เรื่อง: กุลธิดา กระจ่างกุล
การเลือกตั้งในเมียนมาระหว่างปลายเดือนธันวาคม 2025 ถึง 25 มกราคม 2026 จัดขึ้นโดยรัฐบาลทหารภายใต้สภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) ท่ามกลางสงครามกลางเมือง หลายพื้นที่ไม่สามารถลงคะแนน พรรคฝ่ายค้านหลักถูกยุบ และนักการเมืองจำนวนมากยังถูกคุมขัง จนถูกวิจารณ์ว่าไม่เป็นการเลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม สำหรับรัฐบาลทหาร การเลือกตั้งยังทำหน้าที่เป็น ‘ความชอบธรรมขั้นต่ำ’ เพื่ออ้างความต่อเนื่องของรัฐ และสร้างสถานะของ ‘รัฐคู่เจรจา’ ในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในห่วงโซ่อุปทานของทรัพยากรยุทธศาสตร์อย่างแร่แรร์เอิร์ธและแร่วิกฤต ซึ่งกำลังเป็นจุดตัดของการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ
ผลอย่างเป็นทางการระบุว่า พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งใกล้ชิดกองทัพ ชนะ 231 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร และ 108 ที่นั่งในสภาชาติพันธุ์ หลังพรรค NLD และพรรคอื่นกว่า 40 พรรคถูกยุบ พร้อมการเปลี่ยนระบบเลือกตั้งเป็นแบบสัดส่วน (PR) ที่ถูกมองว่าเอื้อต่อการรักษาอิทธิพลของกองทัพ ขณะที่พื้นที่รัฐคะฉิ่นและรัฐฉาน ซึ่งเป็นแหล่งผลิตแร่แรร์เอิร์ธสำคัญ ยังคงเชื่อมโยงกับทั้งเศรษฐกิจความขัดแย้ง เส้นทางการค้าข้ามแดน และผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงไทยผ่านลุ่มน้ำสำคัญ นักวิจัยสิ่งแวดล้อมอิสระชาวเมียนมานามสมมติ ‘เฮมา’ ระบุว่า รัฐบาลทหารสามารถจัดเลือกตั้งได้เพียงประมาณหนึ่งในห้าของประเทศ ทำให้การเลือกตั้งถูกมองเป็นพิธีกรรมทางกฎหมาย เพื่อสร้างภาพความชอบธรรม มากกว่าจะสะท้อนเจตจำนงของประชาชนในพื้นที่ขัดแย้ง
ปฏิกิริยาของนานาชาติสะท้อนแรงดึงระหว่างภูมิรัฐศาสตร์และทรัพยากร จีนสนับสนุนการเลือกตั้งโดยเน้นเสถียรภาพชายแดนเพื่อให้ห่วงโซ่อุปทานแร่ดำเนินต่อไป ขณะที่สหรัฐฯ และพันธมิตรปฏิเสธผลการเลือกตั้งและใช้มาตรการคว่ำบาตร ส่วนอาเซียนยังไม่มีจุดยืนร่วมที่ชัดเจน ท่ามกลางความพยายามรักษาสมดุลระหว่างแรงกดดันระหว่างประเทศกับข้อจำกัดทางการเมืองในภูมิภาค ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลทหารต้องเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างหนัก หลังเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ลดลงถึง 74% นับตั้งแต่รัฐประหาร ทำให้แรร์เอิร์ธถูกยกระดับเป็นทั้งแหล่งรายได้หลักและเครื่องมือสร้างอำนาจต่อรอง
แต่ความพยายามรวมศูนย์ทรัพยากรชนกับความจริงในพื้นที่ เพราะเหมืองจำนวนมากอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังชาติพันธุ์ โดยเฉพาะกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) และกองกำลังสหรัฐว้า (UWSA) ซึ่งมองว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ และใช้ทรัพยากรเป็นฐานอำนาจของตนเอง
“หลังการเลือกตั้ง การจัดการแรร์เอิร์ธจะยิ่งกระจัดกระจาย ไม่ใช่แค่เพราะสงคราม แต่เพราะทรัพยากรกลายเป็นอำนาจต่อรองของแต่ละกองกำลังโดยตรง” เฮมากล่าว พร้อมชี้ว่า แรร์เอิร์ธไม่ได้ถูกกำกับผ่านรัฐส่วนกลางอีกต่อไป หากกลายเป็นแกนกลางของ ‘เศรษฐกิจความขัดแย้ง’ ที่ผู้ควบคุมทรัพยากรย่อมมีอำนาจต่อรองทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และอนาคตของพื้นที่ขัดแย้งนั้นเอง
เม็ดเงินจากเส้นเลือดใหญ่สีเขียว ท่อน้ำเลี้ยงสมรภูมิรบ และพลังงานสะอาดจากทุนเทาที่แลกมาด้วยผืนป่าเมียนมา
ลึกลงไปใต้ผืนป่าของรัฐคะฉิ่นและรัฐฉาน ร่องรอยสีเขียวเข้มในภาพถ่ายดาวเทียมไม่ใช่เพียงบาดแผลของภูมิประเทศ หากคือ ‘เส้นเลือดใหญ่’ ของอุตสาหกรรมแรร์เอิร์ธที่หล่อเลี้ยงทั้งสงครามกลางเมืองและเศรษฐกิจพลังงานสีเขียวของโลกไปพร้อมกัน
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เมียนมาได้ก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิต แร่หายากหนัก (Heavy Rare Earth Elements – HREE) รายใหญ่ โดยครองส่วนแบ่งตลาดราว 16% ของโลก รายงาน ‘Conflict Economy – Five Key Insights into Myanmar’s Rare Earth’ ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2017 ที่จีนเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศ เมียนมากลายเป็นแหล่งจัดหาหลัก คิดเป็นเกือบ 2 ใน 3 เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม และยุทโธปกรณ์สมัยใหม่

ระหว่างปี 2017–2024 เมียนมาส่งออกแรร์เอิร์ธไปจีนมูลค่ากว่า 4.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 85% ของมูลค่านี้เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร ปริมาณแร่รวมราว 170,000 ตัน หรือเทียบเท่าน้ำหนักหอไอเฟล 23 หลัง เพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนรัฐประหาร

ด้วยความโปร่งใสที่ต่ำกลายเป็นช่องโหว่ให้บริษัทต่างชาติบางแห่ง เช่นจากออสเตรเลีย ยังคงดำเนินกิจการได้ท่ามกลางมาตรการคว่ำบาตร โดยเฉพาะในเขตพิเศษคะฉิ่น 1 ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญ ในพื้นที่ ชิพเว (Chipwi) และ โมมอก (Momauk) กิจกรรมเหมืองเติบโตถึง 194% เฉพาะชิพเวแห่งเดียวมีจำนวนเหมืองพุ่งจาก 100 แห่งเป็น 357 แห่ง พร้อมหลุมชะละลายแร่แบบ in-situ leaching ที่เพิ่มขึ้นกว่า 2,500 หลุม หรือเติบโต 150% ครอบคลุม 13 ตำบล และกระทบหมู่บ้านไม่น้อยกว่า 36 แห่ง

รายงานจาก Stimson Center ระบุว่าพบเหมืองแรร์เอิร์ธอย่างน้อย 57 แห่งในลุ่มแม่น้ำ Nam Lwe ของรัฐว้า ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในเขตป่าต้นน้ำ สอดคล้องกับข้อมูลของ Shan Human Rights Foundation ที่พบเหมืองใหม่เพิ่มอย่างน้อย 19 แห่งในเขตควบคุมของกองกำลัง NDAA ทางตอนตะวันออกของรัฐฉาน ซึ่งเกือบทั้งหมดได้เริ่มเดินเครื่องดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว

การขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในเมียนมาไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลโดยตรงจากสงครามกลางเมืองที่ทวีความรุนแรง รายงานจาก The New York Times ระบุว่าความขัดแย้งที่ยืดเยื้อจากการกดปราบของกองทัพ ได้ผลักดันให้ทั้งกลุ่มชาติพันธุ์และฝ่ายประชาธิปไตยต้องจับอาวุธต่อสู้ ภายใต้สภาวะที่ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ทุกฝ่ายจึงหันเข้าหา ‘เศรษฐกิจนอกระบบ’ เพื่อหาทุนหล่อเลี้ยงกองทัพและฐานอำนาจของตน
กิจกรรมนอกระบบที่ขยายตัวในพื้นที่เหมืองไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสกัดทรัพยากร หากยังเชื่อมโยงกับธุรกิจผิดกฎหมายหลากหลายประเภท ตั้งแต่การผลิตและค้ายาเสพติดสังเคราะห์ การปลูกฝิ่น การลักลอบค้าสัตว์ป่า ไปจนถึงเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ข้ามชาติ ซึ่งหลายส่วนมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรรมจากจีนที่ย้ายฐานปฏิบัติการมายังพื้นที่ชายแดนของเมียนมา
“ทุกคนต้องการเงิน ทุกคนต้องการอาวุธ และแร่พวกนี้ก็คือเงินสดที่ขุดขึ้นมาจากดิน มันเหมือนสงครามอีกแบบ ไม่ใช่เสียงปืน แต่เป็นเสียงที่กัดกินผืนดิน” เฮมากล่าว พร้อมชี้ว่าแร่แรร์เอิร์ธได้กลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญของทั้งรัฐบาลทหารและกองกำลังติดอาวุธหลายฝ่ายในการจัดหาอาวุธและรักษาอำนาจ
รายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ระบุว่า เครือข่ายอาชญากรรมจากจีนมีบทบาทสำคัญในการขยายกิจกรรมผิดกฎหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังถูกปราบปรามภายในประเทศ ขณะที่รายงานของสถาบันวิจัยอาชญากรรมและความยุติธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNICRI) ชี้ว่าบริษัทจีนเป็นผู้ซื้อแรร์เอิร์ธรายสำคัญจากพื้นที่เหล่านี้ แม้กฎหมายเมียนมาจะห้ามชาวต่างชาติดำเนินกิจการเหมืองโดยตรง แต่ในทางปฏิบัติ บริษัทจีนยังคงมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่รัฐไม่สามารถควบคุมได้เต็มที่
ความย้อนแย้งนี้สะท้อนชัดผ่านข้อมูลการค้า แม้การส่งออกแรร์เอิร์ธจำนวนมากจะไม่ปรากฏในระบบทางการของเมียนมา แต่เอกสารศุลกากรของจีนกลับระบุแหล่งกำเนิดจากเมียนมาอย่างชัดเจน สอดคล้องกับข้อมูลที่พบว่ามูลค่าความคลาดเคลื่อนทางการค้าสะสมสูงกว่า 6.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยกว่า 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์เกิดขึ้นหลังการรัฐประหารปี 2021 ช่องว่างมหาศาลนี้ชี้ให้เห็นว่าทรัพยากรจำนวนมากกำลังไหลผ่านเครือข่ายนอกระบบ ท่ามกลางการแย่งชิงอำนาจของกองกำลังหลายฝ่าย ทั้งกองกำลังชาติพันธุ์ (EAOs) กองกำลังพิทักษ์ชายแดน และกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ ซึ่งนักวิเคราะห์จาก ISP ระบุว่ามีเครือข่ายผลประโยชน์ของจีนเป็นตัวแสดงสำคัญในสมการนี้
ผลที่ตามมาคือเศรษฐกิจนอกระบบของเมียนมากำลังเติบโตอย่างรวดเร็วและบ่อนเซาะโครงสร้างเศรษฐกิจในระบบ รายได้จากทรัพยากรถูกดึงออกจากระบบภาษี ขณะที่ประชาชนต้องเผชิญกับราคาสินค้าที่สูงขึ้น อัตราเงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ในบริบทนี้ แรร์เอิร์ธจึงไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรทางเศรษฐกิจ หากแต่กลายเป็นเชื้อเพลิงที่หล่อเลี้ยงทั้งเศรษฐกิจความขัดแย้งและโครงสร้างอำนาจที่ดำรงอยู่ท่ามกลางสงครามที่ยังไม่สิ้นสุด
วิกฤตสุขภาพ วิถีชีวิตพัง นิเวศล่มสลาย ราคาที่แรงงานต้องจ่ายจากมลพิษในห่วงโซ่แรร์เอิร์ธ
“มันแปลกนะ ที่โลกของเขาจะสะอาดขึ้นด้วยการทำให้โลกของเราตายลง แต่พอมองแม่น้ำบ้านตัวเองแล้วอยากถามว่า แล้วสิ่งแวดล้อมของพวกเราล่ะ ไม่ใช่โลกใบเดียวกันเหรอ?”
เฮมาเล่าว่า หลังการขยายตัวของเหมืองแร่จำนวนมากในปี 2021 หมู่บ้านของเธอเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ภูเขาที่เคยอุดมสมบูรณ์ถูกแทนที่ด้วยหลุมเจาะมหาศาลจากกระบวนการ ชะละลายในแหล่งแร่ (In-situ Leaching) ซึ่งเป็นการฉีดสารเคมีเข้มข้นอย่าง แอมโมเนียมซัลเฟต และ กรดออกซาลิก ลงใต้ดินเพื่อละลายแร่
แม้วิธีนี้จะไม่ต้องระเบิดหน้าดิน ทว่าสารเคมีอันตรายกลับรั่วไหลและซึมลึกเข้าสู่ชั้นน้ำใต้ดิน กลายเป็นมลพิษตกค้างที่ทำลายแหล่งน้ำธรรมชาติของชุมชนอย่างยากจะกำจัด สารพิษที่ไหลลงสู่แหล่งน้ำทำให้ลำห้วยที่เคยใช้ดื่มกินกลายเป็นน้ำขุ่นข้นที่มีกลิ่นกรดและฟองเคมี จนพืชพรรณและปลาสูญหายไป

มลพิษเหล่านี้บ่อนเซาะถึงฐานรากเศรษฐกิจท้องถิ่น พืชผลทางการเกษตรปนเปื้อนจนจนไม่สามารถส่งขายให้จีนได้ ขณะที่ปศุสัตว์ต้องล่มสลายลงจากน้ำที่ปนเปื้อนสารตะกั่วและโลหะหนัก
“คนข้างนอกพูดถึงมูลค่าแร่เป็นพันล้านดอลลาร์ แต่เราเห็นมันผ่านร่างกายของคนในหมู่บ้าน คนงานหลายคนต้องฉีดสารเคมีลงดินโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน บางคนใส่แค่หน้ากากผ้า บางคนไม่ใส่อะไรเลย พวกเขารู้แค่ว่าถ้าทำงานหนึ่งวันจะได้เงินหนึ่งวัน ไม่มีใครบอกผลระยะยาว”
ในขณะที่โลกมองเห็นมูลค่าแร่นับพันล้านดอลลาร์ ชาวบ้านกลับเห็นความสูญเสียผ่านร่างกาย แรงงานเหมืองซึ่งส่วนใหญ่เป็น ผู้พลัดถิ่นจากภัยสงครามภายในประเทศ (IDPs) ต้องทำงานท่ามกลางฝุ่นรังสีและกรดเข้มข้นโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันภัย (PPE) หลายคนเผชิญกับอาการไอเรื้อรัง หายใจติดขัด และผิวหนังลอกรุนแรงคล้ายถูกไฟลวก
สิ่งที่น่าสลดใจที่สุดคือกรณีแรงงานหญิงในหมู่บ้านที่ต้องแท้งลูก แม้แพทย์จะตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นผลจากสารเคมี แต่กลับไม่มีการสอบสวน เพราะเหมืองเหล่านี้ดำเนินงานท่ามกลางสุญญากาศทางกฎหมายภายใต้การควบคุมของกลุ่มอิทธิพลและทุนข้ามชาติ แรงงานเหล่านี้จึงติดอยู่ในกับดัก ‘แรงงานทาสสมัยใหม่’ (Modern Slavery) ที่ถูกขู่กรรโชกและเอารัดเอาเปรียบอย่างไร้ทางสู้
“เหมืองไม่ได้เอาแค่แร่ไป แต่มันเอาความมั่นคงของชุมชนไปด้วย คนหนุ่มหลายคนเริ่มเสพยาบ้า บางคนติดหนี้ บางคนหายไปกับเครือข่ายค้ามนุษย์ ความรุนแรงทางเพศก็เพิ่มสูงขึ้น ผู้หญิงในพื้นที่เหมืองมีความเสี่ยงมากขึ้น”
วิกฤตนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องสุขภาพ แต่มันคือการเปลี่ยนวิถีชีวิตทั้งระบบ เมื่อเงินสดและแรงงานต่างถิ่นหลั่งไหลเข้ามาอย่างไร้การกำกับดูแล ปัญหายาเสพติดและการค้ามนุษย์จึงระบาดหนัก ขณะที่ผู้หญิงเผชิญความเสี่ยงจากการคุกคามทางเพศและความรุนแรงในครอบครัว แต่ไม่มีใครกล้าแจ้งความต่อกลุ่มทุนที่คุมพื้นที่
เธอย้ำว่าผลกระทบจากเหมืองไม่ได้หยุดอยู่ที่หลุมชะละลายแร่ มันเข้าไปในปอดของคน เข้าไปในครรภ์ เข้าไปในความสัมพันธ์ของครอบครัว
“คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ใครควบคุมเหมือง แต่คือ ใครควบคุมความรับผิดชอบ”
เฮมาอธิบายว่าตราบใดที่สงครามยังดำเนินต่อไป และการเปลี่ยนผ่านพลังงานยังขาดความโปร่งใส เส้นเลือดใหญ่ของแรร์เอิร์ธจากเมียนมา ก็จะยังคงไหลเวียน หล่อเลี้ยงทั้งอนาคตสีเขียวของโลก และความมืดมนของพื้นที่ขัดแย้งไปพร้อมกัน
“สงครามไม่ได้มีแค่ในดินแดนที่ยึดกันไปมาแล้วเสร็จสิ้น มันอยู่ในแม่น้ำ อยู่ในดิน อยู่ในร่างกายของเรา และมันอาจอยู่ในแม่เหล็กที่อีกซีกโลกหนึ่งด้วย”
เสียงจากลุ่มน้ำ ‘เหยื่อ’ ของมลพิษไร้พรมแดน

ผลกระทบจากเหมืองแร่แรร์เอิร์ธไม่ได้หยุดอยู่ที่พรมแดนเมียนมา มลพิษเคมีจากพื้นที่ต้นน้ำค่อยๆ ไหลผ่านลำห้วย ก่อนหลอมรวมเข้าสู่แม่น้ำสายสำคัญของภูมิภาค ทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวิน คืบคลานเข้าสู่ประเทศไทยในรูปของสารพิษที่สะสมในตะกอนดิน แหล่งน้ำ และห่วงโซ่อาหารของชุมชนปลายน้ำ
แม่น้ำกก ซึ่งมีต้นกำเนิดจากรัฐฉานและไหลเข้าสู่ไทยที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนบรรจบแม่น้ำโขงที่เชียงราย เคยเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชนพื้นเมืองกว่า 12 กลุ่มและผู้คนนับล้าน แต่กำลังเผชิญความเสี่ยงจากน้ำเสียที่ปนเปื้อนโลหะหนัก เช่น สารหนู แคดเมียม แมงกานีส และตะกั่ว จากกระบวนการทำเหมืองแรร์เอิร์ธ ซึ่งอาจสร้างของเสียอันตรายมากถึง 2,000 ตันต่อการผลิตแร่เพียง 1 ตัน สารพิษเหล่านี้มักไม่ปรากฏชัดทันที หากแฝงมากับตะกอนที่พัดลงสู่พื้นที่ปลายน้ำ โดยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เตือนว่า ตะกอนเหล่านี้กำลังกลายเป็น ‘คลังเก็บโลหะหนัก’ ที่บ่อนทำลายความมั่นคงทางอาหารของชุมชนในระยะยาว
การประเมินของ Lanner ระบุว่า หากแม่น้ำกกไม่สามารถใช้งานได้เพียง 1 ปี จะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 1,300 ล้านบาท โดยภาคท่องเที่ยวได้รับผลกระทบสูงสุด รองลงมาคือภาคเกษตรและประมง สะท้อนว่ามลพิษไม่ได้ทำลายเพียงระบบนิเวศ แต่กำลังกัดกร่อนฐานเศรษฐกิจของชุมชนชายแดน
ในพื้นที่แม่สาย–ท่าขี้เหล็ก แม่น้ำสายและแม่น้ำรวกกำลังเผชิญภาวะตะกอนขุ่นเกินมาตรฐานจากเหมืองทองและแรร์เอิร์ธในรัฐฉานตะวันออก ก่อนที่สารแขวนลอยเหล่านี้จะไหลลงสู่แม่น้ำโขง ขณะที่พื้นที่เหมืองบนสันเขาในรัฐคะฉิ่นและรัฐฉานตอนบนกำลังปล่อยสารเคมีจากกระบวนการชะละลายแร่ซึมลงสู่ทางน้ำใต้ดินและไหลต่อไปยังแม่น้ำสาละวิน ส่งผลกระทบต่อชุมชนที่พึ่งพาการประมงและเกษตรกรรมริมน้ำทั้งสองฝั่งพรมแดน
“มันเป็นเรื่องของความต้องการของคนทั้งโลก คนซื้อก็ต้องการซื้อ ทำให้คนหาก็ต้องการหา เราเป็นเพียงเสียงเล็กๆ ที่อยู่ริมแม่น้ำสาละวิน”
ผู้ใหญ่บ้านชุมชนท่าตาฝั่ง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน สะท้อนว่ามลพิษที่ไหลผ่านลำน้ำเหล่านี้ ไม่ได้เป็นเพียงผลกระทบของกิจกรรมในพื้นที่หนึ่ง หากเป็นต้นทุนที่ชุมชนปลายน้ำต้องแบกรับจากห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงกับความต้องการของโลกทั้งระบบ
จากวิกฤตมลพิษที่เกิดขึ้น รัฐบาลไทยได้มอบหมายให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เป็นหน่วยงานหลักในการเฝ้าระวัง พร้อมจัดตั้งคณะอนุกรรมการระดับชาติเพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ระหว่างเดือนมีนาคมถึงกันยายน 2568 คพ. ได้ดำเนินแผนตรวจวัดคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกและลำน้ำสาขาอย่างต่อเนื่อง โดยเก็บตัวอย่างน้ำเดือนละ 2 ครั้ง และตัวอย่างตะกอนดินเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจสอบสารปนเปื้อนตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
ในระดับนโยบาย นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการการทำงานร่วมกัน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข และฝ่ายปกครอง ตั้งแต่การเฝ้าระวังสุขภาพประชาชน ไปจนถึงการสื่อสารข้อมูลคุณภาพน้ำ ขณะเดียวกัน ในระดับการทูต รองนายกรัฐมนตรีได้นำคณะเข้าหารือกับรัฐบาลเมียนมาเพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเหมืองในรัฐฉาน ซึ่งฝ่ายเมียนมายอมรับว่า เหมืองจำนวนหนึ่งเป็นเหมืองผิดกฎหมายในพื้นที่ที่รัฐควบคุมได้จำกัด และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในการตรวจสอบ
อย่างไรก็ตาม แม้รัฐจะขยับตัวผ่านกลไกเฝ้าระวังและการทูต แต่มาตรการที่มีอยู่ยังถูกตั้งคำถามจากภาคประชาชนและนักวิชาการ เนื่องจากยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการควบคุมการนำเข้าแร่ หรือตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบจากฝั่งเมียนมา ซึ่งเป็นต้นทางของมลพิษโดยตรง เสียงวิจารณ์จำนวนมากจึงมองว่า แนวทางของรัฐยังคงเป็นการตั้งรับที่ปลายเหตุ มากกว่าการจัดการที่ต้นทาง และทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า รัฐบาลไทยจะสามารถใช้เครื่องมือทางการทูตและนโยบายเศรษฐกิจเพื่อปกป้องสายน้ำและชีวิตของผู้คนริมแม่น้ำกกได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด ในระยะยาว
Green Colonialism: การเปลี่ยนผ่านสีเขียวที่ทิ้งสารพิษไว้เบื้องหลัง
ท่ามกลางความพยายามของโลกในการรับมือวิกฤตโลกร้อน แนวคิด Green Colonialism หรือ อาณานิคมสีเขียว กำลังเผยให้เห็นด้านมืดของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เมื่อประเทศมหาอำนาจเร่งแสวงหาแร่แรร์เอิร์ธเพื่อผลิตรถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด แต่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมกลับถูกผลักไปตกอยู่กับประเทศต้นทาง
รายงานของทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ความต้องการแร่แรร์เอิร์ธอาจเพิ่มขึ้นถึง 7 เท่าภายในปี 2040 อย่างไรก็ตาม ยิ่งแร่กลายเป็นทรัพยากรที่จำเป็นมากขึ้น การผลิตกลับยิ่งต้องใช้สารเคมี พลังงาน และน้ำในปริมาณมหาศาล เนื่องจากแหล่งแร่คุณภาพสูงลดลง ความเร่งด่วนในการ ‘กู้โลก’ จึงมักมาพร้อมการมองข้ามต้นทุนด้านสิทธิมนุษยชน และทำให้ความเสียหายต่อชุมชนต้นทางถูกมองเป็นเพียง ‘ต้นทุนที่ยอมรับได้’
ในบริบทนี้ การที่รัฐบาลไทยเร่งลงนามบันทึกความเข้าใจด้านแร่กับสหรัฐอเมริกา ภายใต้เหตุผลด้านความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ กำลังทำให้ประเทศอยู่ในสถานะสำคัญของห่วงโซ่อุปทานแร่จากพื้นที่ขัดแย้งในเมียนมา ปรากฏการณ์นี้สะท้อนสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า Green Extraction หรือการสกัดทรัพยากรเพื่อพลังงานสะอาด ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับระบบอาณานิคมในรูปแบบใหม่ เมื่อผลประโยชน์จากพลังงานสะอาดถูกสะสมในประเทศอุตสาหกรรม ขณะที่ต้นทุนทางนิเวศและสังคมถูกผลักไปให้พื้นที่ชายขอบเป็นผู้แบกรับ
“ทุกครั้งที่มีการพูดถึงเสถียรภาพและสันติภาพ คำถามคือ เสถียรภาพของใคร ชีวิตของคนในพื้นที่ หรือเสถียรภาพของการส่งออกแร่”
เฮมา กล่าว พร้อมชี้ว่า แรงกดดันทางการทูตมักเพิ่มสูงขึ้นในจังหวะที่ห่วงโซ่อุปทานแร่สะดุด มากกว่าจะเกิดจากความกังวลต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่
สำหรับชุมชนต้นทาง ทรัพยากรไม่ได้หมายถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ หากคือความเสี่ยงที่ต้องเผชิญทั้งการสูญเสียที่ดิน น้ำปนเปื้อน และความรุนแรงจากกองกำลังที่ควบคุมพื้นที่เหมือง “ถ้าสันติภาพหมายถึงการทำให้เหมืองเดินหน้าต่อได้ นั่นไม่ใช่สันติภาพของเรา มันคือการจัดการความเสี่ยงทางธุรกิจ”
ความย้อนแย้งนี้สะท้อนสิ่งที่เรียกว่า Climate Colonialism เมื่อประเทศร่ำรวยสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้สำเร็จ จากการพึ่งพาทรัพยากรที่สกัดจากประเทศที่เปราะบางกว่า โดยไม่ต้องแบกรับต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เกิดขึ้นจริง มลพิษที่ไหลผ่านแม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน จึงไม่ได้เป็นเพียงผลกระทบในระดับท้องถิ่น หากคือหลักฐานของห่วงโซ่อุปทานสีเขียวที่เชื่อมโยงผู้บริโภคในเมืองใหญ่กับความสูญเสียของชุมชนปลายน้ำ
สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าจะเข้าร่วมหรือหลีกเลี่ยงการแข่งขันทางทรัพยากรของมหาอำนาจ แต่คือจะสามารถใช้บทบาทของตนในการสร้างกลไกตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน และผลักดัน การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition) ได้หรือไม่ เพื่อให้การแก้ปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ไม่กลายเป็นเพียงการย้ายความพินาศจากที่หนึ่ง ไปสู่อีกที่หนึ่ง ในนามของการกู้โลก
