9 มีนาคม 2569 สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ออกแถลงการณ์ ‘ทวงคืนสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ ยืนยันสิทธิชุมชน’ เรียกร้องให้รัฐเร่งขับเคลื่อนพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 พร้อมเตือนว่ามาตรการจัดการไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ที่กำลังดำเนินอยู่ในหลายพื้นที่กำลังละเมิดสิทธิของชุมชนชาติพันธุ์
แถลงการณ์ระบุว่า ปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคมไทยและนโยบายรัฐที่ผ่านมาได้กดทับกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะแนวคิด ‘ป่าปลอดคน’ ที่ใช้กฎหมายป่าไม้หลายฉบับ เช่น กฎหมายป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เพื่อจำกัดสิทธิในที่ดินและทรัพยากรของชุมชน นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือเชิงนโยบายใหม่ของรัฐ เช่น คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) และโครงการคาร์บอนเครดิต ซึ่งถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ให้รัฐและทุน ขณะที่ชุมชนถูกเบียดขับออกจากพื้นที่ดั้งเดิม
สกน.ระบุว่า เครือข่ายเกษตรกรรายย่อย คนยากจน และชุมชนชาติพันธุ์ในภาคเหนือกว่า 50 ชุมชน ได้ร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ผลักดันการคุ้มครองพื้นที่ทำกินและพื้นที่จิตวิญญาณของชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในรูปธรรมสำคัญคือการประกาศ ‘เขตวัฒนธรรมพิเศษ’ จำนวน 10 ชุมชน ซึ่งต่อมาเป็นจุดเริ่มต้นของการผลักดันร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธิกลุ่มชาติพันธุ์ จนกลายเป็น พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ที่มีผลบังคับใช้แล้ว โดยกำหนดเครื่องมือสำคัญคือ ‘พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์’
ก่อนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ สกน.ประกาศเจตนารมณ์เดินหน้าผลักดันกฎหมายฉบับดังกล่าวอย่างเต็มที่ พร้อมข้อเรียกร้องสำคัญ ได้แก่ การคืนสิทธิในการจัดการที่ดินและทรัพยากรแก่กลุ่มชาติพันธุ์ การพัฒนาคุณภาพชีวิตและการคุ้มครองวิถีวัฒนธรรม รวมถึงการยืนยันศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชุมชนชาติพันธุ์
นอกจากนี้ สกน.เรียกร้องให้คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์เร่งจัดประชุมและจัดทำแผนสนับสนุนให้ชุมชนเข้าถึงกลไกคุ้มครองสิทธิอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว พร้อมทั้งเสนอให้ยุติ ยกเลิก หรือปรับแก้กฎหมายและมาตรการของรัฐที่เป็นอุปสรรคหรือขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติฯ
แถลงการณ์ยังแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ที่กำลังรุนแรงในภาคเหนือ โดยระบุว่ามีความพยายาม ‘ล่าแม่มด’ โยนความผิดให้ชุมชนชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่า ทั้งที่ปัญหามีความซับซ้อน และมาตรการบางอย่างอาจละเมิดสิทธิของชุมชนที่ทำกินในพื้นที่ทับซ้อนเขตป่า
ในช่วงที่ผ่านมา หลายพื้นที่เริ่มใช้มาตรการควบคุมการเข้าป่าอย่างเข้มงวด เช่น ที่อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และอาสาสมัครรักษาดินแดน ลงพื้นที่ลาดตระเวนไฟป่าและหมอกควัน พร้อมตรวจสอบบุคคลที่เข้าไปในพื้นที่ป่า โดยให้ลงชื่อ–นามสกุลและเวลาการเข้าออกพื้นที่ เพื่อป้องกันการลักลอบเผาป่า ขณะเดียวกันจังหวัดลำปางเตรียมประชุมคณะทำงานไฟป่าและฝุ่น PM2.5 เพื่อพิจารณามาตรการ ‘ปิดป่า’ ในหลายพื้นที่
ด้านอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนได้ประกาศงดเข้าพื้นที่ป่าชั่วคราวระหว่างวันที่ 16 มีนาคม – 30 เมษายน 2569 ยกเว้นเฉพาะเขตบริการท่องเที่ยว เช่น น้ำพุร้อนและน้ำตกแจ้ซ้อน โดยผู้ฝ่าฝืนอาจถูกปรับสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท และหากพบการเผาป่าอาจมีโทษจำคุก 4–20 ปี หรือปรับสูงสุด 2 ล้านบาท
สกน.ระบุว่า มาตรการลักษณะนี้หากดำเนินการโดยไม่คำนึงถึงสิทธิของชุมชนชาติพันธุ์ อาจกลายเป็นการละเมิดสิทธิภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายสร้างความเข้าใจต่อปัญหาไฟป่าอย่างรอบด้าน และยุติปฏิบัติการที่กระทบต่อสิทธิของชุมชนในช่วงฤดูกาลห้ามเผา
ท้ายแถลงการณ์ สกน.ย้ำว่า กฎหมายฉบับนี้เกิดจากการต่อสู้ของชุมชนชาติพันธุ์เอง มิใช่ความเมตตาจากรัฐ พร้อมประกาศเดินหน้าขบวนการภาคประชาชนเพื่อคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายฉบับนี้ต่อไป โดยย้ำหลักการว่า คนเท่ากัน ชาติพันธุ์ก็คือคน
