เรื่อง: วรรณวิษา พะเลียง
จากกรณีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการเปิดเส้นทางในพื้นที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรป่าไม้ และอาจถูกใช้เป็นเส้นทางลำเลียงสิ่งผิดกฎหมาย ทำให้ตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงในมุมของชุมชน
เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ตัวแทนชาวบ้านให้สัมภาษณ์กับ Lanner เพื่ออธิบายบริบทของพื้นที่และสะท้อนความจำเป็นด้านการคมนาคม
เส้นทางกันดาร กับ 500 กว่าชีวิต บนดอยสูง

ดิเรก วงษ์น้อย ชาวบ้านในหมู่บ้านขุนแม่สอง ตำบลเสาหิน อำเภอแม่สะเรียง เปิดเผยว่า บ้านขุนแม่สองเป็นหมู่บ้านชนเผ่ากะเหรี่ยง มี 4 หย่อมบ้าน รวมประชากรกว่า 500 คน มากกว่า 100 ครัวเรือน โดยชุมชนตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลแนวชายแดน การเดินทางเข้าเเละออกเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำรงชีวิต
เขาอธิบายว่า การเดินทางจากอำเภอแม่สะเรียงเข้าสู่หมู่บ้าน มี 2 เส้นทางหลัก คือ เส้นทางแรก ระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร ผ่านทั้งถนนลาดยาง ถนนลูกรัง และลำห้วย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับสภาพถนน
เส้นทางที่สอง ช่วงแรก 40–50 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเศษ ก่อนเข้าสู่เส้นทางเลาะลำห้วยระยะทาง 17 กิโลเมตร ในฤดูแล้ง รถจักรยานยนต์ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง รถยนต์ใช้เวลามากกว่า 2 ชั่วโมง ส่วนหน้าฝนต้องประเมินสถานการณ์น้ำป่า บางครั้งไม่สามารถเดินทางได้ และมีกรณีต้องค้างคืนกลางป่าเนื่องจากน้ำหลาก ส่งผลให้เกิความยากลำบาก เช่น กรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน ซึ่งเสี่ยงต่อชีวิตจากความล่าช้าในการเข้าถึงโรงพยาบาล
“ปัญหาหนักสุดคือกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน เพราะกว่าจะถึงโรงพยาบาลใช้เวลานานมาก เสี่ยงต่อชีวิต” ดิเรกกล่าว
เส้นทางใหม่ย่นเวลาเดินทาง ชุมชนชี้เป็นเรื่อง ‘ความปลอดภัย’
สำหรับเส้นทางที่เป็นประเด็น ดิเรกอธิบายว่า เดิมมีเส้นทางเก่าอยู่แล้วประมาณ 4 กิโลเมตร ผ่านพื้นที่เกษตรของชาวบ้าน ใช้ขนส่งผลผลิต ต่อมามีการเปิดเส้นทางเพิ่มเติมประมาณ 5.5 กิโลเมตร จากระยะรวมประมาณ 8 กิโลเมตร ซึ่งบางช่วงคาบเกี่ยวพื้นที่เขตอุทยานและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จึงกลายเป็นข้อถกเถียงทางกฎหมาย
เขาระบุว่า เส้นทางใหม่นี้ช่วยย่นเวลาเดินทางจากบ้านแม่เสาไปบ้านห้วยกองเป๊าะเหลือเพียง 30 นาที และสามารถเชื่อมต่อกับถนนคอนกรีตและลูกรังสภาพดีได้สะดวกขึ้น
“สำหรับเรา นี่ไม่ใช่เรื่องความสะดวกสบาย แต่เป็นเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะคนป่วย คนแก่ และเด็กนักเรียน” ดิเรกกล่าว
เขายังย้ำว่า เส้นทางดังกล่าวไม่ได้ใช้เฉพาะชาวบ้าน แต่หน่วยงานรัฐหลายฝ่ายใช้สัญจร เช่น ครู ตชด. เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ตำรวจ และหน่วยงานอื่นที่ต้องเข้าออกพื้นที่เพื่อปฏิบัติหน้าที่ จึงมองว่าเป็นเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการสาธารณะของรัฐ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนบุคคล
โต้ข้อกล่าวหาเส้นทางลำเลียงสิ่งผิดกฎหมาย
จากกระแสข่าวที่ตั้งข้อสังเกตว่า เส้นทางดังกล่าวอาจถูกใช้ลำเลียงยาเสพติด ไม้เถื่อน หรือแร่ผิดกฎหมาย ชาวบ้านในพื้นที่ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
สุภัค อมรใฝ่วจี ผู้ใหญ่บ้านขุนแม่สอง ให้เหตุผลว่า หากมีการขนส่งสิ่งผิดกฎหมายจริง ต้องผ่านจุดสกัดและด่านตรวจที่มีอยู่ในพื้นที่อยู่แล้ว อีกทั้งสภาพเส้นทางบางช่วงยังยากต่อการสัญจร โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน
กรณีข่าวการขนไม้จำนวน 200–300 ท่อน สุภัคมองว่า ในสภาพภูมิประเทศจริงเป็นไปได้ยาก
“ความจริงแล้ว พวกเราอยู่กันแบบมีเท่าที่มีกิน แบ่งปันกันในชุมชน ไม่ได้มีเจตนาจะทำลายทรัพยากรธรรมชาติ” สุภัคกล่าว
ภายหลังมีการปิดเส้นทางจากข้อกล่าวหา เขาระบุว่ารู้สึกเสียใจและกังวล เพราะชีวิตความเป็นอยู่ก็ลำบากอยู่แล้ว ขณะที่คนบนพื้นที่สูงมีข้อจำกัดด้านการสื่อสารและการเข้าถึงสื่อ เมื่อเกิดกระแสข่าวเชิงลบ จึงยากจะอธิบายข้อเท็จจริงได้ทันท่วงที
“เราเป็นประชาชนคนหนึ่ง อยู่บนแผ่นดินไทยเหมือนกัน แต่ถูกมองเหมือนเป็นต้นเหตุของปัญหา ทั้งที่ยังไม่มีการฟังข้อมูลรอบด้าน” สุภัคกล่าว
พร้อมยืนยันว่า ชุมชนไม่ได้ปฏิเสธการตรวจสอบ และไม่ได้ท้าทายหน่วยงานรัฐ แต่ต้องการความเป็นธรรม และขอให้มีการรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย
5 ข้อเรียกร้อง ถึง กสม. ขอความเป็นธรรมด้านโครงสร้างพื้นฐาน

ในวันเดียวกัน เวลา 11.00 น. สุภัค เเละชาวบ้านในพื้นที่ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ระหว่างการประชุมรับฟังความเห็นที่ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อขอให้ช่วยติดตามและผลักดันการแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ โดยมี ปรีดา คงแป้น และ สุภัทรา นาคะผิว เป็นตัวเเทน กสม. รับหนังสือ
เนื้อหาหนังสือ ระบุ ข้อเรียกร้องให้ กสม. พิจารณาตรวจสอบในประเด็นดังต่อไปนี้ ได้แก่ การเข้าถึงเส้นทางคมนาคมหรือถนน การเข้าถึงระบบไฟฟ้า การเข้าถึงสัญญาณโทรศัพท์และการสื่อสาร สิทธิในพื้นที่ทำกินของประชาชน รวมถึงระบบน้ำประปาภูเขาที่สะอาดและเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้ กสม. ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่าสภาพปัญหาดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความขาดแคลนในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน หรือเป็นกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่
ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวจึงยังเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ระหว่างการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ กับสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงสาธารณูปโภคและบริการของรัฐของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล ขณะที่ชาวบ้านยืนยันพร้อมให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรับฟังข้อมูลจากพื้นที่ก่อนตัดสินใจดำเนินมาตรการใดๆ ต่อไป
กรณีข้อถกเถียงถนนในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ยวม จึงเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ระหว่างการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ กับสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงสาธารณูปโภคและบริการของรัฐของประชาชนในพื้นที่ห่างไกล
ขณะที่ชาวบ้านยืนยันพร้อมให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายรับฟังเสียงจากพื้นที่ก่อนตัดสินใจดำเนินมาตรการใดๆ ต่อไป
