ก๊อนเก๊าเล่าล้านนา: อนุสาวรีย์กลางสายหมอก (PM 2.5) ว่าด้วยเรื่องเล่านายร้อยตำรวจชาวเดนมาร์ก แสงเงาแห่งประวัติศาสตร์กบฏเงี้ยวที่เมืองพะเยา

Date:

เรื่อง:  นวลคำ ขะยอมแดง สุภาพชนคนเมือง

อดีต เป็นเศษซากของความทรงจำและความรู้สึกที่ยังคงหลงเหลืออยู่
อดีต จึงธำรงความทรงจำไว้ มิให้ร่วงหล่นหายไปกับกาลเวลา
อดีต ยังเป็นแรงผลักดันให้เกิดความเป็นไปใหม่ๆ ของโลกและชีวิตทางสังคมของผู้คน ผ่านทั้งแง่มุมอันแสนสะพรึงกลัวและแสนงดงาม ท่ามกลางสิ่งที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์”

บ่ายวันอาทิตย์แดดอ่อนๆ ไม่ร้อนมากนัก หลังเสร็จสิ้นมื้อเที่ยงจากร้านลาบไก่เจ้าอร่อยย่านแยกแม่ต๋ำ เขตอำเภอเมืองพะเยา ฉันขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจล่องไปตามถนนหลวง มุ่งสู่ทิศใต้ของเมืองพะเยา ตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 พอเลยสะพานข้ามแยกเกษตรสุข อันเป็นสัญญาณที่คนในพื้นที่รู้กันว่านับแต่นี้ไปเราได้พ้นเขตตำบลแม่ต๋ำ และกำลังเข้าสู่ตำบลแม่กา พื้นที่ที่พอจะเข้าใจได้โดยรวมว่าเป็นเมืองเกิดใหม่ จากการตั้งอยู่ของมหาวิทยาลัยพะเยา ซึ่งมีแนวโน้มจะขยายตัวเติบโตต่อไปอีกมาก

พื้นที่เมืองใกล้มหาวิทยาลัยแห่งนี้เต็มไปด้วยหอพัก ร้านอาหาร สถานประกอบการ และสิ่งละอันพันละน้อยที่คอยอำนวยความสะดวกแก่เหล่าประชากรแฝงต่างถิ่น ผู้ย้ายเข้ามาเป็นนิสิตของมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ ณ ที่แห่งนี้

มอเตอร์ไซค์คู่ใจพาฉันออกห่างจากตัวเมืองมาได้หลายกิโลเมตร จนเข้าสู่เขตตำบลแม่กา แล้วที่ริมถนนย่านนี้เอง ฉันพบโครงสร้างหินชิ้นหนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางทุ่งนาและเนินเขาทางด้านซ้ายของถนนพหลโยธิน ถนนสายหลักที่เต็มไปด้วยผู้สัญจรผ่านไปมา แน่นอนว่า คนส่วนใหญ่น้อยนักจะหันมามอง ขณะที่บางคนอาจสะดุดตากับรูปช้างและม้าที่สลักอยู่บนฐาน และแน่นอนยิ่งกว่า น้อยคนนักจะรู้ว่าหินก้อนนั้นคืออนุสรณ์แห่งชีวิตของชายหนุ่มชาวเดนมาร์ก อายุเพียง 24 ปี ผู้เสียชีวิตลง ณ ที่แห่งนี้เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2445

ภาพ : ป้ายริมทางระบุที่ตั้งอนุสาวรีย์ที่รำลึกถึงเจนเสน

ฉันจอดรถมอเตอร์ไซค์ไว้ใกล้ๆ สถานที่อันเงียบสงบแห่งนั้น แล้วเดินตุ๊ปั๊ดตุ๊เป๋เข้าไปอ่านจารึกบนอนุสาวรีย์ ซึ่งระบุเพียงว่า “กัปตัน เอ็ช.เอ็ม. เจนเสน (Captain H.M. Jensen) อายุ ๒๔ ปี ชาวเดนมาร์ก” แน่นอนว่า มันเป็นข้อความที่ทั้งสั้น กะทัดรัด และกระชับ ประกอบกับความเงียบงันในบริเวณนั้น ทำให้ฉันรู้สึกราวกับว่าหินก้อนนี้รู้อยู่เต็มอกว่า ประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังนั้นซับซ้อนเกินกว่าจะจารึกลงไปได้ทั้งหมด

ภาพ: รูปปั้นช้างและม้าที่ปรากฏบนอนุสาวรีย์มิใช่เพียงลวดลายประดับ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของพาหนะที่ตำรวจภูธรใช้ในยุคนั้น อันเป็นภาพจำของห้วงเวลาที่ล้านนาและสยามกำลังเดินเข้าสู่เส้นทางที่ไม่มีวันหวนกลับ

อนุสาวรีย์แห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลแม่กา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ซึ่งในอดีตรู้จักกันในนาม “บ้านแม่กาท่าข้าม” และเมื่อฉันสืบค้นข้อมูลต่อไป ก็ได้ความว่าพื้นที่แห่งนี้คือจุดที่ร้อยเอกเจนเสน นายตำรวจหนุ่มวัย 24 ปี ชาวเดนมาร์ก ได้ข้ามลำน้ำแม่กาแล้วเผชิญหน้ากับกองกำลังเงี้ยว ณ ห้วยเกี๋ยง ก่อนจะถูกยิงเสียชีวิตในการสู้รบ

แน่นอนว่า บริเวณแห่งนี้เคยเป็นชุมชนของชาวเงี้ยว หรือไทใหญ่ และชาวม่าน หรือพม่า ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยปะปนร่วมกับผู้คนในหัวเมืองล้านนามาช้านาน รวมทั้งในพื้นที่เมืองพะเยาแห่งนี้ด้วย

ภายหลังเหตุการณ์ปะทะอันเป็นเหตุให้เขาต้องจบชีวิตลง ณ ห้วยเกี๋ยง ร่างของเจนเสนถูกนำส่งไปยังนครลำปาง ที่นั่น ศพของเขาถูกฝังไว้ในสุสานคริสเตียนแบบเพรสไบทีเรียน (Presbyterian Churchyard) ด้วยพิธีอันสมเกียรติ สมกับวีรกรรมที่เขาได้กระทำไว้ รัฐบาลสยามในเวลานั้นยังได้สร้างอนุสาวรีย์บนหลุมศพในรูปทรงโอเบลิสก์ (obelisk) ล้อมรอบด้วยหินอ่อนและโซ่เหล็ก พร้อมจารึกภาษาอังกฤษว่า “Erected by H.M.S. Government in memory of Hans Markward Jensen, Captain in the Province Gendarmerie, Born in Denmark 1878, Killed by Dacoits at Prayao on the 14. X. 1902”

จารึกนี้บ่งชี้ชัดว่า “เงี้ยว” ในสายตารัฐบาลสยามนั้นคือ “Dacoits” หรือ “โจรผู้ร้าย” และอาจหนักไปกว่านั้น เพราะพวกเขามิได้ถูกมองเป็นเพียง “กบฏ” ธรรมดาเสียด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม ที่พะเยาเองก็มีการสร้างอนุสาวรีย์อีกแห่งหนึ่งขึ้น ณ จุดที่เขาเสียชีวิต ซึ่งยังคงได้รับการดูแลรักษาจนถึงปัจจุบัน

เด็กหนุ่มจากโอเดนเซ ชีวิตก่อนย่างก้าวเข้าสู่ล้านนาและพะเยา

ฮันส์ มาร์ควอร์ด เจนเสน (Hans Marqvard Jensen) เกิดเมื่อวันที่ 3 เมษายน ค.ศ. 1878 ที่บ้านเลขที่ 54 ถนนวินเดกาเด ในย่าน Sct. Knuds Parish เมืองโอเดนเซ ประเทศเดนมาร์ก อันเป็นบ้านเกิดเดียวกันกับฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน นักเล่านิทานผู้ฝากโลกไว้กับเรื่องอย่าง The Little Mermaid, The Ugly Duckling, The Little Match Girl และ The Emperor’s New Clothes

บิดาของเขาชื่อ Rasmus Jensen ทำงานเป็นช่างไม้และมีไร่เล็กๆ อยู่ในพื้นที่ชานเมือง ครอบครัวเจนเสนเป็นชนชั้นกลางที่เรียบง่าย และฮันส์มีพี่สาวหนึ่งคน

เมื่อปลายปี ค.ศ. 1900 เจนเสนเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ ในฐานะนายทหารระดับร้อยตรี เขาเป็นหนึ่งในชาวยุโรปที่ได้รับการคัดเลือกโดยนายพล Georg Schau ชาวเดนมาร์ก ผู้ซึ่งกษัตริย์สยามทรงแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกรมตำรวจภูธรที่จัดตั้งขึ้นใหม่ จุดมุ่งหมายสำคัญของหน่วยงานนี้คือการสร้างกำลังรักษาความสงบที่ทันสมัย และใช้งานตำรวจเป็นกลไกควบคุมดินแดนที่สยามกำลังผนวกรวมเข้ามา โดยเฉพาะหัวเมืองภาคเหนือที่อำนาจของรัฐบาลกลางยังลงไปไม่ถึงอย่างแท้จริง

ในเวลานั้น อาณาจักรล้านนาทั้งห้าหัวเมือง ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่าน ยังอยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าผู้ครองนครท้องถิ่น แม้จะนับรวมเป็นส่วนหนึ่งของ “มณฑลพายัพ” ของสยามแล้วก็ตาม แต่อำนาจที่แท้จริงยังคงกระจายตัวอยู่ตามขนบธรรมเนียมเก่า

เจนเสนเดินทางมาพร้อมภารกิจในการสร้างระเบียบแบบแผนใหม่ เขาไม่รู้เลยว่า ตนกำลังก้าวเข้าสู่หัวใจของพายุทางการเมืองที่กำลังก่อตัวขึ้นเหนือผืนแผ่นดินล้านนา

สายลมแห่งความโกรธแค้น เงื่อนไขของกบฏเงี้ยวในล้านนา

เพื่อจะเข้าใจว่าเหตุใดชายหนุ่มวัย 24 ปี ผู้เป็นนายตำรวจฝรั่งชาวเดนมาร์กอย่างร้อยเอกเจนเสน จึงต้องมาจบชีวิตลงที่พะเยา เราจำเป็นต้องย้อนกลับไปมองอีกด้านหนึ่งของประวัติศาสตร์ ด้านที่มักไม่ปรากฏ หรือไม่ถูกกล่าวถึงในหนังสือเรียนไทย

แน่นอนว่า จุดเริ่มต้นของการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์เช่นนี้ คือการหันไปมอง “ประวัติศาสตร์นอกตำรา” แต่ก็ใช่ว่าจะนอกไปจากวิธีวิทยาทางประวัติศาสตร์ หากต้องงัดเอาหลักฐานในแต่ละรูปแบบ รวมถึงมรดกความทรงจำที่ยังหลงเหลืออยู่ มาร่วมกันสร้างความรู้ชุดนี้ขึ้นมา

ไทใหญ่ หรือ “เงี้ยว” ในภาษาไทย คือกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยกระจายตัวอยู่ทั่วรัฐฉานในพม่า ตอนเหนือของไทย ลาว และตอนใต้ของจีน มาหลายร้อยปี พวกเขามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชาวล้านนามาช้านาน เพราะในอดีตยังไม่มีเส้นแบ่งพรมแดนแบบรัฐสมัยใหม่ ผู้คนสามารถเคลื่อนย้ายข้ามภูเขาและแม่น้ำได้อย่างเสรี เกิดการแลกเปลี่ยนภาษา วัฒนธรรม และสายสัมพันธ์ครอบครัวข้ามชาติพันธุ์สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ชาวเงี้ยวหลายหมื่นคนทำงานเป็นแรงงานในเหมืองและกิจการไม้สักในภาคเหนือของสยาม พวกเขาถือสัญชาติอังกฤษ เพราะออกมาจากพม่าซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ ในทางทฤษฎี นั่นหมายความว่าพวกเขาควรได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายอังกฤษ แต่ในทางปฏิบัติ รัฐสยามกลับมองพวกเขาในอีกแบบหนึ่ง

งานศึกษาหลายชิ้นว่าด้วยกบฏเงี้ยวและการปฏิรูปการปกครองในมณฑลพายัพ ต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า รัฐบาลสยามมอง “พวกเงี้ยว” ว่าเป็นคนต่างพวก ต่างเชื้อชาติ และใช้พวกเขาเป็นแรงงานราคาถูกที่ถูกคุกคามและเก็บภาษีอย่างหนัก ระบบภาษีแบบใหม่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงนำมาใช้ผ่านระบบมณฑลเทศาภิบาล ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งต่อชาวล้านนาและชาวเงี้ยว ซึ่งมีเครือข่ายทางสังคมกระจายอยู่ทั่วล้านนา ทั้งในฐานะพ่อค้า เจ้าของกิจการไม้สัก พ่อค้าวัวต่าง ม้าต่าง ตลอดจนเจ้าของห้างร้าน

ชาวเงี้ยว รวมทั้งชาวล้านนาทั่วไป ถูกจัดเก็บภาษีตั้งแต่ยาสูบ สัตว์บรรทุก เรือ ไปจนถึงหมูที่เลี้ยงไว้ ที่หนักที่สุดคือการเก็บ “เงินค่าราชการ” 4 รูปีต่อหัว ซึ่งออกแบบมาเพื่อแทนที่ระบบเกณฑ์แรงงาน แต่ในทางปฏิบัติกลับกลายเป็นภาระที่ซ้ำซ้อน

แต่สิ่งที่ทนยากยิ่งกว่าภาษี คือ “ความอัปยศ” จากการที่ข้าราชการสยามจากกรุงเทพฯ เข้ามาแทนที่ผู้ปกครองท้องถิ่น และส่วนหนึ่งแสดงท่าทีเย่อหยิ่ง ดูแคลน จนทำให้ทั้งชาวเงี้ยวและชาวล้านนารู้สึกว่าตนถูกปฏิบัติราวกับเป็นพลเมืองชั้นสอง

เรื่องเล่า คำกล่าว และหลักฐานในท่วงทำนองนี้ ปรากฏอยู่ในงานวิจัยและวิทยานิพนธ์หลายชิ้น ซึ่งล้วนชี้ว่า “กบฏเงี้ยว พ.ศ. 2445” มิใช่เพียงการลุกขึ้นมาของเงี้ยวเพียงกลุ่มเดียว หากแต่เป็นปฏิกิริยาต่อต้านของผู้คนหลายกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการขยายอำนาจของสยาม

ในประเด็นนี้ รองศาสตราจารย์ ดร. ชัยพงษ์ สำเนียง นักประวัติศาสตร์ผู้เขียนหนังสือ กบฏเงี้ยว การเมืองของความทรงจำ ชี้ว่า ประวัติศาสตร์ “กบฏเงี้ยว” ที่อยู่ในความรับรู้ของคนส่วนใหญ่ เป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกผลิตสร้างขึ้นใหม่ภายใต้กรอบความสัมพันธ์ระหว่าง “ท้องถิ่น-ราษฎรนิยม” ซึ่งเน้นความภักดีต่อรัฐบาลสยาม ขณะที่เรื่องราวของผู้แพ้ถูกลดทอนให้เหลือเพียง “โจรเงี้ยว” และ “ผู้ก่อกวนความสงบ”

เปลวไฟที่ลุกลามจากนครแพร่ : เมื่อความอดทนถึงขีดสุด

เช้าตรู่ของวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2445 ใกล้คุ้มหลวงนครแพร่ ผู้คนแตกตื่นขึ้นมาท่ามกลางเสียงปืนและเสียงตะโกน เมื่อมีกองกำลังเงี้ยวประมาณ 50 คน นำโดยสล่าโปไชย หรือโป่ชัย และพะกาหม่อง บุกโจมตีสถานีตำรวจท้องถิ่น ยึดอาวุธ แล้วเคลื่อนกำลังเข้าเมือง

ภายในวันเดียว พวกเขายึดเมืองแพร่ได้สำเร็จ พระยาราชฤทธานนท์พหลภักดี ข้าหลวงสยาม และข้าราชการอีกกว่า 20 คน ถูกสังหาร โรงพักและที่ทำการไปรษณีย์ถูกทำลาย สายโทรเลขที่เชื่อมเมืองแพร่กับโลกภายนอกขาดสะบั้น เมืองแพร่จึงถูกแยกออกจากสยามอย่างสิ้นเชิงอยู่หลายวัน

สิ่งที่ผู้ก่อการกระทำต่อจากนั้นแสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานที่ใหญ่กว่าการปล้นสะดม พะกาหม่องพาผู้ติดตามไปยังคุ้มของเจ้าพิริยเทพวงษ์ เจ้าเมืองแพร่คนที่ 18 แล้วเสนอว่าพวกเขาต้องการให้เจ้าเมืองกลับมามีอำนาจตามประเพณีเดิม และขับไล่ข้าราชการสยามออกไป กว่ากันว่า สมาชิกในราชวงศ์เจ้าหลวงเมืองแพร่ถูกบังคับให้ “ดื่มน้ำสาบาน” และลงนามในเอกสารประกาศยุติการปกครองของสยามในแพร่

ข่าวการยึดแพร่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วเชียงใหม่ ลำปาง และน่าน ขณะที่ชาวเงี้ยวกว่า 20,000 คน ต่างจับตาดูสถานการณ์อย่างใจจดจ่อ เจ้านายล้านนาหลายพระองค์เองก็เฝ้ามอง บางคนด้วยความหวัง บางคนด้วยความหวาดกลัว เอกสารลับจากกรมกิจการต่างประเทศของสยามถึงกับระบุว่า หากเงี้ยวได้รับชัยชนะที่ลำปางและขยายต่อไปถึงเชียงใหม่ “เราปราบปรามไม่ไหว ก็คงต้องยอมให้มีอำนาจไปอย่างเดิม”

เป้าหมายถัดไปของผู้ก่อการคือ “ลำปาง” เมืองใหญ่และมั่งคั่งกว่าแพร่ ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญสู่ภาคเหนือทั้งหมด เจ้าบุรีรัตน์วงศ์มนตรี เจ้าเมืองลำปาง จึงเตรียมพร้อมรับมือด้วยการระดมกำลังอาสาสมัครกว่า 1,000 คน และถึงขั้นสั่งประหารนักโทษทั้งหมดในคุก เพื่อป้องกันไม่ให้เข้าร่วมกับกบฏ

ในเวลาเดียวกัน ฝั่งเชียงใหม่ได้ส่งกองกำลังตำรวจภูธร 54 นายไปยังลำปางอย่างเร่งด่วน ภายใต้การบังคับบัญชาของ “ร้อยเอกฮันส์ มาร์ควอร์ด เจนเสน” เขาออกเดินทางจากเชียงใหม่เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม และถึงลำปางในอีก 4 วันถัดมา ว่ากันว่าในครั้งนั้น เจนเสนได้พบกับหลุยส์ โลโนเวนส์ บุตรชายของแอนนา โลโนเวนส์ สตรีผู้มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ราชสำนักสยาม และหลุยส์เองก็เป็นเจ้าของกิจการไม้สักในลำปาง เขาได้สร้างแนวกั้นจากไม้สัก 9 แนวตามเส้นทางสำคัญ กลายเป็นป้อมปราการรอรับการโจมตี

รุ่งอรุณของวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2445 กองกำลังเงี้ยวนำโดยพะกาหม่องบุกโจมตีลำปางจากสองทิศทาง กองหนึ่งเข้าตามถนนบุรีรัตน์ อีกกองหนึ่งมาตามริมน้ำ ช่วงแรกฝ่ายเงี้ยวสามารถยึดแนวกั้นบางจุดได้ แต่ที่แนวกั้นบนถนนบุรีรัตน์ กำลังของเจนเสนยังยืนหยัด เขานำทหารกลุ่มเล็กๆ ตัดเข้าตำแหน่งที่สามารถโจมตีกองเงี้ยวจากด้านหลัง เมื่อถูกยิงจากสองทิศทาง รวมถึงจากปืนของหลุยส์ โลโนเวนส์ที่ยิงจากบ้านฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ กองกำลังเงี้ยวจึงแตกพ่าย พะกาหม่องเสียชีวิตในการสู้รบ และการโจมตีลำปางก็สิ้นสุดลง

ณ ห้วยเกี๋ยง ชะตากรรมสุดท้ายของนายร้อยหนุ่มจากเดนมาร์ก

ชัยชนะที่ลำปางมิได้ทำให้เจนเสนได้หยุดพัก ข่าวแจ้งว่ากองกำลังเงี้ยวบางส่วนหนีไปรวมพลที่เชียงคำ ก่อนจะยกกลับมาปล้นพะเยา และมีแผนจะโจมตีลำปางอีกครั้งในวันที่ 4 ตุลาคม ทำให้พระยาอนุชิตชาญไชย แม่ทัพแห่งนครลำปาง สั่งให้เจนเสนนำกำลังตำรวจภูธร 80 นาย เดินทางมุ่งสู่พะเยาในวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2445

เจนเสนเดินทางมาถึงเมืองงาว จากนั้นจึงเคลื่อนต่อมายังบ้านแม่กาท่าข้ามในตอนรุ่งเช้าของวันที่ 14 ตุลาคม และวันนั้นเองคือวันสุดท้ายในชีวิตของเขา

ตามรายงานการสู้รบ เมื่อกองกำลังสยามข้ามลำน้ำแม่กาแล้ว พวกเขาพบกับกองกำลังเงี้ยวที่ห้วยเกี๋ยง การปะทะเกิดขึ้นทันที ฝ่ายสยามยิงเงี้ยวตายได้ 10 คน จนฝ่ายเงี้ยวเริ่มล่าถอย แต่ในระหว่างนั้น เจนเสนซึ่งยืนอยู่หลังต้นไม้พร้อมร้อยตรีจ้วน กำลังชี้นำการสู้รบ ก็ถูกกระสุนสามนัดเข้าที่หน้าอก

ภาพ : ริมทางห้วยเกี๋ยงในปัจจุบันอันเป็นจุดเกิดเหตุปะทะระหว่างกองกำลังของเจนเสนกับฝ่ายต่อต้านสยาม

เมื่อเห็นผู้บังคับบัญชาล้มลง และกระสุนเริ่มหมด ทหารส่วนใหญ่ถอยหนี เหลือเพียงร้อยตรีจ้วนคนเดียวที่อยู่เคียงข้างเขาจนวาระสุดท้าย กองทัพสยามมาพบร่างของเจนเสนในวันรุ่งขึ้น

บันทึกชาวเดนมาร์กบางฉบับกล่าวว่าร่างของเจนเสนถูกกระทำอย่างรุนแรงหลังเสียชีวิต ข้อมูลชุดนี้ต่อมาถูกนำไปใช้ขยายภาพ “ความป่าเถื่อน” ของฝ่ายเงี้ยวในเรื่องเล่าของสยาม แต่นักประวัติศาสตร์บางคนก็มองว่า เรื่องนี้อาจถูกพูดเกินจริง หรือบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง ร่างของเจนเสนถูกนำส่งลำปางโดยกัปตันฮาล์ฟดาน ทรอลเล (Halfdan Trolle) เพื่อนร่วมชาติชาวเดนมาร์ก และได้รับการฝังอย่างสมเกียรติ สิริอายุของเขาในวันนั้นคือ 24 ปี 6 เดือน 11 วัน

ประวัติศาสตร์สองด้าน แล้วเขาคือผู้กอบกู้หรือผู้รุกราน?

หากถามคนไทยส่วนใหญ่ ความรับรู้ที่มีต่อ “เจนเสน” คงคาดเดาได้ไม่ยากว่า เขาคือ “วีรบุรุษต่างชาติของสยาม” ชายหนุ่มชาวเดนมาร์กผู้ยอมอุทิศตนเพื่อแผ่นดินที่ตนรับใช้ เขาถูกมองว่าเป็นผู้ช่วยป้องกันไม่ให้ภาคเหนือตกอยู่ในอุ้งมือของมหาอำนาจอาณานิคม และเป็นผู้สละชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่

แต่หากมองจากด้านของประวัติศาสตร์นอกตำรา หรือจากหลักฐานอีกชุดหนึ่ง เรื่องราวนี้ก็อาจตีความได้ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

ในปี พ.ศ. 2445 ภาคเหนือของสยามยังมิใช่ “ไทย” ในความหมายอย่างที่คนปัจจุบันเข้าใจ หากเป็นดินแดนที่มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของตนเอง ซึ่งกำลังถูกผนวกเข้าสู่รัฐสยามอย่างรวดเร็วผ่านระบบมณฑลเทศาภิบาล เจนเสนจึงมิได้มา “ปกป้องประชาชนล้านนา” ในสภาพการณ์ของ “บ้านกั้นเมืองอยาก” หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของกลไกการรวมศูนย์อำนาจที่กำลังสร้างภาระใหม่ผ่านภาษี กฎหมาย และกำลังอาวุธ

คำร่ำพรรณนาถึงความทุกข์ยากของผู้คนในยุคภาษีสมัยใหม่ ปรากฏอยู่ในพับสา “ค่าวกลั้นข้าวอยากน้ำ” ของนายน้อย อี่นางนวล บ้านนาตุ้ม เมืองลอง ดังความว่า

“…ฅวามทุกข์ใจ มีไปหลายชั้น กลั้นเข้าเท่าอั้น พอดี
ข้อ ๑ นั้นเทอะ อาชญาภาสี บ่มีจำมี หนีบเตงใจ้ๆ
จักซื้อเข้ากิน ยังหาบ่ได้ ซ้ำเสียชอมไป เปล่าว้าง
ฅนเก็บกันหนี ทึงวันบ่ย้าง เกือบจักเกิ่งบ้าน เมืองฅอน…”

หากอ่านและเข้าใจความหมายของบทประพันธ์ร่วมสมัยนี้ได้บ้าง ก็อาจพอเข้าใจว่าทำไมระเบิดลูกแรกแห่งความอึดอัดและอดกลั้นจึงลุกไหม้ขึ้นจากเมืองแพร่

ด้วยเหตุนี้ “กบฏเงี้ยว พ.ศ. 2445” จึงอาจมองได้สองทางพร้อมกัน คือในฐานะ “การปราบปรามกบฏที่คุกคามความมั่นคงของชาติ” หรือในฐานะ “การต่อต้านของชนชาติที่ถูกพรากดินแดน สิทธิ และอัตลักษณ์” ซึ่งทั้งสองมุมมองต่างต้องอาศัยหลักฐานและเหตุผลรองรับอย่างจริงจังพอๆ กัน

ขณะเดียวกัน ท่าทีของอังกฤษในเหตุการณ์นี้ก็น่าสนใจอย่างยิ่ง T.H. Lyle รองกงสุลอังกฤษประจำน่าน เดินทางมายังลำปางหลังการสู้รบ และพยายามติดต่อกลุ่มเงี้ยวต่างๆ เพื่อขอให้วางอาวุธและเดินทางกลับพม่า เขาประกาศว่าเขา “เห็นใจอย่างเต็มที่ต่อความคับแค้นใจของพวกเขา” แต่หวั่นว่าการแก้แค้นของกองทัพสยามที่กำลังเดินทางมาจากกรุงเทพฯ จะนำมาซึ่งความหายนะยิ่งกว่าเดิม

ชาวเงี้ยวเป็นพลเมืองอังกฤษ แต่อังกฤษไม่ได้ปกป้องพวกเขาอย่างจริงจัง เพราะผลประโยชน์ทางการทูตกับสยามมีน้ำหนักมากกว่าความยุติธรรมต่อประชาชนในอารักขา และนี่คือสัจธรรมอันขมขื่นของการเมืองระหว่างประเทศในยุคล่าอาณานิคม

สิ่งที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีกคือบทบาทของฝรั่งเศส เอกสารอาณานิคมฝรั่งเศสที่ถูกค้นพบภายหลังแสดงให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสในลาวให้ที่พักพิงแก่กองกำลังเงี้ยวที่พ่ายแพ้ในฐานะไพ่ต่อรองกับสยาม เดือนธันวาคม พ.ศ. 2445 จดหมายที่ถูกยึดโดยเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสในลาวตอนเหนือเผยว่า พระยาลาสะวง ผู้นำเงี้ยวที่หลบอยู่ฝั่งฝรั่งเศส กำลังพยายามระดมกำลัง 500 นายจากสิบสองปันนา เพื่อโจมตีสยามใหม่ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2446

ข้อมูลเหล่านี้ทำให้กบฏเงี้ยวดูมิใช่เพียงการลุกฮือของแรงงานที่ถูกกดขี่ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของเกมอำนาจระดับภูมิภาคอันซับซ้อน ซึ่งเกี่ยวพันกับสยาม อังกฤษ ฝรั่งเศส และเจ้าผู้ครองนครต่างๆ ที่กำลังจะสูญเสียอำนาจ

งานของ Dr. Andrew Walker ใน Journal of Southeast Asian Studies เสนอว่า กบฏครั้งนี้คือ “การสร้างรัฐด้วยการกบฏ” บนดินแดนชายขอบที่ยังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา พรมแดนในเวลานั้นยังเป็นเส้นที่ขีดขึ้นไม่แล้วเสร็จ รัฐชาติสมัยใหม่ยังอยู่ในระหว่างการก่อตัว และอำนาจยังกระจัดกระจายอยู่ในมือของเจ้าผู้ครองนครท้องถิ่น ตลอดจนหัวหน้าชุมชนชาวเงี้ยวที่ยังมีพื้นที่ต่อรองอยู่ไม่น้อย

พะเยาในห้วงพายุร้ายทางการเมือง บ้านและถิ่นฐานย่านชาวเงี้ยว

เมืองพะเยาในปี พ.ศ. 2445-2446 มีลักษณะเฉพาะต่างจากเมืองอื่นในมณฑลพายัพ ชุมชนย่านบ้านแม่ต๋ำ บริเวณวัดศรีจอมเรืองบนเนินใกล้จุดกำเนิดแม่น้ำอิงที่ไหลออกจากกว๊านพะเยา เป็นที่อยู่อาศัยและศูนย์กลางการค้าสำคัญของชาวพม่าและเงี้ยว ซึ่งมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างสูง กิจการค้าส่วนใหญ่ในพะเยาอยู่ในมือของพวกเขา

ภาพ : เจดีย์และหลังคาทรงศิลปะไทใหญ่ (เงี้ยว) ของวัดศรีจอมเรืองบนเนินใกล้ปากแม่น้ำอิงที่ไหลออกจากกว๊านพะเยา

แต่เมื่อกบฏเงี้ยวปะทุขึ้น พ่อค้าเงี้ยวในพะเยาบางส่วนก็กลายเป็นเครือข่ายสนับสนุนกองกำลังกบฏ ทั้งด้านเสบียงอาหารและยุทโธปกรณ์ ส่งผลให้กองกำลังเงี้ยวสามารถเคลื่อนไหวในพื้นที่ได้อย่างคล่องแคล่ว

เจ้าไชยวงศ์ เจ้าเมืองพะเยา ซึ่งเพิ่งได้รับสัญญาบัตรในปีนั้น ตกอยู่ในฐานะลำบากยิ่ง เขาต้องเดินบนเส้นบางๆ ระหว่างความจงรักภักดีต่อสยาม กับความสัมพันธ์เชิงอำนาจในท้องถิ่น การที่กองกำลังเงี้ยวเข้าปล้นพะเยา แล้วใช้พื้นที่นี้เป็นฐานก่อนยกกำลังไปโจมตีลำปางอีกครั้งในเดือนตุลาคม ช่วยให้เราเข้าใจว่า เมืองพะเยาเป็นฐานที่มั่นสำคัญของฝ่ายกบฏ และนั่นเองคือเหตุผลที่ “เจนเสน” ได้รับคำสั่งให้มุ่งหน้ามายังพะเยาในการเดินทางครั้งสุดท้าย

หลังการปราบปรามในปี พ.ศ. 2445-2446 ชาวเงี้ยวในพะเยาแทบสูญหายไปจากประวัติศาสตร์กระแสหลัก อิทธิพลทางการค้าที่เคยยิ่งใหญ่ก็ค่อยๆ หดหาย เมื่อชาวจีนได้รับการสนับสนุนจากทางการให้ขยายกิจการเข้ามาแทน ชุมชนเงี้ยวในย่านบ้านแม่ต๋ำจึงค่อยๆ ปิดตัวลง ความบาดหมางจากเหตุการณ์กบฏครั้งนั้นยังทอดเงายาวไปถึงทศวรรษ 2480 เมื่อทางการพยายามย้ายชุมชนเมืองพะเยาไปยังพื้นที่ใหม่ซึ่งเคยเป็นชุมชนเงี้ยว แต่ชาวพื้นเมืองจำนวนมากปฏิเสธ เพราะยังไม่ลืมความหวาดกลัวจากเหตุการณ์ในอดีต

อนุสาวรีย์ “ร้อยเอกเจนเสน” จากมุมมองปัจจุบัน : ใครเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์?

กว่าร้อยปีผ่านไปนับแต่วันที่เจนเสนล้มลงที่ห้วยเกี๋ยง อนุสาวรีย์ยังคงยืนอยู่ ณ ตำบลแม่กา ขณะที่ผู้คนในปัจจุบันเริ่มหันกลับมาตั้งคำถามกับประวัติศาสตร์อีกครั้ง

หลายปีที่ผ่านมา บรรยากาศการเมืองไทยที่เพดานถูกท้าทายมากขึ้น ได้นำมาซึ่งบทสนทนาว่าด้วยประวัติศาสตร์การเมืองนอกกระแส และการลุกขึ้นสู้ของผู้ถูกกดขี่ในภูมิภาคต่างๆ ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมจำนวนมากได้หยิบเอาประวัติศาสตร์การต่อสู้ในห้วงก่อรูปของรัฐสมัยใหม่มาใช้เป็นทุนทางการเมืองวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นประเด็นกบฏผีบุญในภาคอีสาน งานศิลปะของเครือข่ายศิลปินอีสาน หรือกรณีของจังหวัดแพร่ ที่นำชื่อของ “เงี้ยว” ซึ่งเคยถูกตีตราในฐานะกบฏ ไปใช้เป็นชื่อสุราพื้นถิ่นจนกลายเป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

ในทางวิชาการเอง งานศึกษาว่าด้วยกบฏเงี้ยวและความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับประเทศราชดั้งเดิม ก็ถูกผลิตซ้ำและถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ผู้เขียนเองได้ย้อนกลับไปเปิดฟังคลิปงานเสวนาเปิดตัวหนังสือ กบฏเงี้ยว การเมืองของความทรงจำ ของ ดร.ชัยพงษ์ สำเนียง ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรจัดขึ้นเมื่อปี 2564 ในงานวันนั้น มีนักวิชาการอาวุโสหลายคน ทั้งนิธิ เอียวศรีวงศ์ ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ และไชยันต์ รัชชกูล ร่วมกันตั้งคำถามต่อการตีความกบฏเงี้ยวภายใต้กรอบประวัติศาสตร์ชาติ

ข้อถกเถียงสำคัญประการหนึ่งคือ การเรียก “กบฏ” ว่าเป็น “ผู้มาก่อนกาล” หรือแม้แต่ “ผู้ก้าวหน้า” ก็เป็นไปได้ หากเราเปลี่ยนมุมมองในการอ่านประวัติศาสตร์ ความหมายของคำว่า “กบฏ” ย่อมแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย และตามผู้มีอำนาจในการเขียนประวัติศาสตร์ สิ่งที่ถูกเรียกว่า “โจรเงี้ยว” ในตำราเรียนสมัยสยาม อาจเป็นการต่อสู้เพื่ออิสรภาพในหน่วยความจำทางการเมืองของคนอีกกลุ่มหนึ่งก็ได้

ส่วน “ร้อยเอกเจนเสน” นั้น เขาเองก็เป็นตัวละครที่ซับซ้อนในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับล้านนา เขาไม่ใช่คนร้ายตามแบบที่บางคนอาจมองจากมุมของเงี้ยว แต่เขาก็เป็นชายหนุ่มผู้ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ เก่งกาจในการรบ และอาจไม่เคยตั้งคำถามกับระบบที่ตนรับใช้ เขาเดินทางมาจากเดนมาร์ก มาทำงานให้สยาม และต้องเอาชีวิตมาทิ้งในดินแดนที่ตนไม่ได้เกิด ด้วยเหตุผลทางการเมืองที่ใหญ่กว่าตัวเขาเองมาก

อนุสาวรีย์ในฐานะสิ่งแทนความทรงจำ จึงอาจมีความหมายได้มากกว่าหนึ่งแบบ สำหรับรัฐสยามหรือประเทศไทยในปัจจุบัน มันคืออนุสรณ์แห่งความเสียสละเพื่อชาติ สำหรับนักประวัติศาสตร์ที่สนใจชาวล้านนาและชาวเงี้ยว มันคือหลักไมล์ที่บ่งบอกถึงจุดสิ้นสุดของยุคสมัยหนึ่ง และสำหรับชาวเดนมาร์กที่ยังรำลึกถึงเขา มันคือความทรงจำของลูกชายผู้ตายไกลบ้าน

ในปี พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็นวาระครบรอบ 100 ปีแห่งการเสียชีวิตของเจนเสน มีพิธีพิเศษจัดขึ้นที่อนุสาวรีย์พะเยา ชาวเดนมาร์กและชาวไทยมาร่วมรำลึก อนุสาวรีย์ยังสะอาดและได้รับการดูแลอย่างดี เป็นหลักฐานว่าชายหนุ่มผู้นั้นยังมีคนจดจำ

ทว่าในเวลาเดียวกัน กลับไม่มีพิธีใดสำหรับ “สล่าโปไชย” และ “พะกาหม่อง” ไม่มีอนุสาวรีย์สำหรับชาวเงี้ยวที่ตายในสมรภูมิ และไม่มีหนังสือเรียนที่เล่าถึงชีวิตของแรงงานผู้ถูกกดขี่ที่ในที่สุดลุกขึ้นสู้ นี่คือความไม่สมดุลของประวัติศาสตร์ ที่ผู้ชนะเป็นผู้เขียนไว้

“ฝรั่งชาวเดนมาร์กที่เป็นไทย” กับ “คนล้านนาที่ไม่เป็นไทย” ว่าด้วย “คนอื่นในแดนตน” และปริศนาแห่งอัตลักษณ์ในยุคก่อรูปรัฐชาติ

ข้อมูลที่น่าพิจารณาอย่างยิ่งประการหนึ่ง ซึ่งมักถูกมองข้ามในเรื่องเล่าประวัติศาสตร์กระแสหลัก คือบนฐานอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึง H.M. Jensen ณ ตำบลแม่กา มีข้อความจารึกระบุชัดว่าเขา “เป็นนายตำรวจไทย” เชื้อสายเดนมาร์ก

แต่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ชี้ชัดว่า ฮันส์ มาร์ควอร์ด เจนเสน เป็นนายตำรวจชาวเดนมาร์กโดยกำเนิด และเป็นพลเมืองของราชอาณาจักรเดนมาร์กอย่างไม่มีข้อสงสัย ความคลาดเคลื่อนหรือความย้อนแย้งระหว่างจารึกบนอนุสาวรีย์กับข้อเท็จจริงนี้เอง เปิดประเด็นวิเคราะห์อันสำคัญยิ่ง

กล่าวคือ การที่รัฐสยาม/ไทยจารึกให้ “ฝรั่งชาวเดนมาร์ก” กลายเป็น “นายตำรวจไทย” หลังความตาย มิใช่เพียงความไม่รอบคอบทางประวัติศาสตร์ หากคือกระบวนการทำงานเชิงอุดมการณ์ของรัฐชาติสมัยใหม่ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผิวหน้าของหินอนุสาวรีย์ริมทางหลวงธรรมดาก้อนหนึ่ง

แนวคิดเรื่อง “The Other Within” หรือ “คนอื่นในแดนตน” ของธงชัย วินิจจะกูล ช่วยให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์ชิ้นนี้ได้อย่างลึกซึ้ง ธงชัยเสนอว่า โครงการชาตินิยมไทยดำเนินผ่านกระบวนการสร้าง “ความเป็นอื่น” อย่างเป็นระบบต่อกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ภายในขอบเขตอาณาเขตของรัฐ แต่ถูกตัดสินว่า “ไม่เป็นไทย” เพียงพอ

ชาวเงี้ยวและชาวล้านนาจึงตกอยู่ในสถานะของ “คนอื่นในแดนตน” กล่าวคือ พวกเขาอาศัยอยู่ภายในดินแดนที่สยามกำลังอ้างความเป็นเจ้าของ แต่กลับถูกจัดวางให้อยู่ในตำแหน่งนอกกรอบของความเป็นไทย ทั้งในเชิงภาษา วัฒนธรรม ประเพณี และอัตลักษณ์

สิ่งที่ทำให้กรณีของเจนเสนซับซ้อนยิ่งขึ้น คือในขณะที่ชาวเงี้ยวและชาวล้านนา ซึ่งเป็น “คนในพื้นที่” มาแต่เดิม กำลังถูกทำให้เป็น “คนอื่น” ผ่านกระบวนการรัฐชาตินิยมสมัยใหม่ “คนนอก” อย่างแท้จริงอย่างเจนเสน ผู้เกิดและเติบโตบนผืนแผ่นดินสแกนดิเนเวีย กลับได้รับการผนวกรวมเข้าสู่อัตลักษณ์ “ไทย” ทั้งในชีวิตและหลังความตาย

นี่คือการพลิกกลับทางตรรกะอย่างน่าพิศวง กล่าวคือ “คนนอกที่ถูกทำให้เป็นคนใน” ได้ทำหน้าที่ปราบปราม “คนในที่ถูกทำให้เป็นคนนอก” และปรากฏการณ์นี้ทำให้เห็นว่า ในบริบทการก่อรูปรัฐชาติสมัยใหม่ของสยาม “ความเป็นไทย” มิได้ถูกกำหนดด้วยชาติพันธุ์หรือวัฒนธรรมเป็นหลัก หากถูกกำหนดด้วย “ความจงรักภักดีและการรับใช้รัฐ”

ชายชาวเดนมาร์กที่ยอมรับใช้ภายใต้ธงสยาม และจ่ายชีวิตเพื่อรัฐบาลสยาม สามารถกลายเป็น “ไทย” ได้ ขณะที่ชาวเงี้ยวและชาวล้านนาที่ไม่ยอมอยู่ภายใต้ระเบียบอำนาจใหม่ กลับถูกทำให้เป็น “คนอื่น” ที่ต้องถูกปราบปรามด้วยมือของฝรั่งผู้นั้นเอง

หากมองจากมุมทฤษฎีหลังอาณานิคม โดยเฉพาะแนวคิดเรื่อง colonial ambivalence หรือ “ความคลุมเครือทางอาณานิคม” ก็อาจอธิบายกรณีนี้ได้เช่นกัน เพราะผู้ปกครองต้องการให้ผู้รับใช้รัฐ “เหมือน” กับตน ขณะเดียวกันก็ยังต้องการรักษาความแตกต่างไว้ สยามต้องการผนวกเจนเสนให้เป็น “ไทย” แต่ก็ยังต้องการคงความเป็น “เดนมาร์ก” ของเขาไว้ในฐานะตัวแทนของระเบียบสมัยใหม่แบบตะวันตก ความคลุมเครือนี้สะท้อนชัดในตัวอนุสาวรีย์ ซึ่งด้านหนึ่งระบุว่าเขาเป็น “ไทย” แต่อีกด้านก็ยังคงย้ำว่าเขาเป็น “ชาวเดนมาร์ก” ไปพร้อมกัน

การสิ้นชีวิตของเจนเสน ณ ห้วยเกี๋ยง จึงอาจมองได้ว่าเป็นหนึ่งในจุดปะทะระหว่างโลกเก่า ที่ผู้คนเคลื่อนผ่านพรมแดนได้อย่างเสรี กับโลกใหม่ที่รัฐชาติเริ่มขีดเส้น แบ่งเขาแบ่งเรา และจัดวางผู้คนให้เป็น “พลเมือง” ของรัฐใดรัฐหนึ่งอย่างถาวร

ดังนั้น อนุสาวรีย์ “ร้อยเอกเจนเสน” ริมทางหลวงสายพหลโยธินในตำบลแม่กา จึงมิได้เป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งความเสียสละของนายทหารหนุ่มชาวเดนมาร์ก หากแต่มันคือ “อนุสรณ์แห่งกระบวนการก่อรูปรัฐชาติ” ที่บรรจุความขัดแย้งและความย้อนแย้งทางอัตลักษณ์ไว้อย่างครบถ้วน ฝรั่งชาวเดนมาร์กที่ถูกทำให้เป็นไทย ยืนอยู่บนแผ่นดินที่คนท้องถิ่นกลับถูกทำให้เป็น “คนอื่น” เสียเอง

สายลมเหนือลำน้ำแม่กา บทสรุปที่ยังไม่จบ

ฉันเดินกลับมายังที่จอดมอเตอร์ไซค์ใกล้ๆ สถานที่อันเงียบสงบแห่งนั้น แล้วยืนอยู่ตรงนั้นสักพัก สดับเสียงรถราแล่นผ่าน เสียงน้ำในห้วยเกี๋ยงที่ไหลมาแล้วกว่าร้อยยี่สิบปี และหากหูของท่านไวพอ อาจได้ยินเสียงที่ไม่มีใครบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์

เสียงของชายหนุ่มชาวเดนมาร์กที่เดินทางมาไกลจากเมืองโอเดนเซ และเสียงของชาวเงี้ยวที่ลุกขึ้นสู้เพื่อสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นสิทธิของตน

ทั้งเจนเสนและคนเงี้ยว ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของกระแสประวัติศาสตร์ที่ใหญ่กว่าตัวพวกเขา นั่นคือการก่อตัวของรัฐสมัยใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อเส้นแบ่งพรมแดนถูกขีดขึ้นด้วยดินสอของมหาอำนาจตะวันตก และชนชาติที่เคยไหลเวียนข้ามภูเขาและแม่น้ำได้อย่างเสรี ต้องถูกบังคับให้เลือกว่าจะเป็น “ไทย” หรือ “พม่า” แต่ไม่มีทางเลือกให้ยังคงเป็น “เงี้ยว” ได้เช่นเดิมอีกต่อไป

อนุสาวรีย์ของ “เจนเสน” ที่แม่กา จึงเป็นมากกว่าหินก้อนหนึ่งที่รำลึกถึงนายทหารหนุ่ม หากมองอีกด้าน มันอาจตั้งตระหง่านอยู่บนเศษซากปรักหักพังของช่วงเปลี่ยนผ่านอันเจ็บปวดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ล้านนาและภาคเหนือ ในเวลาที่โลกเก่ากำลังพังทลาย และโลกใหม่ที่มีชื่อว่า “สยาม” ซึ่งต่อมาจะกลายเป็น “ประเทศไทย” กำลังก่อรูปขึ้น

ฉันยืนมองอนุสาวรีย์ของเขา แล้วถามขึ้นมาเงียบๆ ในใจว่า เจนเสน—คุณเป็นวีรบุรุษ หรือเป็นผู้รุกราน?

คำตอบนั้นขึ้นอยู่กับว่าเรายืนอยู่ตรงไหนของประวัติศาสตร์

และหากถามต่อว่า กบฏเงี้ยวคือโจร หรือคือนักสู้เพื่ออิสรภาพ? คำตอบก็คงขึ้นอยู่กับว่าเราเติบโตมากับประวัติศาสตร์ชุดใด

แต่สิ่งที่แน่ชัดกว่านั้นคือ ทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นมนุษย์ ต่างมีความเชื่อ ความฝัน และความกลัว ในยุคสมัยที่มิได้เปิดโอกาสให้พวกเขาเลือกมากนัก

ประวัติศาสตร์ที่ดีอาจมิใช่ประวัติศาสตร์ที่เลือกข้าง หากคือประวัติศาสตร์ที่ยืนอยู่ตรงกลาง มองเห็นทุกด้าน และรู้สึกเจ็บปวดได้พอๆ กับที่รู้สึกภาคภูมิ

แถมช่วงท้าย ปลายเรื่องเล่า : งานวิชาการที่ศึกษาเกี่ยวกับประเด็นกบฏเงี้ยว

ในช่วงท้ายนี้ ผู้เขียนขอรวบรวมรายชื่องานศึกษาสำคัญเกี่ยวกับกบฏเงี้ยว พ.ศ. 2445 เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อ ดังนี้

๐ งานของเดช บุนนาค (Tej Bunnag) วิทยานิพนธ์ระดับดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด เรื่อง The Provincial Administration of Siam, 1892-1915 ซึ่งต่อมามีฉบับแปลไทยในชื่อ การปกครองระบบเทศาภิบาลของสยาม พ.ศ. 2435-2458
๐ หนังสือของเตช บุนนาค เรื่อง ขบถ ร.ศ. 121
๐ งานของยอดยิ่ง รักสัตย์ วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิตด้านประวัติศาสตร์ จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจในภาคเหนือของประเทศไทยกับกบฏเงี้ยว พ.ศ. 2445
๐ หนังสือของชัยพงษ์ สำเนียง เรื่อง กบฏเงี้ยว การเมืองของความทรงจำ: ประวัติศาสตร์ขบวนการเคลื่อนไหวของคนล้านนา
๐ หนังสือของชัยพงษ์ สำเนียง เรื่อง ประวัติศาสตร์เมืองแพร่: รัฐจารีตสู่การสร้างอาณานิคมภายในภายใต้วาทกรรม “รัฐชาติ”
๐ บทความของ Andrew Walker เรื่อง The Myngoon Plot: Seditious State-making and the 1902 Shan Rebellion in Northern Siam ตีพิมพ์ใน Journal of Southeast Asian Studies

นอกจากนี้ ประเด็นกบฏเงี้ยวยังปรากฏอยู่ในงานของสรัสวดี อ๋องสกุล เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว ตลอดจนงานวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาตรีของกังสดาล คำหลวง จากคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งศึกษาประเด็นกบฏเงี้ยวในมิติทางโบราณคดียุคใกล้ประวัติศาสตร์

รายการอ้างอิง

กังสดาล คำหลวง. (2564). ปรากฏการณ์การศึกษากบฏเงี้ยวเมืองแพร่ ตั้งแต่ พ.ศ. 2445 จนถึงปัจจุบัน (วิทยานิพนธ์ปริญญาตรี). คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร.
ชัยพงษ์ สำเนียง. (2565 พิมพ์ครั้งที่ 2). ประวัติศาสตร์เมืองแพร่ : รัฐจารีตสู่การสร้างอาณานิคมภายใน ภายใต้วาทกรรมรัฐชาติ. กรุงเทพฯ : แสงดาว.
ชัยพงษ์ สำเนียง. (2567). กบฏเงี้ยว การเมืองของความทรงจำ: ประวัติศาสตร์ขบวนการเคลื่อนไหวของคน ล้านนา. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน).
เตช บุนนาค. (2532). การปกครองระบบเทศาภิบาลของประเทศสยาม พ.ศ. 2435-2458. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และ มนุษยศาสตร์.
เตช บุนนาค. (2551). ขบถ ร.ศ. 121. มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.
ธงชัย วินิจจะกูล. (2556). กำเนิดสยามจากแผนที่: ประวัติศาสตร์ภูมิกายาของชาติ (พวงทอง ภวัครพันธุ์, ไอดา อรุณวงศ์, & พงษ์เลิศ พงษ์วนานต์, ผู้แปล). โครงการจัดพิมพ์คบไฟ ร่วมกับสำนักพิมพ์อ่าน.
ธงชัย วินิจจะกูล. (2560). คนไทย/คนอื่น : ว่าด้วยคนอื่นของความเป็นไทย. ฟ้าเดียวกัน.
นายน้อย อี่นางนวล. (ไม่ระบุปี). ค่าวกลั้นข้าวอยากน้ำ (ภุเดช แสนสา, ปริวรรต). (ไม่ระบุสำนักพิมพ์).
เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว. (2560). เปิดแผนยึดล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ ๒. นนทบุรี : สำนักพิมพ์มติชน.                   
ยอดยิ่ง รักสัตย์. (2532). การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจในภาคเหนือของประเทศไทยกับกบฏเงี้ยว พ.ศ. 2445 (วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สรัสวดี อ๋องสกุล. (2566). ประวัติศาสตร์ล้านนา (พิมพ์ครั้งที่ 13). เชียงใหม่: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
Bunnag, T. (1977). The provincial administration of Siam, 1892-1915: The Ministry of the Interior under Prince Damrong Rajanubhab. Oxford University Press.
Walker, A. (2008). The Myngoon plot: Seditious state-making and the 1902 Shan rebellion in northern Siam. Journal of Southeast Asian Studies, 39(1), 1-22.

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

เมื่อแม่น้ำไม่ใช่ของชาติเดียว 1 ปีวิกฤตสารพิษ กับโจทย์รัฐไทยบนห่วงโซ่อุปทานแร่ข้ามพรมแดน

เรื่อง: สุทธิกานต์ วงศ์ไชย, ภาพ: ภูบดี หิรัญวิวัฒน์วงศ์ 22 มีนาคม 2569 จังหวัดเชียงรายจัด...

Come Play with Us ชวนไปดูผลงานของ 15 ศิลปิน ในกรอบเล็กๆ ที่เล่าเรื่องไม่เล็ก ที่หางปุย อาร์ตสเปซ เชียงราย

เชียงรายยังคงขยับตัวอย่างต่อเนื่องในฐานะเมืองศิลปะร่วมสมัย และในจังหวะเดียวกันนั้น พื้นที่ขนาดเล็กอย่าง Hangpui Art Space (หางปุย อาร์ตสเปซ) ก็กำลังเปิดพื้นที่ให้กับความเคลื่อนไหวของศิลปินรุ่นใหม่ผ่านนิทรรศการ...

‘อ่อเส๊อะเกอะเม’ กลับมาอีกครั้ง ชวนล้อมวงกินข้าวในงาน ‘Get Rotate มาGet ครั้งที่ 2’

คำเชิญเรียบง่ายอย่าง “อ่อเส๊อะเกอะเม” ซึ่งเป็นภาษาปกาเกอะญอที่แปลว่า “มากินข้าวกัน” ถูกหยิบมาใช้เป็นแนวคิดหลักของการจัดงาน ‘Get Rotate มาGet ครั้งที่...

‘คนอยู่กับป่า’ 700 ชีวิตรวมตัวทวงสิทธิที่เชียงดาว จี้แก้กฎหมายป่าอนุรักษ์ ย้ำยกเลิกแนวคิด ‘ป่าปลอดคน’

24 มีนาคม 2569 ประชาชนกว่า 700 คน ในนามสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ...