2 มีนาคม 2569 ที่ ศาลปกครองเชียงใหม่ กลุ่มรักษ์เชียงของ และเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขง พร้อมทนายความจาก มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน เข้ายื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองชั้นต้นที่ไม่รับฟ้องคดีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) โครงการเขื่อนปากแบง และประเด็นการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำโขง



ก่อนหน้านี้ ผู้ฟ้องยื่นคำฟ้องเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 และเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ศาลมีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง โดยเห็นว่าสัญญา PPA เป็นสัญญาทางปกครองที่ผู้ร้องไม่ใช่คู่สัญญาโดยตรง อีกทั้งประเด็นความเสียหายจากมลพิษและผลกระทบข้ามพรมแดนยังเป็นเพียงการคาดการณ์ การยื่นครั้งนี้จึงเป็นการอุทธรณ์ภายใน 30 วันตามกฎหมาย

เฉลิมศรี ประเสริฐศรี ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่า การยื่นอุทธรณ์ครั้งนี้เป็นการคัดค้านคำสั่งไม่รับฟ้องคดีเขื่อนปากแบง ซึ่งเกี่ยวข้องกับมลพิษในแม่น้ำกก สายรวก ที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง โดยศาลชั้นต้นให้เหตุผลไม่รับฟ้อง 5 ประเด็น ได้แก่
1. ผู้ฟ้องไม่ใช่คู่สัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง เนื่องจากผู้ลงนามคือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงไม่ถือว่าได้รับผลกระทบโดยตรงจากสัญญา
2. มติของ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่ให้ กฟผ. ลงนามสัญญา เป็นขั้นตอนภายในฝ่ายปกครอง ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ฟ้องโดยตรง
3. เวทีรับฟังความคิดเห็นวันที่ 18–21 มิถุนายน ที่เชียงราย ไม่ใช่การดำเนินการของหน่วยงานรัฐ และมีหนังสือตอบว่าไม่ทราบเรื่อง จึงไม่รับพิจารณาในส่วนนี้
4. คำขอให้ศาลออกมาตรการคุ้มครองล่วงหน้าจากปัญหามลพิษ ศาลเห็นว่ายังไม่ปรากฏความเสียหาย แม้มีการตรวจคุณภาพน้ำ 15 ครั้งในเวลาไม่ถึงปี และพบโลหะหนักเกินมาตรฐานบางครั้ง
5. ความกังวลว่าเขื่อนจะเป็นแหล่งกักเก็บน้ำปนเปื้อน ถูกมองว่าเป็นการคาดการณ์ เพราะโครงการยังไม่ได้ก่อสร้าง
อย่างไรก็ตาม ผู้ฟ้องเห็นว่ามีข้อเท็จจริงรองรับ โดยเฉพาะผลตรวจคุณภาพน้ำตั้งแต่มีนาคม 2568 ถึงกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รวม 15 ครั้ง พบโลหะหนักเกินมาตรฐานหลายครั้ง สะท้อนความรุนแรงของปัญหา และในการอุทธรณ์ครั้งนี้ได้ยื่นผลตรวจเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ซึ่งพบสารโลหะหนัก และมีข้อมูลตรวจพบสารหนูในร่างกายประชาชนแล้ว
ในคำฟ้องยังขอให้เพิกถอนสัญญาซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนปากแบง โดยเห็นว่าสัญญาดังกล่าวต้องรับผิดชอบตามห่วงโซ่อุปทาน ภายใต้กรอบหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) ซึ่งประเทศไทยประกาศรับรองและมีแผนปฏิบัติการระดับชาติแล้ว รัฐจึงมีหน้าที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจและกิจการที่เกี่ยวข้องไม่ให้กระทบสิทธิมนุษยชน ทั้งในและนอกประเทศ
“ศาลปกครองมีหลักป้องกันไว้ก่อนอยู่แล้วในเรื่องสิทธิของผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการกระทำทางปกครอง เราเห็นว่านี่เป็นช่องทางเดียวในการใช้กระบวนการยุติธรรมปกป้องทรัพยากรและประชาชน แม้หน่วยงานจะเกี่ยวข้องเฉพาะสัญญาซื้อไฟฟ้า แต่สัญญานี้จะนำไปสู่การเกิดเขื่อน กระบวนการจึงต้องมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง”

ส.รัตนมณี พลกล้า กล่าวว่า การอุทธรณ์ครั้งนี้ยึดหลัก ‘ป้องกันไว้ก่อน’ (Precautionary Principle) เพื่อระงับความเสียหายก่อนจะเกิดขึ้น และเห็นว่าผลกระทบมีแนวโน้มเกิดขึ้นแน่นอน
“ศาลปกครองมีกฎหมายคุ้มครองหลักนี้อยู่แล้ว ผู้ที่อาจได้รับผลกระทบสามารถฟ้องได้ ไม่ใช่เฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบไปแล้ว เราอยากให้หลักการนี้เกิดขึ้นจริง”
เธอระบุว่า คดีนี้มี 2 ประเด็นหลัก คือ สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) และการที่หน่วยงานรัฐต้องกำกับดูแลและคุ้มครองประชาชนจากผลกระทบข้ามพรมแดน แม้ไม่สามารถฟ้องตรงที่ตัวเขื่อนได้ จึงใช้ช่องทางฟ้องในส่วนสัญญาซื้อไฟและหน้าที่กำกับดูแลของรัฐ
ทั้งนี้ ผู้ฟ้องคดีได้ยื่นผลตรวจคุณภาพน้ำของกรมควบคุมมลพิษประกอบคำฟ้อง และหลังจากนั้นยังพบการปนเปื้อนในแม่น้ำกกและแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง จึงยื่นผลตรวจเพิ่มเติมต่อศาล เพื่อสะท้อนความเสี่ยงหากมีการสร้างเขื่อนปากแบง
“กรณีนี้ต่างจากเขื่อนไซยะบุรี เพราะมีประเด็นสารพิษ หากไม่ชะลอการซื้อไฟซึ่งเป็นห่วงโซ่อุปทานที่ส่งเสริมการก่อสร้าง ผลกระทบจะไม่สามารถแก้ไขได้”
เธอกล่าวว่า ปัจจุบันยังจัดการมลพิษจากต้นน้ำฝั่งเมียนมาไม่ได้ ทำได้เพียงเฝ้าระวัง หากสายน้ำถูกชะลอ การเจือจางมลพิษจะลดลง และภาระจะตกกับชุมชนในเชียงรายและเชียงใหม่

ปิยนันท์ จิตต์แจ้ง ผู้ฟ้องคดีและชาวบ้านริมแม่น้ำโขง ระบุว่า การยื่นอุทธรณ์ครั้งนี้ไม่ได้ต้องการให้ศาลพิจารณาเพียงตัวบทกฎหมายหรือข้อมูลเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่ต้องการให้มอง ‘ชีวิตของผู้คน’ เป็นศูนย์กลาง โดยชี้ว่าสารพิษที่ตรวจพบในร่างกายของชาวบ้านและลูกหลาน คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนผลกระทบจริง
เธอยังระบุข้อกังวลว่า หากมีการสร้างเขื่อน พื้นที่เหนือเขื่อนอาจกลายเป็นแหล่งกักเก็บสารปนเปื้อน ข้อมูลจากห้องปฏิบัติการทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ห่วงโซ่อาหาร และสุขภาพ พบว่าสารปนเปื้อนได้เข้าสู่ร่างกายประชาชนแล้ว แม้บางช่วงค่าคุณภาพน้ำจะไม่เกินมาตรฐาน แต่กระบวนการตรวจยังมีข้อจำกัดด้านพารามิเตอร์ และข้อมูลจากแต่ละฝ่ายยังไม่สอดคล้องกัน
ขณะเดียวกันเธอมองว่าแม้กรมควบคุมมลพิษจะตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก แต่การเฝ้าระวังห่วงโซ่อาหารและสุขภาพยังมีจำกัด จึงขอให้ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อไม่ให้ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมถูกมองเป็นเพียงการคาดการณ์ และสายเกินแก้ไขเมื่อความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว
“เราไม่ได้ขอให้ศาลพิจารณาแค่เรื่องตัวเลขหรือตัวอักษร แต่เราขอให้ศาลพิจารณาชีวิตคน สารพิษที่อยู่ในร่างกายเราและลูกหลานคือหลักฐานที่พูดได้ ความยุติธรรมต้องมาถึงก่อนที่โลหะหนักจะทำลายพวกเราไปมากกว่านี้”

เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ Rivers and Rights ในฐานะผู้ฟ้องคดี กล่าวว่า การฟ้องครั้งนี้มีเป้าหมายให้ศาลตรวจสอบการใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐ ก่อนจะเกิดความเสียหายร้ายแรงและไม่อาจย้อนคืนได้ โดยย้ำว่าคดีนี้ไม่ใช่ข้อพิพาทเฉพาะบุคคล แต่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะด้านทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และชุมชนลุ่มน้ำโขง ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากโครงการที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย
เธอระบุว่า ข้อมูลที่ใช้อ้างอิงเป็นผลตรวจคุณภาพน้ำของ กรมควบคุมมลพิษ โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ รวม 15 ครั้ง ซึ่งพบโลหะหนักเกินมาตรฐาน โดยเฉพาะสารหนู และบางครั้งพบตะกั่ว ในแม่น้ำกก แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาย ซึ่งไหลลงสู่ช่วงที่อาจกลายเป็นอ่างเก็บน้ำของเขื่อนปากแบง จึงเห็นว่าการฟ้องคดีนี้เป็นเรื่องสาธารณะ เพื่อป้องกันไม่ให้แม่น้ำช่วงดังกล่าวกลายเป็นแหล่งกักเก็บน้ำปนเปื้อน
“ระบบนิเวศแม่น้ำโขง หากเกิดการปนเปื้อนสะสมจากสารพิษโลหะหนัก หรือการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศอย่างรุนแรงแล้ว การฟื้นฟูให้กลับคืนสภาพเดิมย่อมเป็นไปได้ยาก หรือแทบเป็นไปไม่ได้ ดังที่หลายประเทศทั่วโลกเริ่มชะลอหรือยุติการสร้างเขื่อน เพราะเห็นว่าความสูญเสียอาจมากกว่าประโยชน์”
เพียรพรกล่าวพร้อมย้ำว่า การรับฟ้องคดีนี้ไม่ใช่เพียงการเปิดทางให้คู่ความใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรม แต่เป็นการยืนยันหลักการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเชิงป้องกัน และการตีความสิทธิฟ้องคดีสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับประโยชน์สาธารณะ
เธอยังอ้างถึงหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UNGPs) ซึ่งประเทศไทยได้ประกาศใช้แผนปฏิบัติการระดับชาติแล้ว โดยเห็นว่ากรณีเขื่อนปากแบงอาจเป็นหมุดหมายสำคัญในระดับนานาชาติ หากศาลรับคำฟ้องและพิจารณาตามประเด็นที่ยื่นไว้
ทั้งนี้ เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขง ยืนยันจะติดตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างใกล้ชิด และผลักดันให้การคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติและสิทธิชุมชนเป็นไปตามหลักการป้องกันไว้ก่อนต่อไป
