เมื่อแม่น้ำไม่ใช่ของชาติเดียว 1 ปีวิกฤตสารพิษ กับโจทย์รัฐไทยบนห่วงโซ่อุปทานแร่ข้ามพรมแดน

Date:

เรื่อง: สุทธิกานต์ วงศ์ไชย, ภาพ: ภูบดี หิรัญวิวัฒน์วงศ์

22 มีนาคม 2569 จังหวัดเชียงรายจัด ‘มหกรรมประชาชนปกป้องลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน’ เนื่องในวันน้ำโลก (World Water Day) ณ วัดฝั่งหมิ่น และสวนสาธารณะเทศบาลริมน้ำกก อำเภอเมือง เพื่อสื่อสารถึงความสำคัญของการเข้าถึงน้ำสะอาดและปลอดภัยในฐานะสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์สารพิษในลุ่มน้ำที่เชื่อมโยงข้ามพรมแดน

หนึ่งปีสารพิษในแม่น้ำพรมแดน วิกฤตสะสมที่ยังรอแก้ไข

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา การปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน กลายเป็นวิกฤตสะสม ส่งผลกระทบทั้งระบบนิเวศและวิถีชีวิตชุมชน แม้มีการเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น การแก้ไขยังล่าช้าเพราะข้อจำกัดด้านนโยบาย ความร่วมมือระหว่างประเทศ และเจตจำนงของผู้มีอำนาจ

พระมหานิคม มหาภินิกุขมโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน พระอารามหลวง สะท้อนสถานการณ์แม่น้ำกกในพื้นที่บ้านท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ว่า ปัญหาสารพิษในแม่น้ำที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่ ส่งผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนริมน้ำกก ทั้งบ้านเรือน พื้นที่ทำกิน และทรัพย์สินที่ถูกพัดพาเสียหายจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ผลกระทบยังลุกลามไปทุกมิติของวิถีชีวิต ทั้งการท่องเที่ยว วัฒนธรรม การศึกษา สุขภาพ และเศรษฐกิจในพื้นที่

พระมหานิคมชี้ว่า แม้จะทราบสาเหตุของปัญหา แต่การแก้ไขยังขึ้นอยู่กับ ‘เจตจำนง’ ของทุกภาคส่วน พร้อมเตือนว่าปัญหาสารพิษในแม่น้ำเป็นภัยเงียบที่สะสมระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง

“ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องที่ยากเพราะตัวปัญหา แต่มันยากตรงเจตจำนงของคนว่าจะเอาจริงเอาจังหรือไม่ เราไม่ควรปล่อยให้เป็นแบบวัวหายล้อมคอก เพราะกว่าจะรู้ตัวอีกที มันอาจสายเกินไปแล้ว” พระมหานิคม มหาภินิกุขมโน กล่าว

ด้าน อำนาจ ไตรจักร์ ตัวแทนชาวบ้านลุ่มน้ำโขง จังหวัดนครพนม ระบุว่า เดิมเครือข่ายชุมชนริมโขงติดตามผลกระทบจากเขื่อนเป็นหลัก ก่อนจะเริ่มตระหนักถึงปัญหาสารพิษจากเหมืองแร่ในช่วงกลางปี 2568 หลังได้รับข้อมูลจากพื้นที่ต้นน้ำอย่างเชียงราย จึงปรับการเฝ้าระวังจากเดิมที่เน้นตะกอนและความขุ่น มาสู่การตรวจสารเคมีและความผิดปกติของปลา

แม้การตรวจน้ำในหลายพื้นที่ยังไม่พบค่าปนเปื้อนเกินมาตรฐาน แต่ชุมชนยอมรับว่าความกังวลเพิ่มขึ้น และเห็นว่าปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน แต่รวมถึงกิจกรรมภายในประเทศ ขณะที่แม่น้ำโขงยังเผชิญความเปลี่ยนแปลงจากเขื่อนอย่างต่อเนื่อง

“จากที่เคยกังวลแค่เรื่องเขื่อน วันนี้เราต้องหันมาระวังเรื่องสารพิษด้วย เพราะแม่น้ำโขงกำลังเปลี่ยนไป และอาจไม่ใช่แม่น้ำธรรมชาติแบบเดิมอีกต่อไป” – อำนาจ ไตรจักร์ ตัวแทนชาวบ้านลุ่มน้ำโขง จังหวัดนครพนม กล่าว

ขณะที่ เตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) ระบุว่า ปัญหาสารปนเปื้อนจากเหมืองแร่เป็นวิกฤตระยะยาว ที่จะยังคงอยู่จนกว่าจะมีการยุติหรือปรับกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม จึงจำเป็นต้องขยายความร่วมมือทั้งในประเทศและข้ามพรมแดน โดยเฉพาะชุมชนต้นทางที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

พร้อมเสนอให้มีการตรวจสอบแหล่งที่มาของแร่อย่างเข้มงวด และควบคุมการนำเข้า–ส่งออก เพื่อไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นทางผ่านของแร่ที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน

“ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องที่จะจบในปีสองปี แต่เราต้องสู้กันระยะยาว และต้องมีมวลมิตรมาร่วมกันเฝ้าระวัง ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ” – เตือนใจ ดีเทศน์ กล่าว

ด้าน มนตรี จันทวงศ์ กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง The Mekong Butterfly ระบุว่า สถานการณ์แม่น้ำกกสะท้อนการปนเปื้อนที่ต่อเนื่องยาวนาน โดยนับจากการตรวจพบสารหนูครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 2567 จนถึงปัจจุบันกินเวลาราว 21 เดือน ทั้งที่ก่อนหน้านั้น 5–6 ปี แม่น้ำยังอยู่ในสภาพสะอาด

เขาชี้ว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว ประชาชนยังคงใช้น้ำและบริโภคอาหารจากลำน้ำโดยไม่รับรู้ความเสี่ยง ขณะที่การตรวจสอบอย่างจริงจังเพิ่งเริ่มในปี 2568 ทำให้ไม่สามารถประเมินการสะสมของสารพิษได้ครบถ้วน โดยข้อมูลล่าสุดพบสารหนูในตัวอย่างประชาชนทั้งหมด และบางส่วนเกินค่ามาตรฐาน อีกทั้งในตะกอนยังพบการสะสมของสารพิษหลายจุด ซึ่งอาจส่งต่อผ่านห่วงโซ่อาหาร

มนตรีระบุว่า การปนเปื้อนกระจายอยู่ทั้งระบบนิเวศ และควรเร่งตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างชัดเจน พร้อมเสนอให้ใช้กลไกกฎหมายควบคุมห่วงโซ่อุปทาน เช่น การระบุแหล่งที่มาของแร่และติดตามผ่านเทคโนโลยี

“เราไม่สามารถรอความเมตตากรุณาจากคนทำเหมืองต่อไปได้อีกแล้ว ต้องใช้กลไกของรัฐจัดการตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้แร่ที่กระทบต่อแม่น้ำไหลเข้ามาในประเทศ” – มนตรี จันทวงศ์ กล่าว

เหมืองเมียนมา-ห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิร์ธ ต้นตอวิกฤตข้ามพรมแดน

ตัวแทนภาคประชาสังคมจากเมียนมา สะท้อนตรงกันว่า การทำเหมืองแร่ โดยเฉพาะแรร์เอิร์ธและแร่โลหะในเมียนมาขยายตัวอย่างรวดเร็วหลังปี 2016 และยิ่งรุนแรงขึ้นหลังการรัฐประหารปี 2021 จากช่องว่างการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้พื้นที่ชายแดนกลายเป็นแหล่งผลิตสำคัญเพื่อป้อนห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเฉพาะการส่งออกไปจีน

ในรัฐคะฉิ่น พื้นที่ปังวา (Pangwa) ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลัง KIA เผชิญผลกระทบหนักจากกระบวนการทำเหมืองที่ใช้สารเคมีและปล่อยน้ำเสียลงแหล่งน้ำโดยไม่บำบัด ส่งผลให้ชุมชนสูญเสียพื้นที่เกษตร ดินเสื่อม น้ำปนเปื้อน และต้องเผชิญความเสี่ยงด้านสุขภาพ ขณะที่แรงงานขาดการป้องกัน และยังจำเป็นต้องใช้น้ำดังกล่าวเพราะไม่มีทางเลือก

“โลกกำลังได้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้ แต่คนในพื้นที่กลับต้องสูญเสียทั้งที่ดิน น้ำ และวิถีชีวิต โดยไม่มีสิทธิ์กำหนดอนาคตของตัวเอง” – ตัวแทนภาคประชาสังคมจากรัฐคะฉิ่น กล่าว

สถานการณ์ในรัฐคะเรนนีสะท้อนภาพคล้ายกัน โดยกรณีเหมือง ‘มอชี’ แม้จะเปลี่ยนมือมาอยู่ภายใต้กลุ่มชาติพันธุ์ (ERO) และเปิดพื้นที่พูดคุยด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่การทำเหมืองยังดำเนินต่อไปท่ามกลางความขัดแย้ง จนถูกมองว่าเป็นทั้ง ‘วิกฤต’ และ ‘ความจำเป็น’ เนื่องจากเป็นแหล่งรายได้หลักของชุมชน ขณะที่ผลกระทบเกิดขึ้นรอบด้าน ทั้งทรัพยากรเสื่อมโทรม ความมั่นคงทางอาหารลดลง และแหล่งน้ำปนเปื้อน ที่ยังต้องหาแนวทางแก้ไขให้รอบด้าน

“วันนี้เหมืองไม่ใช่แค่ปัญหา แต่เป็นความจำเป็นของคนในพื้นที่ ขณะที่โจทย์สำคัญคือ หากต้องหยุดเหมือง จะกระทบต่อรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนอย่างไร ซึ่งเป็นความท้าทายที่ซับซ้อนในการหาทางออก” – ตัวแทนภาคประชาสังคมจากรัฐคะเรนนี กล่าว

ด้านตัวแทนจากรัฐกะเหรี่ยง ชี้ให้เห็นภาพระดับลุ่มน้ำ โดยเฉพาะแม่น้ำสาละวินที่เชื่อมโยงไทย-เมียนมา ซึ่งหลังปี 2021 การเคลื่อนย้ายแร่และการใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ชุมชนปลายน้ำเริ่มตระหนักถึงความเสี่ยงมากขึ้น ผลกระทบปรากฏชัดในพื้นที่ชายแดนไทย เช่น แม่ฮ่องสอน ที่ชุมชนและผู้ลี้ภัยต้องพึ่งพาน้ำจากแม่น้ำภายใต้ความเสี่ยงด้านสุขภาพ และเผชิญปัญหาความมั่นคงทางอาหารควบคู่กัน

“ถ้ารอให้รัฐคุยกันอย่างเดียวอาจไม่ทัน เราต้องเริ่มจากความร่วมมือของภาคประชาชนข้ามพรมแดน เพื่อรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่” – ตัวแทนภาคประชาสังคมจากรัฐกะเหรี่ยง กล่าว

ขณะที่ในภูมิภาคตะนาวศรี ซึ่งเป็นแคว้นภายใต้รัฐบาลกลาง การทำเหมืองดีบุก ตะกั่ว และถ่านหินก็ขยายตัวอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยจำนวนเหมืองเพิ่มเกือบเท่าตัวในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางความขัดแย้งที่ทำให้ทรัพยากรถูกใช้เป็นแหล่งรายได้ของทุกฝ่าย ส่งผลให้ชุมชนต้องอพยพและไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง

“ความท้าทายที่ยากกว่าการฟื้นฟูการเมือง คือการฟื้นฟูทรัพยากรและวิถีชีวิตของชุมชนที่เสียไปแล้ว” – ตัวแทนภาคประชาสังคมจากแคว้นตะนาวศรี กล่าว

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า ปัญหาการทำเหมืองในเมียนมาไม่ใช่เพียงวิกฤตสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ แต่เป็นปัญหาข้ามพรมแดนที่เชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง และห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะที่ต้นทุนกลับตกอยู่กับชุมชนท้องถิ่น

วิทยาศาสตร์ผสานธรรมชาติ ทางออกจัดการน้ำทั้งระบบ

ฐปนันท์ จิระวิชิตชัย จากโครงการ Urban Resilience องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ชี้ว่า การจัดการปัญหาแม่น้ำกกต้องมองทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะร่องน้ำ แต่รวมถึงพื้นที่ป่า พื้นที่ชุ่มน้ำ ตะกอน และพื้นที่ราบน้ำท่วมถึง ซึ่งล้วนมีบทบาทต่อสมดุลของลุ่มน้ำ โดยที่ผ่านมา การขยายตัวของเมืองทำให้พื้นที่ธรรมชาติลดลง ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความสามารถในการรองรับน้ำลดลง และเกิดน้ำท่วมถี่ขึ้นจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง

โครงการจึงเสนอแนวทางรับมือโดยใช้ทั้งวิทยาศาสตร์ควบคู่กับธรรมชาติ ผ่านการฟื้นฟูพื้นที่รับน้ำ การรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว พร้อมปรับแนวคิดจากการ ‘ระบายออกเร็วที่สุด’ ไปสู่การ ‘เก็บ ชะลอ และกระจายน้ำ’ เพื่อให้เมืองสามารถตั้งรับและปรับตัวได้ดีขึ้นในระยะยาว รวมถึงช่วยลดผลกระทบจากทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง

“น้ำต้องมีที่อยู่ หากเราออกแบบเมืองให้มีพื้นที่รองรับน้ำได้ ธรรมชาติจะช่วยลดความรุนแรงของปัญหา มากกว่าการเร่งระบายออกไปเพียงอย่างเดียว” – ฐปนันท์ จิระวิชิตชัย Urban Resilience กล่าว

ผศ.ดร.อภิสม อินทรลาวัณย์ อาจารย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อธิบายว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมจำนวนมากเกิดจากการใช้ทรัพยากรเกินขีดความสามารถของระบบนิเวศ และการมองธรรมชาติเป็นเพียงทรัพยากร จึงเสนอแนวคิด ‘Nature-based Solutions’ หรือการใช้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ร่วมกับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ โดยยกตัวอย่างจาก ออสเตรเลีย ที่ฟื้นฟูทางน้ำเดิมจนช่วยลดทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง

ในบริบทไทย แนวทางสำคัญคือการฟื้นฟูหนองน้ำและคลองธรรมชาติ ควบคู่กับการเพิ่มพื้นที่สีเขียว และพัฒนาระบบบำบัดน้ำระดับชุมชนโดยใช้ดิน หิน ทราย พืชน้ำ และจุลินทรีย์ เพื่อลดมลพิษและนำน้ำกลับมาใช้ได้อีกครั้ง โดยย้ำว่าการฟื้นฟูต้องใช้เวลาและต้องทำควบคู่กันทั้งวิทยาศาสตร์และระบบนิเวศ

“ทางออกไม่ใช่แค่ควบคุมธรรมชาติ แต่คือการกลับมาอยู่ร่วมกับธรรมชาติให้ได้อีกครั้ง โดยใช้ทั้งวิทยาศาสตร์และระบบนิเวศเป็นคำตอบ” ผศ.ดร.อภิสม อินทรลาวัณย์ อาจารย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าว

ขณะที่ ตัวแทนนักวิชาการสิ่งแวดล้อมจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย ระบุว่า ตลอดลำน้ำกกมีชุมชนใช้น้ำหลากหลายรูปแบบ ทำให้ความเสี่ยงจากสารปนเปื้อนกระจายไปในหลายระบบ โดยเฉพาะประปาหมู่บ้านซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลักของประชาชนกว่า 85% และมีมากกว่า 100 แห่งที่ตั้งอยู่ใกล้ลำน้ำกก

อบจ.เชียงรายจึงเดินหน้าพัฒนาระบบเฝ้าระวังร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขและภาควิชาการ นำร่องในพื้นที่เสี่ยง เช่น ดอยฮางและแม่ยาว ภายใต้แนวคิด ‘ตรวจสุขภาพระบบประปา’ เพื่อยกระดับการจัดการน้ำให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ พร้อมย้ำว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องไร้พรมแดน และต้องเร่งเสริมศักยภาพทั้งระบบน้ำ การบำบัด และการเฝ้าระวังสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

“น้ำอาจเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิต แต่ถ้าจัดการไม่ดี ก็อาจกลายเป็นจุดจบของชีวิตได้เช่นกัน”

เปิดตัวแอปฯ ‘ปลาปลอดภัย’ นำร่องใช้ AI เฝ้าระวังคุณภาพปลา ลดความเสี่ยงสารพิษ

ภายในงานมีการเปิดตัวแอปพลิเคชัน ‘ปลาปลอดภัย’ สำหรับพื้นที่น้ำร่องเชียงราย โดย รศ.ดร.ธนพล เพ็ญรัตน์ จากมหาวิทยาลัยนเรศวร ระบุว่า ระบบการทำงานของแอปพลิเคชันจะใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูล แบ่งพื้นที่แม่น้ำ 33 จุด และจัดระดับความเสี่ยงของปลาเป็นสีเขียว เหลือง และแดง โดยปลากลุ่มเสี่ยงจะถูกแจ้งเตือนและไม่นำมาจำหน่าย พร้อมรับซื้อแล้วนำไปตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อลดผลกระทบต่อชาวประมง

แอปพลิเคชันยังเปิดให้ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลปลาได้แบบเรียลไทม์ อย่างไรก็ตาม จากการทดลองใช้งานพบว่า ประมาณ 70% สามารถใช้งานได้ทันที ขณะที่อีก 30% โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ยังต้องอาศัยการเรียนรู้เพิ่มเติม จึงจำเป็นต้องมีช่องทางสื่อสารเสริมควบคู่ เพื่อให้ข้อมูลเข้าถึงผู้ใช้งานได้จริง

ธนพลระบุว่า จากการตรวจปลาเกือบ 200 ตัว พบว่าค่าการปนเปื้อนสารหนูในเนื้อปลาอยู่ต่ำกว่ามาตรฐานทั้งหมด ที่ประมาณ 25% ของเกณฑ์ สะท้อนว่าปลาสามารถขับสารพิษออกได้บางส่วน

“จากข้อมูลปัจจุบัน เนื้อปลาที่ยังบริโภคกันอยู่ถือว่ายังปลอดภัย แต่ส่วนที่ยังต้องระวังคือไส้ปลา ที่บางตัวพบค่าการปนเปื้อนเกินมาตรฐาน และมักเป็นสารหนูอนินทรีย์ ขณะที่สารหนูบางส่วนในปลาจะเปลี่ยนรูปเป็นสารหนูอินทรีย์ที่ไม่มีความเป็นพิษ” – ธนพล กล่าว

สำหรับความเสี่ยงระยะยาว เขาระบุว่า ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีจากการบริโภค แต่เป็นผลจากการสะสมของสารปนเปื้อนในร่างกายต่อเนื่องเป็นเวลานาน ขณะเดียวกันยังต้องเฝ้าระวังโลหะหนักอื่น เช่น ตะกั่ว และหลีกเลี่ยงปลาที่มีลักษณะผิดปกติ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการปนเปื้อนหรือการติดพยาธิ

ทั้งนี้ ยังมีแผนขยายระบบไปที่ระดับเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล รวมถึงพื้นที่เสี่ยง พร้อมพัฒนาไปสู่การเฝ้าระวังพืชอาหาร และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรายงานสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ธนพลย้ำว่า การแก้ปัญหาที่แท้จริงยังต้องหยุดแหล่งกำเนิดมลพิษจากต้นน้ำ

“การแก้ปัญหาที่แท้จริง คือการหยุดแหล่งกำเนิดมลพิษจากต้นน้ำ” ธนพล กล่าว

ด้าน ตัวแทนสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงราย ระบุว่า จังหวัดเชียงรายได้เฝ้าระวังคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ปลาเป็นตัวชี้วัด และมีการเก็บตัวอย่างตรวจสอบก่อนเข้าสู่การบริโภค พร้อมชี้ว่ามีข้อมูลเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งอาจเป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ จึงจำเป็นต้องแก้ไขที่ต้นน้ำควบคู่กับความร่วมมือระหว่างประเทศ

ขณะเดียวกัน มีการติดตามผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยกรณีพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานในบางราย ได้มีการตรวจยืนยันเพิ่มเติม และพัฒนาศักยภาพห้องปฏิบัติการในพื้นที่ เพื่อลดระยะเวลาการตรวจและแจ้งเตือนให้รวดเร็วขึ้น รวมถึงสื่อสารข้อมูลผ่านเพจ ‘ศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการรับรู้ และติดตามสถานการณ์น้ำเชียงราย (AIM: Awareness Information Monitoring)’ อย่างต่อเนื่อง

ด้าน ผู้แทนประมงจังหวัดเชียงราย มองว่าแอปพลิเคชันนี้จะเกิดประโยชน์ได้จริง หากสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งาน โดยประเมินว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ราว 70–80% แม้ยังมีข้อจำกัดในกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติม

“หัวใจสำคัญคือความเชื่อมั่นของผู้ใช้งาน หากเชื่อถือข้อมูล เขาก็จะเข้ามาใช้งานและมีส่วนร่วมมากขึ้น” – ผู้แทนประมงจังหวัดเชียงราย กล่าว

ช่วงท้ายของกิจกรรม มีการนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคประชาชน นักการเมือง และวุฒิสภา เพื่อเร่งแก้ปัญหาสารพิษข้ามพรมแดน โดยเน้นการจัดการทั้งระบบ ตั้งแต่การตรวจสอบต้นทาง การควบคุมห่วงโซ่อุปทานแร่ การจัดทำฐานข้อมูลและแผนที่ความเสี่ยง ไปจนถึงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและจัดหาแหล่งน้ำปลอดภัยให้ชุมชน

หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าปัญหานี้ต้องยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ ควบคู่กับการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และเพิ่มบทบาทรัฐในการเป็นแกนนำแก้ไขอย่างจริงจัง ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากภาคประชาชนและเยาวชนที่เรียกร้องให้เร่งดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนที่ผลกระทบจะลุกลามมากกว่านี้

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

Come Play with Us ชวนไปดูผลงานของ 15 ศิลปิน ในกรอบเล็กๆ ที่เล่าเรื่องไม่เล็ก ที่หางปุย อาร์ตสเปซ เชียงราย

เชียงรายยังคงขยับตัวอย่างต่อเนื่องในฐานะเมืองศิลปะร่วมสมัย และในจังหวะเดียวกันนั้น พื้นที่ขนาดเล็กอย่าง Hangpui Art Space (หางปุย อาร์ตสเปซ) ก็กำลังเปิดพื้นที่ให้กับความเคลื่อนไหวของศิลปินรุ่นใหม่ผ่านนิทรรศการ...

‘อ่อเส๊อะเกอะเม’ กลับมาอีกครั้ง ชวนล้อมวงกินข้าวในงาน ‘Get Rotate มาGet ครั้งที่ 2’

คำเชิญเรียบง่ายอย่าง “อ่อเส๊อะเกอะเม” ซึ่งเป็นภาษาปกาเกอะญอที่แปลว่า “มากินข้าวกัน” ถูกหยิบมาใช้เป็นแนวคิดหลักของการจัดงาน ‘Get Rotate มาGet ครั้งที่...

‘คนอยู่กับป่า’ 700 ชีวิตรวมตัวทวงสิทธิที่เชียงดาว จี้แก้กฎหมายป่าอนุรักษ์ ย้ำยกเลิกแนวคิด ‘ป่าปลอดคน’

24 มีนาคม 2569 ประชาชนกว่า 700 คน ในนามสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ...

เชิญพิจารณา: กรมประมงกับการตรวจโลหะหนักในปลา เมื่อความเสี่ยงไม่ได้หยุดอยู่ที่ ‘ค่ามาตรฐาน’

เขียน: สืบสกุล กิจนุกร ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา ภายหลังเกิดสถานการณ์การปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก (เชียงใหม่–เชียงราย) แม่น้ำสาละวิน (แม่ฮ่องสอน)...