เรื่องและภาพ: กัญญ์วรา หมื่นแก้ว

18 มีนาคม 2569 ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านแม่หมี ตำบลหัวเมือง อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง จัดกิจกรรม ‘เปิดแนวกันไฟ’ โดยชาวบ้านร่วมกันทำแนวกันไฟรอบป่าชุมชนเช่นทุกปี เพื่อป้องกันไฟป่าลุกลามเข้าสู่พื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตร ใช้การระดมทุนกันเองในชุมชน
ชุมชนบ้านแม่หมีมีพื้นที่ทับซ้อนกับอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน และยังมีข้อพิพาทด้านการจัดการทรัพยากร โดยเฉพาะช่วงประกาศห้ามเข้าป่า ระหว่างวันที่ 11 มีนาคม – 30 เมษายน 2569 ซึ่งกำหนดให้ต้องลงทะเบียนยืนยันตัวตนก่อนเข้าใช้พื้นที่ ส่งผลให้ชาวบ้านกังวลว่าอาจถูกมองเป็นผู้ก่อไฟป่า ทั้งที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน
ก่อนเริ่มกิจกรรม ตัวแทนชุมชนได้อ่านแถลงการณ์ ‘เปิดป่า เปิดแนวกันไฟ ค้านนโยบายปิดป่า’ ระบุว่า มาตรการห้ามเผาและปิดป่าที่ใช้ควบคุมไฟป่าและฝุ่น PM 2.5 ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนอย่างมาก ทั้งการทำเกษตร การหาของป่า และการใช้ชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังสร้างความกังวลจากการตั้งด่านและลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่
ชุมชนระบุว่า การประกาศห้ามเผาและปิดป่าเป็นการละเมิดสิทธิที่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ทั้งสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรตามมาตรา 43 รวมถึงเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ซึ่งวิถีเกษตรแบบไร่หมุนเวียนและการเก็บหาของป่าถูกจำกัด นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อสิทธิในชีวิตและทรัพย์สิน จากการตั้งด่าน ตรวจค้น และลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ ที่เพิ่มความเสี่ยงให้ชาวบ้านอาจถูกยึดที่ดินหรือดำเนินคดีโดยไม่เป็นธรรม และต้องเผชิญโทษทั้งปรับและจำคุกในอัตราสูง
ชุมชนบ้านแม่หมี ซึ่งเป็นพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 และได้รับการคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ยืนยันว่าตลอดที่ผ่านมาได้ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนผลักดันการจัดการที่ดินแบบโฉนดชุมชน พร้อมดูแลพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการทำแนวกันไฟยาวกว่า 20 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 12,021 ไร่ และจัดเวรลาดตระเวนอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันไฟป่า
อย่างไรก็ตาม การประกาศเขตป่าของรัฐที่ทับซ้อนพื้นที่ชุมชนยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่นำไปสู่การจำกัดสิทธิ และบั่นทอนกำลังใจในการดูแลทรัพยากรของชุมชน

ชาวบ้านจึงประกาศจุดยืน ‘เปิดป่า เปิดแนวกันไฟ ค้านนโยบายปิดป่า’ พร้อมยืนยันจะรักษาวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและเดินหน้าผลักดันพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตต่อไป แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากภาครัฐ
พร้อมกันนี้ เรียกร้องให้หน่วยงานรัฐยุตินโยบายห้ามเผาและปิดป่าแบบเหมารวม รวมถึงยุติการลาดตระเวน ตรวจยึดพื้นที่ และการดำเนินคดีกับชาวบ้าน โดยย้ำว่าทุกฝ่ายต้องเคารพสิทธิของชุมชนตามกฎหมาย และเร่งสร้างความเข้าใจต่อปัญหาที่ซับซ้อนนี้ โดยไม่ตีตราชาวบ้านว่าเป็นผู้ก่อไฟป่า แต่ควรมองเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันไฟป่าแทน
