคนทำงานในท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนความพยายามของพรรคในการปรับตัวและลดภาพจำการเมืองแบบเก่า อย่างไรก็ตาม ผลเลือกตั้งสะท้อนว่า การปรับตัวเชิงบุคคลเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ

“ต่อให้เอาคนรุ่นใหม่ โปรไฟล์ดี มีภาพลักษณ์ดีเข้ามา แต่ถ้ากระแสพรรคไม่เอื้อ ก็ไม่สามารถพาผู้สมัครชนะได้ แสดงว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความเชื่อมั่นต่อพรรคโดยรวม”
ณัฐกรชี้ว่า พรรคมีวิธีคัดเลือกผู้สมัครแตกต่างกันระหว่างพื้นที่เมืองและชนบท ในเมืองเน้นภาพลักษณ์มืออาชีพ ในชนบทเน้นเครือข่ายพื้นที่ แต่จากผลการเลือกตั้ง พบว่า แม้ในพื้นที่ชนบทซึ่งเคยเป็นฐานเสียงสำคัญ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็ไม่ได้ลงคะแนนให้ผู้สมัครของเพื่อไทยแบบเดิมอีกต่อไป
เขามองว่า สัญญาณการเปลี่ยนผ่านไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หากเริ่มเห็นมาตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งขณะนั้นพรรคยังพอรักษาที่นั่งไว้ได้ในบางจังหวัด เช่น เชียงใหม่ แพร่ น่าน และเชียงราย แม้จำนวนจะลดลง แต่ยังมีลมหายใจอยู่
ทว่าในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด หลายจังหวัดที่เคยเป็นฐานหลัก เช่น แพร่ น่าน และลำปาง สูญเสียที่นั่งทั้งหมด ขณะที่เชียงรายซึ่งเคยได้ถึง 4 จาก 7 เขตในปี 2566 เหลือเพียง 2 เขต ภาพนี้จึงไม่ใช่เพียงการลดลงชั่วคราว แต่สะท้อนการหดตัวในระดับภูมิภาค
“สัญญาณมันเริ่มมาตั้งแต่ปี 2566 แล้ว และมาแสดงผลชัดเจนในครั้งนี้ ว่าพรรคที่เคยเป็นพรรคหลักในพื้นที่ ถูกท้าทายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะจากพรรคประชาชนในฐานะตัวแทนใหม่ของฝ่ายประชาธิปไตย”
แม้พรรคจะปรับโครงสร้าง เปลี่ยนผู้นำ และปรับยุทธศาสตร์หลายครั้ง แต่ความพยายามเหล่านั้นยังไม่สามารถฟื้นความเชื่อมั่นที่เคยสั่งสมมาได้เต็มที่
“พรรคทำหลายอย่างแล้ว แต่ผลลัพธ์ยังไม่กลับมาเหมือนเดิม แสดงว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาเชิงยุทธศาสตร์ระยะสั้น หากเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของฐานเสียง”
บทสรุปเพื่อไทยกับผลเลือกตั้งภาคเหนือตอนบน ‘สัญญาณเตือน มากกว่าคำตัดสิน’
ในอีกมุมหนึ่ง ถิรายุส์ บำบัด คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา เห็นว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ยังไม่อาจสรุปได้ว่าเพื่อไทย ‘แพ้แล้ว’ ในภาคเหนือตอนบน หากควรถูกอ่านในฐานะสัญญาณเตือนมากกว่าการปิดฉากฐานทางการเมืองเดิม
ถิรายุส์ชี้ว่า หากพิจารณาคะแนนบัญชีรายชื่อ แม้พรรคประชาชนจะมาเป็นอันดับหนึ่งในหลายจังหวัด แต่เพื่อไทยยังมาเป็นอันดับสอง และยังมีคะแนนรวมในระดับที่ไม่ถือว่าน้อย
“ถ้าดูจากคะแนนบัญชีรายชื่อ แม้พรรคประชาชนมาอันดับหนึ่ง แต่พรรคเพื่อไทยมาอันดับสอง ซึ่งถือว่าไม่ได้น้อยเลย ถ้ามองในระดับทั้ง 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน (ยกเว้นจังหวัดพะเยา) มันยังสะท้อนว่าฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยยังคงอยู่” เขากล่าว
จากคำกล่าวของ ถิรายุส์ ภาคเหนือตอนบนยังไม่ใช่พื้นที่ที่เพื่อไทยถูกปิดประตูตาย หากเป็นพื้นที่ที่การแข่งขันสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และพรรคไม่สามารถพึ่งพาความรุ่งโรจน์ทางการเมืองในอดีตได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม ถิรายุส์เตือนว่า หากแนวโน้มเช่นนี้ยังดำเนินต่อไปอีกหนึ่งรอบเลือกตั้ง คำถามเรื่องการสูญเสียฐานที่มั่นอาจไม่ใช่เพียงสมมติฐาน
“ถ้าการเลือกตั้งรอบหน้ายังเป็นแบบนี้อยู่ ผมคิดว่าแนวโน้มที่พรรคเพื่อไทยจะสูญเสียพื้นที่ในภาคเหนือตอนบน อาจกลายเป็นความจริงได้”
ท้ายที่สุด ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนผู้แทนในบางเขต หากเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านในระดับโครงสร้าง ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองกับเครือข่ายท้องถิ่น และความคาดหวังของประชาชนต่อบทบาทของผู้แทน
คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า เพื่อไทยจะแพ้หรือชนะในรอบหน้าเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่า พรรคจะนิยามบทบาทของตนเองใหม่อย่างไร ในภูมิภาคที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น ‘เมืองหลวง ทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย’ และจะสามารถฟื้นความเชื่อมั่นได้หรือไม่ ในวันที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเริ่มใช้เหตุผลคนละชุดในการตัดสินใจทางการเมือง
