เรื่อง: ปองภพ ดั่นสมานฉันท์ชัย
ในการเลือกตั้งรอบปี 69 นี้ ภาพรวมภาคเหนือทั้งหมดคือการแข่งขันระหว่าง 4 พรรค 2 ชุดความคิด และหากเจาะลึกลงในภูมิภาคย่อยระหว่างเหนือตอนบน กับเหนือตอนล่าง การแข่งขันจะยิ่งซับซ้อนลงไปอีก
ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา สะท้อนให้เราเห็นทั้งความแตกต่างระหว่าง ภาคเหนือตอนบน กับ ภาคเหนือตอนล่าง แต่ก็ซ้อนความเหมือนบางประการเอาไว้เช่นเดียวกัน

4 พรรค 2 แนวคิด
ในการเลือกตั้งรอบก่อน ผลการเลือกตั้งสะท้อนชัดเจนว่าภาคเหนือทั้งตอนบนรวมถึงหลายส่วนของภาคเหนือตอนล่างสนับสนุนพรรคเพื่อไทย และพรรคก้าวไกล โดยได้รับแรงหนุนเสริมจากอารมณ์/ความปรารถนาที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมของมวลชน
อย่างไรก็ดี ก็ยังมีหลายพื้นที่ในภาคเหนือที่ปัจจัยชนะของผู้สมัครได้มาจากการทำงาน การเมืองเชิงเครือข่าย โดยเฉพาะในภาคเหนือตอนล่าง ซึ่งพรรคภูมิใจไทยสามารถปักธงชัยได้ในหลายจังหวัด และการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองในรูปแบบเครือข่ายท้องถิ่น ก็ยังคงดำเนินไปต่อเนื่อง แม้สิ้นสุดการเลือกตั้งไปแล้ว
ดังนั้น การปะทะกันระหว่าง การเมืองมวลชน กับ การเมืองเชิงเครือข่ายท้องถิ่น จึงดำเนินมาต่อเนื่องแม้สิ้นสุดการเลือกตั้งไปแล้ว
ในการเลือกตั้งรอบปี 69 นี้ ก็ยังเป็นการปะทะกันอีกครั้งของการเมืองสองรูปแบบนี้
รศ.ดร.ชัยพงษ์ สำเนียง อาจารย์ประจำสาขาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร วิเคราะห์ว่า การเลือกตั้งรอบนี้ เป็นการแข่งขันระหว่าง การเมืองอุดมการณ์/มวลชน กับ การเมืองพื้นที่/เครือข่ายท้องถิ่น อย่างชัดเจน
เพียง ‘เปลี่ยนคู่ชก’ จากเดิมแดง–ส้ม กลายเป็นน้ำเงิน–เขียว–ส้ม และพรรคเพื่อไทย ที่พอจะมีลมหายใจเหลืออยู่บ้าง ยังคงกลับมาลงแข่งขันเช่นเดิม
ย้อนมองผลการเลือกตั้ง 69
ผลการเลือกตั้ง 69 ปรากฏว่า ภูมิใจไทย คว้าเก้าอี้ สส. ได้มากที่สุด 26 ที่นั่ง กล้าธรรม 20 ที่นั่ง ประชาชน 14 ที่นั่ง เพื่อไทย 9 ที่นั่ง และโอกาสใหม่ 1 ที่นั่ง เป็นดั่งภาพหัวกลับหากเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งรอบก่อน
พลวัตของผลการเลือกตั้งกำลังชี้ให้เห็นความแตกต่างของพฤติกรรมการเลือกตั้งและชุดความคิดทางการเมืองระหว่างภาคเหนือตอนล่าง แต่ก็ยังชี้ให้เห็นปัจจัยด้านเศรษฐกิจ/สังคม บางประการที่ทั้งสองภูมิภาคมีร่วมกัน
เหนือตอนบน น้ำเงิน-เขียวรุกหนัก แต่การเมืองมวลยังคงมีลมหายใจ
ชัยพงษ์ เชื่อว่า นี่คือ ‘จุดเปลี่ยน’ สำคัญของภูมิภาคการเมืองภาคเหนือ โดยเฉพาะภาคเหนือตอนบน ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นฐานแข็งของพรรคเพื่อไทย
ในการเลือกตั้งรอบนี้กลับสูญเสียเก้าอี้จำนวนมาก และคู่แข่งคนสำคัญที่เข้ามาแย่งชิงคะแนนของพรรคเพื่อไทยกลับไม่ใช่พรรคประชาชน อย่างที่เคยมีการคาดคะเนเอาไว้หลังการเลือกตั้งปี 66
กลับเป็นพรรคภูมิใจไทย และกล้าธรรม ซึ่งเข้ามาตีฐานคะแนนเดิมของพรรคเพื่อไทยจนแตก โดยเฉพาะจังหวัดแพร่และจังหวัดน่าน ที่ในการเลือกตั้งรอบนี้ พรรคเพื่อไทยกลับไม่สามารถคว้าชัยชนะได้เลย แม้แต่ที่นั่งเดียว
ชัยพงษ์ถ่ายทอดประสบการณ์การสังเกตการทำกิจกรรมทางการเมืองของผู้สมัครหลายคนพบว่า บางคนสามารถชนะได้เพราะ ‘ทำงานต่อเนื่องในพื้นที่’ ลงพื้นที่จนคนจำหน้าได้ และสะสมความสัมพันธ์ในระดับท้องถิ่น
ตอกย้ำแนวคิดว่า คนเริ่มกลับมา ‘เลือกคน’ มากขึ้น เมื่อการเมืองกระแสอ่อนตัวลง ในมุมมองของชัยพงษ์ สส.ที่หวังเพียง “อาศัยกระแส” โดยไม่ได้ลงลึกเชิงพื้นที่มากพอ จะเริ่มอยู่ยากขึ้น
ในทางกลับกัน ผู้สมัครที่ทำงานพื้นที่ต่อเนื่อง บวกกับกระแส ‘อยากเปลี่ยน’ ก็สามารถแซงขึ้นมาชนะได้เช่นกัน ดังเช่น กรณีของจังหวัดลำพูนที่พรรคประชาชนกวาดคะแนนยกจังหวัด 2 ที่นั่ง รวมถึงชัยชนะของพรรคประชาชนในอีก 11 เขตของภาคเหนือตอนบน
การเมืองมวลชนจึงยังไม่ได้หายไป เพียงแต่จะไม่สามารถคุมคะแนนได้เหมือนเดิม และการเมืองเครือข่ายท้องถิ่นเริ่มเข้ามาท้าทายการเมืองแบบมวลชน
ชัยพงษ์เน้นย้ำว่า พรรคที่อยากยืนระยะต้อง ‘ตีโจทย์ให้แตก’ ว่าจะสร้างคน–สร้างเครือข่าย–สร้างความสัมพันธ์แบบแนวนอนกับประชาชนอย่างไร
เหนือตอนล่าง ส้มหาย เขียวโผล่ น้ำเงินเข้ม
ภาคเหนือตอนล่างในการเลือกตั้งครั้งนี้มีการจัดระเบียบบ้านใหญ่ครั้งใหญ่ หลังพรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคพลังประชารัฐสิ้นสุดบทบาทลง ทำให้ในการเลือกตั้งรอบนี้ ภาคเหนือตอนล่างมีการแข่งขันระหว่างตระกูลการเมืองอย่างเข้มข้นในหลายเขต
แม้ในภาพรวมการเลือกตั้งในครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยสามารถขยายกิจการสำเร็จในหลายเขต ขณะที่พรรคกล้าธรรมก็สามารถกวาดชัยได้จำนวนหนึ่ง แต่หากเจาะลงใน “รายละเอียด” จะพบว่า บรรดาผู้คว้าชัยต่างก็เป็น “คนหน้าคุ้น นามสกุลดัง” ทั้งสิ้น
ชัยพงษ์ สำเนียง เสนอว่า บ้านใหญ่ในเหนือล่างไม่ได้ ‘ชนะเพราะเก่า’ แต่ชนะเพราะ “ปรับตัวเก่ง” และรู้ว่าจะพาตัวเองไปอยู่กับกระแสใดเพื่อรักษาฐานอำนาจในพื้นที่
กระแสชาตินิยม ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยหนุนเสริมคะแนนของพรรคภูมิใจไทยในภาคเหนือตอนล่าง ชัยพงษ์ชี้ว่า บางพื้นที่มีกระแส ‘ความเป็นไทย/ชาตินิยม’ เป็นทุนทางวัฒนธรรมการเมืองอยู่ ซึ่งสามารถถูก ‘พาไปอยู่กับพรรค’ ที่ตอบโจทย์ได้ในช่วงเวลาหนึ่ง

สอดคล้องกับ ความเห็นของ ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค อาจารย์ประจำสาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ที่มองว่า “กระแสชาตินิยม” ซึ่งพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือสร้างแรงสนับสนุนในระดับกระแส ไม่ว่าจะผ่านเวทีปราศรัย เพลง การสื่อสารเชิงสัญลักษณ์ หรือการใช้ influencer ทางการเมือง
ยกตัวอย่างจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยได้คะแนนบัญชีรายชื่อมากถึง 27% หรือประมาณ 135,000 คะแนน เป็นอันดับหนึ่ง ทั้งที่โดยทั่วไปแล้ว พรรคในกลุ่มนี้มักไม่ได้เปรียบในระบบบัญชีรายชื่อ
‘ความเปลี่ยนแปลงสำคัญ’ คือการที่พรรคประชาชนไม่ได้เพียงแค่สูญเสียที่นั่งแบบแบ่งเขตเท่านั้น แต่ยังสูญเสียคะแนนแบบบัญชีรายชื่อในบางจังหวัด ซึ่งเป็นสัญญาณที่น่ากังวลยิ่งกว่า
วีระกล่าวว่า “มันแปลว่าภูมิใจไทยไม่ใช่แค่พรรคแบบบ้านใหญ่ในความหมายเดิม แต่เริ่มมีชุดอุดมการณ์บางอย่างที่สามารถขายในระดับกระแสได้ด้วย”
แต่ความถดถอยของพรรคประชาชน ยังชี้ให้เห็นพลังของการเมืองมวลชนที่อ่อนแอลงในภูมิภาคนี้ ทำให้การเมืองเครือข่ายท้องถิ่นสามารถตีกินพื้นที่ที่พรรคประชาชนเคยปักหมุดในการเลือกตั้งรอบก่อน ซึ่งการเมืองเครือข่าย เป็นรูปแบบการเมืองที่เข้มแข็งและทำงานอย่างเข้มข้นในภาคเหนือตอนล่างมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
วีระ เชื่อว่า ‘อำนาจรัฐ’ โดยเฉพาะบทบาทของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสามารถมีอิทธิพลต่อเครือข่ายการเมืองระดับพื้นที่ นอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายจากหน่วยงานรัฐอื่น เช่น อสม. ครู สหกรณ์ หรือหน่วยงานด้านเกษตร เป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้สมัครจากพรรคที่เข้าถึงอำนาจรัฐมีความได้เปรียบในสนามเลือกตั้งภาคเหนือตอนล่าง
แตกต่าง แต่ยังเหมือนกัน
การขับเคี่ยวระหว่าง การเมืองมวลชน กับ การเมืองเครือข่ายพื้นที่ น่าจะยังคงดำเนินต่อไป แต่การเมืองแบบหลังมีแนวโน้มทำงานเข้มข้นขึ้น ขณะที่พฤติกรรมการเลือกตั้งของภาคเหนือก็เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ ‘บุคคล’ มากขึ้น โดยเฉพาะในภาคเหนือตอนบน ตามการวิเคราะห์ของ ชัยพงษ์ สำเนียง
แต่ชัยพงษ์ยังคงยืนยันว่ากระแสไม่ได้หายไปไหน และไม่ใช่ว่าภาคเหนือตอนบนเลิกเป็นประชาธิปไตย เพียงแต่การเมืองมวลชนทำงานเริ่มประสบความสำเร็จมากขึ้น
ในส่วนภาคเหนือตอนล่าง วีระ หวังสัจจะโชค ชี้ให้เห็นพลังของ การเมืองเครือข่ายพื้นที่ ที่ทำงานอย่างเข้มข้นจนประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งรอบนี้ และการเข้าถึงอำนาจและทรัพยากรของรัฐ สร้างความได้เปรียบให้กับพรรคที่เป็นรัฐบาลอย่างมาก จนกระทั่งสกัดการเติบโตของการเมืองมวลชนแบบพรรคก้าวไกลให้ไม่สามารถสานต่อคะแนนในภูมิภาคนี้ได้
การวิเคราะห์ของทั้งสอง ประกอบกับผลการเลือกตั้ง เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ภาคเหนือตอนบน ยังคงเลือกเดินบนเส้นทางการเมืองมวลชน ขณะที่ภาคเหนือตอนล่าง ก็ยังคงเดินไปบนเส้นทางการเมืองเครือข่ายพื้นที่
ฉะนั้น ทั้งสองแนวคิดจึงเป็นดั่ง ‘จุดตัด’ ความแตกต่างระหว่างชุดความคิดของภาคเหนือตอนบนกับตอนล่าง แต่หากมองย้อนกลับไปให้ไกลกว่าการเลือกตั้งรอบนี้ เราก็จะเห็นว่าความแตกต่างที่ว่า ‘ไม่ถาวร’ และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ตามพลวัตการปะทะกันของ การเมืองมวลชน กับ การเมืองเครือข่ายพื้นที่
ชัยพงษ์ ทิ้งท้ายว่า ปรากฏการณ์ที่เห็นชัดเจนในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา คือ การเมืองแบบบ้านใหญ่และอำนาจท้องถิ่นกลับมาแข็งแรงขึ้น ซึ่งสัมพันธ์กับบริบทหลังรัฐประหาร 2557 และรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทำให้โครงสร้างอำนาจและการจัดสรรทรัพยากร ‘ยิ่งดึงคนเข้าสู่เครือข่าย’ มากขึ้น
การเติบโตของพรรคภูมิใจไทยและกล้าธรรมในภาคเหนือ อาจเป็นสัญญาณที่กำลังเตือนเราถึงความเปลี่ยนแปลงที่เราอาจจะต้องเผชิญร่วมกันทั้งภูมิภาคในวันข้างหน้า และกำลังสะกิดเตือนเราด้วยว่า ทั้งสองภูมิภาคไม่ได้แตกต่างกันอย่างที่เราคิด
สิ่งที่เคยปรากฏขึ้นในที่หนึ่ง อาจปรากฏขึ้นในอีกที่หนึ่งก็เป็นได้ รวมทั้งสิ่งที่ ‘ไม่เคยปรากฏ’ ด้วยเช่นกัน
