สายไฟ สายเน็ต และสายป่าน ใครเลี้ยงลมหายใจให้ KK Park

Date:

เรื่อง: ณัฐชลี สิงสาวแห

ริมแม่น้ำเมยที่ขดตัวตามพรมแดนไทย-เมียนมา ทัศนียภาพขุนเขาอันสงบเงียบถูกตัดเฉือนด้วยอาณาจักรคอนกรีตมหึมาที่ผุดขึ้นราวกับสิ่งแปลกปลอมภายใต้นาม ‘เคเค พาร์ค’ (KK Park) แม้ภายนอกจะถูกฉาบไว้ด้วยวาทกรรมเมืองใหม่แห่งโอกาส แต่เบื้องหลังรั้วลวดหนามและเงาปืนของกองกำลังติดอาวุธ ที่นี่คือประจักษ์พยานที่ชัดเจนที่สุดของ ‘Dark Zomia’ หรือเขตแดนมืดที่อธิปไตยของรัฐแตกสลาย ทิ้งไว้เพียงกฎเหล็กของทุนอาชญากรรมข้ามชาติที่ประกาศเอกราชเหนือผืนดินชายแดน

ท่ามกลางความพยายามปราบปรามของรัฐบาล ตามรายงาน ‘Scamland Myanmar‘ เมื่อปี 2025 ของสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย (ASPI) ซึ่งวิเคราะห์ผ่านภาพถ่ายดาวเทียม ได้เผยความจริงที่น่าตื่นตระหนก อาณาจักรแห่งนี้ขยายตัวอย่างบ้าคลั่งเฉลี่ยถึง 34 ไร่ต่อเดือน นับตั้งแต่กงล้อรัฐประหารในเมียนมาเริ่มหมุนในปี 2021 พื้นที่กว่า 1,300 ไร่ได้กลายเป็น ‘นิคมอุตสาหกรรมต้มตุ๋น’ ที่สมบูรณ์พร้อมในตัวเอง มันไม่ใช่เพียงคุกมืดที่กักขังเหยื่อค้ามนุษย์นับหมื่นราย แต่คือป้อมปราการทางเทคโนโลยีที่ฟื้นตัวได้เองราวกับสัตว์ร้ายที่ไม่เคยหลับใหล

อาณาจักร KK park เมื่อมองจากฝั่งไทย

รายงานนี้จะพาคุณเจาะลึกผ่านม่านหมอกชายแดน เพื่อสำรวจ ‘ท่อน้ำเลี้ยง’ ที่หล่อเลี้ยงลมหายใจของมหาอาณาจักรสีเทา ตั้งแต่การเปลี่ยนกองกำลังติดอาวุธให้กลายเป็นผู้รับเหมาความมั่นคงส่วนตัว การใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตดาวเทียมยิงสัญญาณตรงจากฟากฟ้าเพื่อเย้ยหยันการปิดกั้นของรัฐ ไปจนถึงการสูบกินทรัพยากรธรรมชาติและทิ้งรอยแผลมลพิษไว้ในวิถีชุมชนท้องถิ่น เพื่อเปิดโปงว่าอาณาจักรมืดนี้เติบโตขึ้นได้ด้วยการกลืนกินชีวิต ทรัพยากร และอธิปไตยที่มองไม่เห็นอย่างไร

วิวัฒนาการทุนจากบ่อนไทยสู่มาเฟียข้ามชาติ

เส้นทางสายอาชญากรรมริมฝั่งน้ำเมยไม่ได้เริ่มต้นจากขบวนการคอลเซ็นเตอร์ที่ซับซ้อนอย่างในปัจจุบัน แต่มีรากฐานมาจากวิวัฒนาการของกลุ่มทุนที่ปรับตัวตามสถานการณ์โลกและการเมืองชายแดนอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงที่ชายแดนฝั่งตะวันตก พื้นที่ซึ่งเคยเป็นสมรภูมิสู้รบอันยาวนานเริ่มเปลี่ยนโฉมหน้าไป เมื่อนโยบายรัฐและการเมืองระหว่างประเทศได้เริ่มปูทางไปสู่การอุบัติขึ้นของอาณาจักรทุนเทาในเวลาต่อมา โดยสามารถลำดับเหตุการณ์สำคัญตั้งแต่ยุคบุกเบิกดังนี้

ปี พ.ศ. (ค.ศ.)สถานการณ์/จุดเปลี่ยนสำคัญรูปแบบของกลุ่มทุนและโมเดลธุรกิจผลกระทบเชิงอำนาจและอธิปไตย
2555
(2012)
กลิ่นอายสันติภาพ เริ่มเจรจาสันติภาพระหว่างกะเหรี่ยงและรัฐบาลเมียนมา บรรยากาศการสู้รบผ่อนคลายลงยุคทุนไทยขยายฐาน จากปอยเปตมาเปิดคาสิโนออนไซต์ (On-site) และร้านค้าปลอดภาษีริมน้ำเมยเป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ ริมชายแดนที่ยังเน้นการพนันแบบดั้งเดิม
2557 – 2558
(2014 – 2015)
แรงผลักจากฝั่งไทย ไทยประกาศ ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษแม่สอด’ แต่ติดขัดเรื่องกฎหมายและการเวนคืนที่ดินทุนไทยเริ่มถอย-ทุนจีนเสียบแทน เงื่อนไขในไทยที่ยากลำบากทำให้ทุนเริ่มมองหาช่องทางเจรจากับเนปิดอว์โดยตรงเริ่มเกิดสภาวะ ‘การเช่าอธิปไตย’ ในฝั่งเมียนมา เพราะกฎเกณฑ์ยืดหยุ่นกว่าและเอื้อต่อทุนเทา
2558 (ต.ค.)
(2015)
ประตูบานใหญ่เปิดออก มีการลงนามหยุดยิงทั่วประเทศ (NCA) เมียนมา เปิดรับการพัฒนาจากต่างชาติทุนจีนแทรกซึม อาศัยจังหวะความสงบชั่วคราวเข้าวางโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้วาทกรรมบังหน้า ‘โครงการพัฒนาเมือง’พื้นที่ชายแดนเริ่มเปลี่ยนโฉมจากสมรภูมิรบเป็นไซต์งานก่อสร้างขนาดใหญ่ของกลุ่มทุนข้ามชาติ
2560 – 2562
(2017 – 2019)
จีนกวาดล้างคาสิโนและมาเฟียในประเทศอย่างหนัก ทำให้กลุ่มทุน/ มาเฟียจีนต้องหนีตายลงใต้เริ่มโครงการ Yatai New City (ชเวโก๊กโก่) อ้างเมืองอัจฉริยะบังหน้าเพื่อดึงดูดการลงทุน มีการเทคโอเวอร์ข้ามชาติ ทุนจีนเข้าซื้อกิจการคาสิโนจากทุนไทยและเปลี่ยนเป็นระบบออนไลน์ (Online Casino) เต็มรูปแบบทำสัญญาเช่าที่ดินระยะยาว 99 ปี (เช่น ชเวโก๊กโก่) สร้างอาณาจักรที่รัฐเข้าตรวจสอบได้ยาก
2563 – 2565
(2020 – 2022)
วิกฤตโควิด-19 ด่านชายแดนปิดตาย นักพนันเดินทางไม่ได้ ธุรกิจคาสิโนแบบเดิมพังทลายยุค ‘สแกมเมอร์’ และการค้ามนุษย์ การขยายตัวพุ่งทะยาน ทุนเทาจับมือ BGF แนบแน่น การตรวจสอบทำได้ยาก ปรับโมเดลสู่การหลอกลวงออนไลน์ที่พึ่งพาเพียงระบบสื่อสารและแรงงานที่ถูกกักขังพื้นที่กลายเป็น ‘Dark Zomia’ เต็มรูปแบบ มีการกักขังแรงงานและละเมิดสิทธิมนุษยชนเพื่อหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมต้มตุ๋น
2566 – 2567
(2023 – 2024)
ยุทธการ 1027 และการเปลี่ยนผ่าน BGF กลุ่มต่อต้านบุกยึดเมียวดีชั่วคราว BGF ประกาศตัวเป็นอิสระในนาม KNA
ตรวจพบการก่อสร้างหนาแน่นขึ้นอย่างก้าวกระโดด อย่างน้อย 75 อาคาร
The Great Migration ทุนจีนจากเมียนมาเหนือทะลักสู่แม่น้ำเมย ยกระดับเทคโนโลยีใช้ AI/Deepfake ในนิคมขนาดใหญ่เกิดภาวะ ‘อธิปไตยแตกกระจาย’ พื้นที่ถูกแบ่งเค้กระหว่างกลุ่มติดอาวุธหลายฝ่าย การคุมพื้นที่เบ็ดเสร็จโดยกลุ่มกองกำลังท้องถิ่น
2568 – 2569
(2025 – 2026)
สงครามเลือกตั้งและการโจมตีทางอากาศ กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดหนักช่วง ธ.ค. 68 – ม.ค. 69 เพื่อปราบกลุ่มต่อต้านและโชว์ผลงานกวาดล้าง และตรวจพบการใช้เน็ตดาวเทียม (Starlink)มีปรับตัวใช้เน็ตดาวเทียม (Starlink) และฟอกเงินผ่าน Stablecoin 100% หนีการปิดกั้นจากฝั่งไทยสภาวะ ‘รัฐล้มเหลว’ ชัดเจน นิคมอาชญากรรมกลายเป็น ‘จุดบอดของโลก’ (Global Black Hole) ที่กฎหมายรัฐเข้าไม่ถึงอย่างสมบูรณ์

เมื่อพื้นที่ไร่นาถูกเปลี่ยนเป็นโฉนดอาชญากรรม

การขยายตัวของอาณาจักรสีเทาริมน้ำเมยไม่ได้เริ่มต้นบนพื้นที่ว่างเปล่า แต่มีข้อมูลสนับสนุนว่าเป็นการทับซ้อนและเบียดขับชุมชนเกษตรกรรมชายแดนให้เลือนหายไป สิ่งที่เห็นในปัจจุบันคือภูมิทัศน์ใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นจากการผนึกกำลังของกลุ่มทุน กองกำลังติดอาวุธ และโครงสร้างพื้นฐานที่โยงใยมาจากฝั่งไทย

ข้อมูลจาก Myanmar Now ปี 2020 และ Reuters ปี 2021 ระบุตรงกันว่าพื้นที่ยุทธศาสตร์ริมน้ำเมยแห่งนี้ เดิมทีคือเส้นเลือดใหญของชุมชนท้องถิ่นที่ใช้ทำมาหากินมานานหลายทศวรรษ โดยตั้งอยู่ในเขตอิทธิพลของกองกำลังกะเหรี่ยงประชาธิปไตย (DKBA) ก่อนจะถูกเปลี่ยนผ่านสู่มือของกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) ภายใต้ร่มเงากองทัพเมียนมา ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการแปรรูปที่ดินทำกินให้กลายเป็นสินค้า

รายงานจากสถาบัน Transnational Institute (TNI) ปี 2021 รายงานว่าโครงการเมืองใหม่เหล่านี้ไม่ได้สร้างขึ้นบนพื้นที่ว่างเปล่า แต่เป็นการทับถมลงบนที่ดินทำกินของเกษตรกร ชาวบ้านจำนวนมากระบุว่าพวกเขาถูก ไล่รื้อออกจากที่ดิน โดยปราศจากค่าชดเชยที่เป็นธรรม

ภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณ KK Park ปี 2019 ยังเป็นพื้นที่เกษตรกรรม

จากหมู่บ้านที่เคยพึ่งพิงธรรมชาติและทำไร่ข้ามพรมแดน วันนี้ชาวบ้านแม่กุใหม่ท่าซุง อ.แม่สอด จ.ตาก กำลังเผชิญกับมลพิษ เสียงปืน และระเบิด หลังการเข้ามาของอาณาจักรสแกมเมอร์ฝั่งตรงข้าม

‘พี่ชมพู่’ (นามสมมติ) ชาวบ้านแม่กุใหม่ท่าซุง เผยว่าความเจริญที่กลุ่มทุนจีนนำเข้ามาแลกด้วยราคาที่ต้องจ่ายด้วยวิถีชีวิตดั้งเดิม เธอเล่าว่าในอดีตแม่น้ำเมยคือแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ ผืนดินฝั่งตรงข้ามที่เคยเป็นของกลุ่มกะเหรี่ยง เป็นที่ทำกินหลักของชาวบ้านไทยที่ข้ามไปเช่าพื้นที่ปลูกพืชผักทางการเกษตรในราคาเพียงปีละ 200 บาท

“สมัยยังไม่มีน้ำประปาก็ลงไปอาบน้ำเมย อาบน้ำหาปลาอยู่ข้างล่าง น้ำสะอาดมันไม่สกปรก ดีมากเลยตรงนั้นน่ะ ซักผ้าอะไรก็น้ำเมย ชาวบ้านข้ามไปทำข้าวโพด ทำถั่วลิสง ขึ้นดีมาก ปีหนึ่งเขาเอาแค่สองร้อยต่อคน แล้วแต่เราไปถางเอากี่ไรก็ได้” 

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้วิถีชีวิตชาวบ้านแม่กุใหม่ท่าซุงต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เริ่มต้นขึ้นเมื่ออำนาจเหนือพื้นที่ชายแดนเปลี่ยนมือ จากเดิมที่เคยเป็นเขตอิทธิพลของกลุ่มกะเหรี่ยงซึ่งชาวบ้านไทยสามารถข้ามฝั่งไปเช่าที่ทำกินได้อย่างอิสระ กลับถูกกองทัพเมียนมาเข้ามายึดครอง

“ประมาณสามสิบกว่าปีที่เมียนมามายึด… เมียนมาเขามายึดเป็นของเมียนมา ก็ไม่ได้ไปทำแล้วเพราะกลัวระเบิด” พี่ชมพู่เล่าความทรงจำของเธอ

จากผืนดินที่เคยอุดมด้วยไร่ข้าวโพดและถั่วลิสง กลับกลายเป็นเขตอันตรายที่คร่าชีวิตชาวบ้านเพียงเพราะพยายามจะข้ามฝั่งไปเก็บผักป่าตามความเคยชินเดิม ทำให้วิถีชีวิตข้ามพรมแดนที่เคยดำเนินมาหลายทศวรรษต้องปิดฉากลง และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความห่างเหินระหว่างสองฝั่งน้ำเมยที่ทิ้งรอยแผลไว้ในความทรงจำของคนในพื้นที่จนถึงปัจจุบัน

ในมิติของทรัพยากรธรรมชาติ สภาพภูมิศาสตร์ของน้ำเมยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงจากการรุกคืบของสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ ชาวบ้านเล่าถึงผลกระทบจากการดูดทรายในแม่น้ำเพื่อนำไปใช้ในงานก่อสร้างฝั่งตรงข้าม ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องทางกายภาพทำให้ตลิ่งฝั่งไทยเกิดการทรุดตัวและสไลด์ลงตามแนวโค้งน้ำ

แม้ในช่วงแรกชาวบ้านอ้างว่ายอมยกมือสนับสนุนโครงการในเวทีประชาคมเพราะหวังว่าจะมีงานทำและรายได้เข้ามา แต่ความจริงกลับกลายเป็นระบบปิดที่ไม่รับแรงงานไทยและแทบไม่ซื้อของจากคนท้องถิ่นเลย

หลังปี 2020 ภูมิทัศน์ที่เคยเป็นทุ่งนาเขียวขจีถูกพลิกโฉมอย่างรุนแรงด้วยการถมดินเพื่อตอกเสาเข็มอาคารสูงและคาสิโนครบวงจร ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนพฤษภาคม 2023 พบว่ามีตึกคอนกรีตผุดขึ้นอย่างน้อย 75 หลัง ครอบคลุมพื้นที่ ‘โซนสีเทา’ ชื่อดังอย่าง KK Park และ Shwe Kokko (ชเวโก๊กโก่)

ภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณ KK Park ปี 2023 มีอาคารและสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ผุดขึ้นจำนวนมาก
ภาพถ่ายดาวเทียมบริเวณ KK Park ปี 2026 เผยให้เห็นร่องรอยการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยพบรถบรรทุกและรถเครน รวมถึงโครงสร้างอาคารใหม่ที่กำลังเร่งก่อสร้าง

สถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐอเมริกา (USIP) ปี 2020 ระบุตัวเลขที่น่าตกใจว่า เฉพาะโครงการ Yatai New City (ชเวโก๊กโก่) เพียงแห่งเดียว มีขนาดพื้นที่กว้างขวางถึง 120 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 75,000 ไร่ ซึ่งพื้นที่มหาศาลนี้ถูกเวนคืนหรือยึดครองโดยกองกำลัง BGF เพื่อส่งมอบให้กลุ่มทุนจีนอย่างเบ็ดเสร็จ ถือเป็นการทำลายสิทธิในที่ดินและป่าชุมชนริมน้ำอย่างถาวร

เหนือพื้นที่ราบที่เคยเป็นไร่นา ปัจจุบันปรากฏบังเกอร์ที่แข็งแรงขึ้นตามคำสั่งยุทธการ ทหารพรานสองนายจากกรมทหารพรานที่ 35 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เฝ้าระวังเล่าว่า ความตึงเครียดเริ่มต้นชัดเจนขึ้นหลังเหตุการณ์ระเบิดปราบปรามที่ KK Park ฝั่งเมียนมา จนทำให้ภารกิจต้องเปลี่ยนจากทหารทั่วไป (ทหารเขียว) มาเป็นหน่วยทหารพรานที่ต้องเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง (สัมภาษณ์เมื่อ 20 ธ.ค. 2568)

ภาพความขัดแย้งกลายเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน เสียงวอภาษาเมียนมาที่ดังตะโกนสลับกับเสียงไซเรนเตือนภัยจากฝั่งตรงข้าม ไม่ได้ทำให้ทหารที่นี่ตื่นตระหนกอีกต่อไป เนื่องจากพวกเขารู้ดีว่าตารางเวลาการระเบิดถูกกำหนดไว้เป็นวงรอบตายตัว ซึ่งปกติจะมีการระเบิด 4 เวลา คือ 10.00 น. หรือ 11.30 น., 12.30 น., 14.30 น., และ 16.30 น. 

มากไปกว่านั้น เมื่อจะมีการระเบิดหรือมีคำสั่งจากฝั่งเมียนมาว่าจะระเบิดแบบที่ได้ยินก่อนหน้า ก็จะมีคนแปลข้อความเป็นภาษาไทย และส่งข้อความผ่านทางไลน์ให้กับทหารที่เข้าเวรและลาดตระเวรให้รับรู้ล่วงหน้า

‘แม่พิมพ์’ ชาวบ้านอีกคนหนึ่งในพื้นที่ระบุว่า ในช่วงเริ่มโครงการมีการทำประชาคมและนำเสนอข้อมูลที่สร้างความหวังให้แก่ชุมชนว่าจะมีการจ้างงานแรงงานไทย ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ชาวบ้านยอมยกมือสนับสนุนโครงการฯ ทว่าเมื่อโครงการดำเนินการจริงกลับพบว่าระบบเศรษฐกิจดังกล่าวเป็นรูปแบบปิดที่ไม่รับแรงงานไทยและไม่สร้างรายได้หมุนเวียนสู่ท้องถิ่นตามที่กล่าวอ้างไว้ ซ้ำร้ายยังนำมาซึ่งปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมทั้งน้ำเสียและมลพิษทางเสียง

“ไฟตกทุกวัน น้ำประปาก็มีฝุ่น มีควันจากการเผายางเผาขยะเหม็นมากตอนกลางคืน… ตอนเขาทิ้งระเบิด สะเก็ดระเบิดสั่นสะเทือนทำเอาบ้านร้าวไปทั้งหลัง กระจกหลุด ฝ้าเพดานหลุด ของชาวบ้านพังหมดเลย” เธอกล่าว

แม่พิมพ์ยังระบุอีกว่า ปัญหาสแกมเมอร์ในพื้นที่ดังกล่าวทำให้กลุ่มคนหลากเชื้อชาติที่ถูกหลอกมาทำงานพยายามหนีข้ามฝั่งมาขอความช่วยเหลือในสภาพอิดโรยและไม่มีสิ่งของติดตัว ซึ่งกลายเป็นภาพสะท้อนถึงเบื้องหลังของอาณาจักรคอนกรีตที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วท่ามกลางความเปราะบางของวิถีชีวิตดั้งเดิมริมฝั่งน้ำเมย

อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้หยุดอยู่แค่แนวชายแดน แต่ลามเข้าสู่ตัวเมืองแม่สอดผ่านความหวาดระแวง คนขับแท็กซี่วัย 54 ปี ที่ตัดสินใจทิ้งกรุงเทพฯ มาหาความสงบที่นี่เล่าว่าเมื่อใดที่มีการปักหมุดผู้โดยสารมายังบริเวณริมชายแดน ความกลัวจะก่อตัวขึ้นทันที เพราะภาพลักษณ์ของพื้นที่ได้กลายเป็นเขตอันตรายในความรับรู้ของคนนอกไปเสียแล้ว

พิษภัยของสแกมเมอร์ไม่ได้อยู่แค่ฝั่งเมียนมาแต่มันยังกัดกินคนจากฝั่งไทย คนใกล้ตัวเขาเองต้องสูญเสียเงินเก็บวัยเกษียณไปนับแสนบาท เช่นเดียวกับเพื่อนร่วมอาชีพแท็กซี่อีกหลายคนที่ถูกหลอกด้วยอุบาย ‘จ้างซื้อตั๋วเครื่องบิน’ โดยใช้ค่าจ้าง 2,000 บาทเป็นเหยื่อล่อ ก่อนจะถูกลวงให้โอนเงินสำรองค่าตั๋วเข้าบัญชีวอลเล็ตจนสูญเงินเฉลี่ยคนละ 5,000 บาท

ก่อนหน้านี้ แม่สอดคลาคล่ำไปด้วยชาวต่างชาติ ทั้งจีน อินเดีย และปากีสถาน ที่หลั่งไหลมาจากสนามบินสู่โรงแรม แท็กซี่เคยวิ่งรับส่งจนแทบไม่มีเวลาพัก โดยที่ไม่รู้เลยว่าใครคือผู้ล่าหรือใครคือเหยื่อในอาณาจักรคอนกรีตฝั่งเมียนมา แต่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวหวาดระแวง จนคนขับแท็กซี่ต้องผันตัวเป็นผู้รายงานสถานการณ์ คอยอธิบายพิกัดความปลอดภัยให้ผู้โดยสารมั่นใจ เพียงเพื่อจะรักษาลมหายใจของภาคการท่องเที่ยวเอาไว้

Dark Zomia พื้นที่เช่าอธิปไตย

สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่เพียงสิ่งก่อสร้างสมัยใหม่ แต่คือการอุบัติขึ้นของ ‘Dark Zomia’ หรือโซเมียด้านมืด ซึ่งเป็นการต่อยอดพื้นที่หลบหนีอำนาจรัฐในอดีต ให้กลายเป็นสวรรค์ของอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเป็นระบบ ผ่านกลไกการแปรรูปอธิปไตยให้เปรียบเหมือนสินค้าที่ซื้อขายได้

ศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่าในอดีตพื้นที่ชายแดนถูกนิยามตามแนวคิดของ เจมส์ ซี. สก็อตต์ (James C. Scott) ว่าเป็น ‘โซเมีย’ (Zomia) หรือเขตที่อำนาจรัฐแตกกระจัดกระจาย (Shatter Zone) เป็นที่รวมของกลุ่มคนที่รัฐตราหน้าว่าเป็นอาชญากรมาตั้งแต่อดีต ทั้งกลุ่มทาสหนีการเกณฑ์ทหาร พ่อค้าของเถื่อน คอมมิวนิสต์ กลุ่มค้ายากองกำลังกลุ่มน้อย เป็นต้น ทำให้ผู้คนใช้ภาวะนี้ ‘หลบรัฐ’ ซึ่งอำนาจรัฐส่วนกลางแผ่ไปไม่ถึง พื้นที่ชายแดนจึงเป็นแหล่งรวมกิจกรรมนอกกฎหมายมาทุกยุคสมัย

ทว่าในปัจจุบัน ภูมิทัศน์ริมแม่น้ำเมยได้อุบัติสภาวะใหม่ที่ปิ่นแก้วเรียกว่า ‘Dark Zomia’ หรือโซเมียด้านมืด ซึ่งไม่ใช่พื้นที่ไร้รัฐอีกต่อไป แต่เป็นพื้นที่ที่รัฐส่งมอบอธิปไตยให้กลุ่มทุนเพื่อใช้เป็นฐานปฏิบัติการอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเป็นกิจลักษณะ

ปิ่นแก้วอธิบายว่า อุตสาหกรรมสแกมเมอร์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนเขตแดนมืดแห่งนี้ให้แตกต่างจากอาชญากรรมแบบเดิมอย่างสิ้นเชิงผ่าน 3 มิติหลัก ได้แก่

1) สเกลการล่าเหยื่อข้ามชาติ อาชญากรรมเดิมมักมีเป้าหมายเฉพาะกลุ่มหรือระดับท้องถิ่น แต่สแกมเมอร์ใช้เทคโนโลยีล่าเหยื่อจากทั่วโลก

2) มีโครงสร้างองค์กรแบบบริษัท ซึ่งมีการบริหารงานเป็นองค์กรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เชื่อมโยงนายทุนและเครือข่ายมาเฟียอย่างเป็นระบบ

3) ยึดครองโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนและอินเทอร์เน็ตที่รัฐเคยใช้ควบคุมพื้นที่ในอดีต แต่กลับถูกอาชญากรชิงใช้เป็นเครื่องมือหลักในการทำงานและปิดบังร่องรอยการตรวจจับ

ในโลกของอาชญากรรมข้ามชาติริมแม่น้ำเมย สิ่งที่หล่อเลี้ยงอาณาจักรเหล่านี้ไม่ได้มีแค่เม็ดเงินมหาศาล แต่เปรียบเสมือนอาอำนาจรัฐมาหั่นแบ่งขาย โดยรัฐบาลทหารเมียนมาและกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) ได้เปลี่ยนผืนดินชายแดนให้กลายเป็นสินค้าในรูปแบบโฉนดเช่าพิเศษ โดยแปะป้ายให้ดูดีว่าเป็นโครงการเมืองใหม่หรือสมาร์ทซิตี้

แต่ในความเป็นจริง นี่ไม่ใช่การเช่าที่ดินเพื่อทำธุรกิจทั่วไป แต่มันคือการขายสิทธิ์ยกเว้นกฎหมายให้กลุ่มทุนจีนสีเทา 

“มันไม่ใช่แค่การเช่าที่ดิน แต่มันคือการส่งมอบอธิปไตย… เพื่อเปิดทางให้ทุนทำกำไรได้ในต้นทุนที่ต่ำที่สุด โดยมีสัญญาเช่าเป็นเกราะป้องกันความผิด” เธอวิเคราะห์

ปรากฏการณ์นี้ได้เปลี่ยนพื้นที่ชายแดนให้กลายเป็น ‘พื้นที่เช่าอธิปไตย’ ที่ความผิดกลายเป็นความถูกต้องได้ตราบเท่าที่ผลประโยชน์ลงตัว ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่การเสียพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ แต่คือการเกิดรัฐอิสระของอาชญากร ที่สูบเอาทรัพยากรจากฝั่งไทยไปเป็นท่อน้ำเลี้ยง และใช้อำนาจปืนจากฝั่งเมียนมาเป็นโล่กำบัง สร้างความมั่งคั่งบนคราบน้ำตาและสิทธิมนุษยชนที่ถูกขายทอดตลาดไปพร้อมกับอำนาจอธิปไตย

ท่อน้ำเลี้ยงข้ามพรมแดน เมื่อโครงสร้างพื้นฐานไทยกลายเป็นลมหายใจของ Dark Zomia

อาณาจักรอาชญากรรมที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดริมฝั่งแม่น้ำเมยไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนหากปราศจากการเกื้อหนุนจากโครงสร้างพื้นฐานและกลไกอำนาจจากฝั่งไทย ภาวะการเป็นผู้สนับสนุนนี้ ปรากฏให้เห็นชัดเจนผ่านการส่งต่อทรัพยากรที่จำเป็นต่อการปฏิบัติการของกลุ่มทุนเทาข้ามชาติ ซึ่งเป็นการสมประโยชน์ที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบหรืออ้างการไม่รับรู้ได้

ปิ่นแก้วให้ข้อมูลที่น่าสนใจจากการลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างในอำเภอแม่สอด พบว่าวัสดุและอุปกรณ์เกือบทั้งหมดที่ใช้สร้างอาณาจักรเหล่านี้ถูกสั่งซื้อและขนส่งไปจากฝั่งไทยแทบทั้งหมด

“การขนของใหญ่ๆ แบบนี้ต้องผ่านท่าข้ามทางการ เป็นไปไม่ได้ที่ทางการไทยจะไม่รู้เรื่อง” เธอตั้งข้อสังเกต

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก้อนคอนกรีตคือเส้นเลือดใหญ่ทางพลังงานและดิจิทัล ข้อมูลจาก สำนักข่าว BBC Thai, ThaPBS, ประชาไท และ สำนักข่าวชายขอบ ยืนยันตรงกันว่านิคมเหล่านี้พึ่งพาไฟฟ้าและอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ลากสายข้ามพรมแดนจากไทยเป็นหลัก แม้ภายหลังจะมีการประกาศตัดไฟและสัญญาณในเขตชเวโก๊กโก่และ KK Park ตามการกดดันจากสากล แต่กลุ่มทุนเหล่านี้กลับมีความยืดหยุ่นสูงอย่างน่าตกใจ

ขณะที่รายงานจากสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย หรือ ASPI (2025) ที่วิเคราะห์ผ่านภาพถ่ายดาวเทียม ชี้ให้เห็นว่านิคมสแกมเมอร์ได้ติดตั้งจานดาวเทียม Starlink จำนวนมากและใช้เครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่เพื่อสร้างช่องว่างทางเทคโนโลยีที่รัฐควบคุมไม่ได้ ทำให้ธุรกิจหลอกลวงยังคงดำเนินต่อไปได้โดยแทบไม่ได้รับผลกระทบ

ในแง่นี้ ปิ่นแก้วตั้งข้อสังเกตว่า กิจกรรมที่หล่อเลี้ยงเมืองสแกมเมอร์ดำเนินไปภายใต้สายตาของเจ้าหน้าที่รัฐมาโดยตลอด ไม่ใช่เพียงแค่วัสดุก่อสร้าง แต่รวมไปถึงโครงข่ายดิจิทัลที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ โดยล่าสุด (ม.ค. 2026) มีการตรวจพบการลากสายอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดนในเขตอำเภอพบพระ ซึ่งนำไปสู่คำถามสำคัญถึงความรับผิดชอบของภาคเอกชนและรัฐ

“เจ้าของบริษัทอินเทอร์เน็ตจะไม่รู้จริงหรือว่าสายถูกลากข้ามฝั่งไป” เธอตั้งคำถาม

ความสัมพันธ์ที่ชอนไชลึกลงไปในโครงสร้างอำนาจนี้เองที่ปิ่นแก้วนิยามว่าเป็นสภาวะ ‘รัฐสแกมเมอร์’ (Scammer State) ซึ่งหมายถึงการที่เครือข่ายทุนอาชญากรรมแทรกซึมเข้าสู่กลไกรัฐไทยผ่านระบบส่วยและการสมรู้ร่วมคิดที่ฝังรากถึงระดับนโยบาย 

มาตรการตัดไฟหรือสัญญาณอินเทอร์เน็ตถูกมองว่าเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและได้ผลแค่ชั่วคราว ตราบใดที่ความสัมพันธ์ต่างตอบแทนของผู้มีอำนาจยังไม่ถูกกวาดล้าง ธุรกิจสแกมเมอร์ไม่ว่าจะหลบไปที่ไหน ก็พร้อมจะฟื้นชีพกลับมาปฏิบัติการได้เสมอ ตราบเท่าที่ผลประโยชน์ยังคงลงตัวและท่อน้ำเลี้ยงจากฝั่งไทยยังคงไหลเวียนไม่ขาดสาย

ท้ายที่สุด ปิ่นแก้วย้ำว่าปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือดัชนีชี้วัดความแน่นหนาของโครงข่ายผลประโยชน์ต่างตอบแทน ที่ทำงานกันอย่างเป็นกิจลักษณะ จนแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจชายแดน และย้ำว่ามาตรการระยะสั้นอย่างการตัดไฟ ตัดน้ำ หรือตัดอินเทอร์เน็ตนั้นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและได้ผลแค่ชั่วคราว

“ตราบใดที่ความสัมพันธ์ต่างตอบแทนของผู้มีอำนาจไม่ถูกกวาดล้างอย่างจริงจัง ธุรกิจสแกมเมอร์ไม่ว่าจะหลบไปที่ไหน ก็พร้อมจะฟื้นชีพกลับมาปฏิบัติการได้เหมือนเดิม เพราะหัวใจของปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวอาคารหรือสายเคเบิล แต่อยู่ที่ระบบส่วยและความสัมพันธ์มืดที่เชื่อมโยงระหว่างทุนเทาข้ามชาติกับผู้กุมอำนาจในไทย ซึ่งพร้อมจะต่อสายป่านให้ธุรกิจเหล่านี้กลับมาหายใจได้เสมอ ตราบเท่าที่ผลประโยชน์ยังคงลงตัว” เธอกล่าว

การฟอกภาพอาชญากรรมภายใต้ม่านหมอก ‘เมืองอัจฉริยะ’ 

เบื้องหลังโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่คือการต่อสู้ในเชิงการสื่อสารและการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อสร้างความยอมรับในระดับสากล กลุ่มทุนข้ามชาติไม่ได้เพียงแต่ลงทุนในโครงสร้างอาคาร แต่ยังมุ่งเน้นการสร้างภาพลักษณ์การพัฒนา เพื่อยกระดับโครงการให้มีความชอบธรรมในฐานะเขตเศรษฐกิจใหม่ โดยการนำเสนอนิยามอย่างเมืองใหม่ (New City) หรือเมืองอัจฉริยะ (Smart City) มาเป็นจุดขายหลักในการประชาสัมพันธ์

กลยุทธ์ดังกล่าวเห็นได้ชัดจากโครงการอย่างชเวโก๊กโก่ ที่นำเสนอภาพลักษณ์ภายใต้ชื่อ ‘Yatai New City’ ผ่านสื่อที่เน้นย้ำเรื่องการนำเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาใช้และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น ซึ่งหากวิเคราะห์ ข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นด่านแรกในการสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนและเป็นเกราะป้องกันทางนโยบาย แต่ในอีกด้านหนึ่งภาพลักษณ์ที่ถูกนำเสนอนี้มักสวนทางกับข้อเท็จจริงที่ชาวบ้านในพื้นที่สัมผัสได้ ดังที่กล่าวไปก่อนหน้านี้

ผลกระทบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านหมู่ริมเมย กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งคำถามควบคู่ไปกับการเติบโตของเมืองใหม่ จากเดิมที่ชาวบ้านพึ่งพาแม่น้ำเมยเพื่อการอุปโภคและบริโภค ปัจจุบันข้อมูลจากคนในพื้นที่ระบุว่าคุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงไป มีกลิ่นผิดปกติและคราบมันที่เชื่อว่าถูกระบายมาจากเขตนิคมอุตสาหกรรม จนไม่สามารถใช้ประโยชน์จากสัตว์น้ำได้เหมือนเดิม

นอกจากนี้ การเร่งก่อสร้างอาคารคอนกรีตจำนวนมหาศาลยังส่งผลต่อโครงสร้างทางกายภาพของแม่น้ำ เนื่องจากการก่อสร้างต้องการทรัพยากรทรายและหินปริมาณมาก แม้ปัจจุบันจะยังไม่ปรากฏหลักฐานยืนยันจากหน่วยงานรัฐอย่างเป็นทางการ ว่ามีการขออนุญาตขุดทรายเพื่อใช้ในโครงการเหล่านี้หรือไม่ แต่ปรากฏการณ์ตลิ่งฝั่งไทยที่พังทลายสไลด์ตัว และระดับน้ำที่ลดลงอย่างผิดปกติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่คนในพื้นที่ตั้งข้อสังเกตว่าอาจสัมพันธ์กับกิจกรรมการดูดทรายและเครื่องจักรหนักที่ปฏิบัติการอยู่ในลำน้ำอย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่โครงการอย่าง KK Park และชเวโก๊กโก่ ขยายตัวภายใต้ระบบการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด ความเดือดร้อนของชาวบ้านยังครอบคลุมไปถึงความปลอดภัยในชีวิตประจำวันจากสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดน และข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่ป่าเดิมที่ปัจจุบันมีความเสี่ยงจากวัตถุระเบิด ชาวบ้านบางส่วนยอมรับว่าความหวังที่จะมีงานทำในท้องถิ่นพังทลายลง เรื่องการจ้างงานในท้องถิ่นที่เคยมีการพูดถึงในช่วงเริ่มต้นโครงการ กลับกลายเป็นระบบเศรษฐกิจแบบปิดที่คนในพื้นที่แทบไม่มีส่วนร่วม

ม่านหมอกของคำว่าเมืองอัจฉริยะจึงกลายเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่กลุ่มทุนใช้เพื่อปรับเปลี่ยนภาพจำของอาณาจักรริมน้ำให้กลายเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่ทันสมัย ทิ้งให้ประเด็นเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม สิทธิในที่ดิน และเสียงสะท้อนจากคนตัวเล็กๆ ในพื้นที่ กลายเป็นเรื่องรองภายใต้โครงการก่อสร้างมูลค่านับหมื่นล้านที่กำลังเปลี่ยนโฉมหน้าชายแดนไทย-เมียนมาไปอย่างถาวร

ถอนราก ‘รัฐสแกมเมอร์’ บททดสอบอธิปไตยเหนือเงาสลัวริมน้ำเมย

วิกฤตการณ์ Dark Zomia ริมแม่น้ำเมยในวันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาอาชญากรรมชายแดนที่เกิดขึ้นและจบลงในฝั่งเมียนมา แต่คือบททดสอบสำคัญต่ออธิปไตย จริยธรรม และความจริงใจของรัฐไทยในการเผชิญหน้ากับอาชญากรรมข้ามชาติ การแก้ปัญหาด้วยวิธีการแบบเดิมที่เน้นเพียงการกวาดล้างเชิงสัญลักษณ์ หรือการทำหน้าที่เป็นเพียงผู้เฝ้ามอง จึงไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะวงจรอุบาทว์นี้จะสิ้นสุดลงได้ก็ต่อเมื่อมีการปฏิรูปอย่างจริงจังเพื่อถอนรากถอนโคนอุตสาหกรรมมืดนี้ให้สิ้นซาก

ข้อเสนอที่สำคัญที่สุดจากการวิเคราะห์ของปิ่นแก้ว คือการสะสางระบบความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ที่แฝงตัวอยู่ในคราบของหน่วยงานรัฐและผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น รัฐไทยจำเป็นต้องตัดรากฝอยของทุนเทาที่ชอนไชเข้าสู่ระบบราชการ โดยการจัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอิสระที่มีอำนาจเต็มในการจัดการข้าราชการที่พัวพันกับระบบส่วยและการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานข้ามพรมแดน ควบคู่ไปกับการขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) กลุ่มอาชญากรข้ามชาติอย่างเป็นทางการ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ทุนมืดเหล่านี้ใช้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ฟอกเงิน หรือใช้ตลาดทุนและอสังหาริมทรัพย์ไทยเป็นแหล่งพำนักอย่างปลอดภัย

ในมิติเชิงบริหารจัดการ รัฐไทยต้องยุติการทำงานแบบแยกส่วนที่มักเกิดช่องว่างให้อาชญากรแทรกซึม แต่ต้องสร้าง ‘เจ้าภาพหลัก’ ที่มีความโปร่งใสและมีพันธกิจชัดเจนในการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์อย่างบูรณาการ โดยประสานความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อเปลี่ยนพื้นที่แดนสนธยาให้กลับมาอยู่ภายใต้กลไกการตรวจสอบของกฎหมายสากล

เพราะหากรัฐไทยยังคงเพิกเฉยและทำหน้าที่เป็นสายป่านหล่อเลี้ยงอาณาจักรมืดนี้ต่อไป ไม่ว่าจะผ่านการส่งกระแสไฟฟ้า สัญญาณอินเทอร์เน็ต หรือการปล่อยให้มีการสมรู้ร่วมคิดในระดับนโยบาย ผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมไม่หยุดอยู่แค่ฝั่งเมียวดี แต่มลพิษทางอาชญากรรมจะไหลย้อนกลับมากลืนกินสังคมไทยอย่างถาวร ดังที่ชาวบ้านและคนหาเช้ากินค่ำในอำเภอแม่สอดเริ่มเผชิญกับภัยใกล้ตัว ทั้งการถูกหลอกลวงเงินเก็บชั่วชีวิตและสภาวะเศรษฐกิจชายแดนที่บิดเบี้ยว

ปิ่นแก้วย้ำเตือนทิ้งท้ายว่า หากเรายังปล่อยให้การเมืองของการสมรู้ร่วมคิดดำเนินต่อไป รัฐไทยเองก็คงไม่พ้นที่จะก้าวเข้าสู่สภาวะรัฐสแกมเมอร์อย่างเต็มตัว ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเลือกสถานะของตนเองว่า จะเป็นกำแพงที่แข็งแกร่งเพื่อปกป้องประชาชน หรือจะเป็นสะพานที่ทอดให้กลุ่มทุนเทาเข้ามากัดกินรากฐานของชาติจนเกินจะเยียวยา

เพราะหากไม่มีการปฏิรูปที่รากเหง้าในวันนี้ Dark Zomia จะไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่นอกเขตแดน แต่จะกลายเป็นเงาสลัวที่ทาบทับลงบนอนาคตของสังคมไทยไปอีกนานแสนนาน

อ้างอิง

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

‘หมาก–หอม–มันฝรั่ง’ พืชเกษตรภาคเหนือราคาต่ำ เมื่อพืชนำเข้าทุบราคาหน้าสวน-ทุนห้องเย็นกินรวบส่วนต่าง

เกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือเผชิญวิกฤตราคาพืชเศรษฐกิจตกต่ำหนัก หลังผลผลิตหลายชนิด ทั้งหมากตากแห้ง หอมหัวใหญ่ กระเทียม มันฝรั่ง และกะหล่ำปลี ปรับราคาลดลงอย่างต่อเนื่องช่วงต้นปี 2569...

PM2.5 ภาคเหนือวิกฤต ค่าฝุ่นพุ่งเกิน 500 ‘ตี๋‒ภัทรพงษ์’ จี้รัฐใช้เงินภัยพิบัติช่วยพื้นที่ ชี้งบไฟป่าถูกตัด-งบกลางไม่จัดสรร

สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในหลายจังหวัดภาคเหนือยังคงอยู่ในระดับวิกฤต หลังค่าฝุ่นพุ่งสูงเกิน 500 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m³) หลังหลายพื้นที่เผชิญสถานการณ์ไฟป่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ประชาชนต้องเผชิญมลพิษทางอากาศในระดับอันตราย...

เครือข่ายประชาชนจัด “มหกรรมประชาชนปกป้องแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง–สาละวิน” วันน้ำโลก 22 มี.ค. ที่เชียงราย ย้ำสิทธิการเข้าถึงน้ำสะอาด เรียกร้องรัฐแก้ปัญหาเหมืองข้ามแดน

เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง เตรียมจัดกิจกรรม ‘มหกรรมประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน’ เนื่องในวันน้ำโลก เพื่อย้ำสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงน้ำสะอาดและปลอดภัย...

ละลานล้านนา: สองสายจีน ริมปิง ฮ่อ–แต้จิ๋ว กับประวัติศาสตร์เชียงใหม่

เรื่อง: ปวีณา หมู่อุบล  เมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาลตรุษจีน ในพื้นที่ที่มีคนเชื้อสายจีนอาศัยอยู่หนาแน่นก็มักจะมีการจัดงานเฉลิมฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ และหนึ่งในนั้นก็คือเชียงใหม่ นั่นก็เพราะเป็นเมืองที่ได้มีการติดต่อค้าขายกับชาวจีนมาตั้งแต่ในยุคจารีตเรื่อยมาจนสมัยเป็นมณฑลเทศาภิบาล รวมถึงมีคนจีนจำนวนมากอพยพเข้ามาตั้งรกรากและสั่งสมฐานะทางเศรษฐกิจ จนเกิดเป็นชุมชนชาวจีนขึ้นในทั้งสองฝั่งแม่น้ำปิง คือในย่านสันป่าข่อย...