แม่น้ำสาละวินต้องสูญเสียอย่างน้อย 238 ล้านบาท/ปี และ 811 ครัวเรือน 318 พืช 84 สัตว์ ต้องเผชิญความเสี่ยง แลกเหมืองเถื่อนข้ามพรมแดนที่ยังหาทางแก้ไม่เจอ

Date:

เรื่อง: วีรภัทร เหลาเกิ้มหุ่ง, พิมลวรรณ ปานทุ่ง
ภาพ: วีรภัทร เหลาเกิ้มหุ่ง

Summary: 

  • แม่น้ำสาละวินมีความยาวประมาณ 3,152 กิโลเมตร ไหลผ่านจีน เมียนมา และไทย ก่อนลงสู่ทะเลอันดามัน และเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญของชุมชนริมแม่น้ำทั้งด้านอาหาร การประมง และการเกษตร โดยพบพืชพรรณอย่างน้อย 318 ชนิด สัตว์น้ำมากกว่า 70 ชนิด และสัตว์ป่าอย่างน้อย 14 ชนิด 
  • จากการสำรวจพบการขยายตัวของเหมืองแร่อย่างน้อย 127 แห่งในฝั่งเมียนมาตามแนวลุ่มน้ำที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำสาละวิน ซึ่งผลิตแร่หลากหลายชนิด เช่น ดีบุก ทังสเตน ตะกั่ว สังกะสี พลวง ทองคำ นิกเกิล และแรร์เอิร์ธ
  • รูปแบบการทำเหมืองส่วนใหญ่เป็นแบบชะละลายแบบกอง (Heap Leaching) จำนวน 111 แห่ง (87.40%), เหมืองแบบตะกอนน้ำพา (Alluvial Mining) 9 แห่ง (7.09%) และ เหมืองแบบชะละลายในแหล่งแร่ (In-situ Leaching) 7 แห่ง (5.51%)
  • ริมแม่น้ำสาละวินฝั่งไทย มีชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างน้อย 811 ครัวเรือน รวมประชากรประมาณ 5,084 คน เศรษฐกิจของชุมชนส่วนใหญ่เป็นเศรษฐกิจเพื่อการยังชีพ โดยอาศัยการจับปลา การทำเกษตร และการเก็บของป่าจากระบบนิเวศลุ่มน้ำ เพื่อบริโภคเป็นหลัก
  • จากการประเมินมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจเบื้องต้น พบว่า หากชุมชนไม่สามารถใช้ทรัพยากรจากแม่น้ำได้ ความเสียหายจากภาคการเกษตรและประมงอาจมีมูลค่าอย่างน้อย 238,136,604 บาทต่อปี
  • จากผลการตรวจคุณภาพน้ำผิวดินโดยกรมควบคุมมลพิษ ยังคงพบค่าสารหนูในแม่น้ำสาละวินและลำน้ำสาขาเกินมาตรฐานทุกจุดตรวจ ทั้งในการตรวจครั้งที่ 1 (13 จุดตรวจ) เมื่อปลายปี 2568 และครั้งที่ 2 (6 จุดตรวจ) เมื่อต้นปี 2569 

จากธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัย สู่สายน้ำที่ทอดตัวยาวกว่า 3,152 กิโลเมตร ไหลผ่านจีน เมียนมา และไทย ก่อนลงสู่ทะเลอันดามัน แม่น้ำสาละวิน ไม่ได้เป็นเพียงเส้นแบ่งพรมแดนทางภูมิศาสตร์ หากแต่เป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนริมฝั่งลำน้ำมานานนับศตวรรษ

ทว่าสายน้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์กำลังเผชิญกับวิกฤตที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำ จากสารพิษและโลหะหนักที่ไหลทะลักมาพร้อมกับกิจกรรมการทำเหมืองแร่ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในฝั่งเมียนมา เรื่องราวดังกล่าวไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลง แต่คือหายนะทางสิ่งแวดล้อมที่ทั้ง มนุษย์ สัตว์ และพันธุ์พืช ต่างฝากชีวิตไว้กับแม่น้ำสายนี้ 

หากแม่น้ำสาละวินเสื่อมโทรมลงจนไม่สามารถใช้ประโยชน์เพื่อการดำรงชีวิตได้ตามปกติจะส่งผลกระทบทั้งในด้าน เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของชุมชน มากแค่ไหน Lanner ประเมินความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการปนเปื้อนของแม่น้ำสาละวิน โดยอ้างอิงข้อมูลจากองค์กรภาคประชาสังคมควบคู่กับการสอบถามผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่ปรากฏอยู่ในการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจยังคงเป็นเพียงการคำนวณ ในระดับเบื้องต้น เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านข้อมูล ขณะที่ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงอาจมีมูลค่าสูงกว่านี้มาก

ทั้งนี้ จากการสำรวจพื้นที่ริมแม่น้ำสาละวินพบว่า ผู้อยู่อาศัยริมน้ำส่วนใหญ่เป็นกลุ่มประชากรที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทรัพยากรธรรมชาติ รากฐานของระบบเศรษฐกิจชุมชนริมน้ำจึงมีลักษณะเป็น เศรษฐกิจเพื่อการยังชีพ (Subsistence Economy) ที่พึ่งพาการเพาะปลูก การหาของป่า และการจับสัตว์น้ำจากแม่น้ำเป็นหลัก มากกว่าการผลิตเพื่อการค้าเชิงพาณิชย์ในตลาดภายนอก ซึ่งแตกต่างจากแม่น้ำอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบแบบเดียวกัน อย่างเช่น แม่น้ำ กก สาย รวก รวมไปถึง แม่น้ำโขง

โครงสร้างเศรษฐกิจลักษณะนี้ทำให้ แม่น้ำสาละวินไม่ได้เป็นเพียงแหล่งน้ำ แต่เป็นทั้งแหล่งอาหาร และหลักประกันความมั่นคงในการดำรงชีวิตของผู้คนริมฝั่งลำน้ำ หากสายน้ำสายนี้เกิดวิกฤตขึ้น ผลกระทบที่ตามมาจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงระบบนิเวศของแม่น้ำเท่านั้น หากแต่สั่นสะเทือนต่อวิถีชีวิตของชุมชนที่ผูกพันกับแม่น้ำสาละวินมาอย่างยาวนาน

127 เหมืองริมสาละวิน และความสัมพันธ์กับสารพิษในแม่น้ำ

จากการรวบรวมข้อมูลจำนวนเหมืองที่อยู่บริเวณริมแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำสาขา ข้อมูลจาก Stimsons Center (ข้อมูลวันที่ 26 มีนาคม 2568 เวลา 12.33 น.) ชี้ให้เห็นว่า มีเหมืองราว 127 แห่งที่อาจมีความเชื่อมโยงกับแม่น้ำสาละวิน โดยพบว่ามีการทำเหมืองแบบชะละลายแบบกอง (Heap Leaching), การทำเหมืองแบบตะกอนน้ำพา (Alluvial Mining) และ การทำเหมืองแบบชะละลายในแหล่งแร่ (In-situ Leaching)

โดยเหมืองประเภทต่างๆ เป็นเหมืองที่ผลิตแร่มากกว่า 11 ชนิด ประกอบด้วย 1. ดีบุก 2. ทังสเตน 3. ตะกั่ว 4. สังกะสี 5. พลวง 6. ยิปซั่ม 7. ทองคำ 8. ทองแดง 9. นิกเกิล 10. แมงกานีส  และ 11. กลุ่มแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth Elements) ทั้งนี้ หากแยกตามประเภทการทำเหมืองแร่ พบว่า

1. การทำเหมืองแบบชะละลายแบบกอง (Heap Leaching) พบทั้งหมด 111 แห่ง คิดเป็น 87.40% ของเหมืองทั้งหมด โดยกระจายอยู่ในแม่น้ำ 3 สาย ได้แก่ แม่น้ำสาละวิน 48 แห่ง แม่น้ำ Nanka Jiang ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำสาละวิน ในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา 52 แห่ง และแม่น้ำ Pang ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาในรัฐฉานเช่นกัน 11 แห่ง

ภาพการทำเหมืองแบบชะละลายแบบกอง ที่มา: Stimsons Center

วิธีการทำเหมืองลักษณะนี้เริ่มจากการนำแร่ขึ้นมาบดให้มีขนาดเล็ก แล้วกองรวมกันบนพื้นที่ที่ปูวัสดุกันซึมด้านล่าง จากนั้นจึงพ่นสารละลายเคมีลงบนกองแร่ให้ค่อยๆ ซึมผ่านกองแร่เพื่อชะละลายโลหะออกมา ในกรณีของเหมืองทองคำมักใช้สารละลายโซเดียมไซยาไนด์ สารละลายที่ละลายโลหะแล้วจะไหลลงสู่บ่อรองรับที่บุพลาสติก ก่อนเข้าสู่กระบวนการแยกโลหะออกจากสารละลาย เช่น การดูดซับด้วยคาร์บอนหรือการตกตะกอนทางเคมี หลังจากแยกโลหะออกแล้ว สารละลายสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ ส่วนกากแร่จะถูกเก็บไว้เป็นกากเหมือง โดยกระบวนการสกัดจากกองแร่หนึ่งกองอาจใช้เวลาหลายเดือนจนกว่าจะสกัดโลหะออกมาได้จนหมด

อย่างไรก็ตาม วิธีการทำเหมืองประเภทนี้มีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมค่อนข้างสูง เนื่องจากต้องใช้สารเคมีเข้มข้นจำนวนมาก หากระบบรองรับหรือแผ่นกันซึมเกิดความเสียหาย สารเคมีอาจรั่วไหลลงสู่ดินและแหล่งน้ำได้ อีกทั้งบ่อเก็บสารละลายและกองกากแร่จำนวนมากมักเปิดโล่ง ทำให้เมื่อเกิดฝนตกหนัก สารเคมีต่างๆ หรือโลหะหนักสามารถไหลลงสู่แม่น้ำ ลำห้วย และพื้นที่เกษตรกรรมใกล้เคียงได้ ส่งผลให้เกิดการปนเปื้อนในดินและแหล่งน้ำ รวมถึงกระทบต่อสัตว์ป่าและสุขภาพของชุมชนที่อาศัยอยู่ใกล้พื้นที่เหมือง

เหมืองประเภทนี้มักถูกออกแบบมาเพื่อสกัดแร่ที่มีความเข้มข้นต่ำ หรือแร่เกรดต่ำ (Low-grade Ore) โดยเฉพาะโลหะอย่าง ทองคำ ทองแดง นิกเกิล แมงกานีส และสังกะสี

2. การทำเหมืองแบบตะกอนน้ำพา (Alluvial Mining) จำนวนทั้งหมด 9 แห่ง คิดเป็น 7.09% ของเหมืองทั้งหมด โดยกระจายอยู่ในแม่น้ำ 3 สาย ได้แก่ แม่น้ำสาละวิน 8 แห่ง และ แม่น้ำ Nanka Jiang 1 แห่ง

ภาพการทำเหมืองแบบตะกอนน้ำพา ที่มา: Stimsons Center

การทำเหมืองแบบตะกอนน้ำพา เป็นการสกัดโลหะมีค่าจากตะกอนในท้องแม่น้ำหรือบริเวณริมแม่น้ำ โดยคนงานเหมืองจะขุดหรือดูดตะกอนขึ้นมา แล้วใช้เทคนิคแยกแร่ด้วยแรงโน้มถ่วง เช่น การร่อนแร่ในรางน้ำ การดูดตะกอนด้วยเครื่องดูด หรือการร่อนในกระทะ เพื่อแยกทองคำหรือโลหะอื่นออกจากดินและทราย ในบางกรณีจะใช้ปรอทผสมกับตะกอนที่บดแล้วเพื่อให้ทองคำจับตัวกับปรอทเป็นสารผสมที่เรียกว่าอะมัลกัม จากนั้นนำไปให้ความร้อนเพื่อระเหยปรอทออก เหลือทองคำไว้ วิธีนี้มักดำเนินการเป็นช่วงๆ ตามลำน้ำ และสามารถเคลื่อนย้ายพื้นที่ทำเหมืองไปตามแม่น้ำได้อย่างรวดเร็ว

การทำเหมืองแบบตะกอนน้ำพาก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศแม่น้ำจากการขุดและรบกวนตะกอนท้องน้ำ ซึ่งทำให้น้ำขุ่น เปลี่ยนแปลงสภาพแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ และลดความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้ปรอทในการสกัดทองคำยังทำให้เกิดการปนเปื้อนในน้ำ ดิน และตะกอนแม่น้ำ โดยปรอทสามารถสะสมในห่วงโซ่อาหาร เช่น ในปลา และส่งต่อถึงมนุษย์ที่บริโภคสัตว์น้ำที่ปนเปื้อน พิษของปรอทอาจส่งผลต่อระบบประสาท ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบสืบพันธุ์ ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ระคายเคืองผิวหนัง หรือความผิดปกติทางพัฒนาการในเด็ก นอกจากนี้การปล่อยโลหะหนักอื่นจากของเสียเหมืองยังอาจกระทบต่อคุณภาพน้ำ การเกษตร และสุขภาพของชุมชนที่อาศัยอยู่ตามลุ่มน้ำในระยะยาว

เหมืองประเภทดังกล่าวมักถูกใช้กับแร่ประเภทที่หนักกว่าทรายหรือดิน และไม่ละลายน้ำง่าย เช่น ทองคำ ดีบุก และแร่อื่นๆ ในลักษณะเดียวกัน

3. การทำเหมืองแบบชะละลายในแหล่งแร่ (In-situ Leaching) จำนวนทั้งหมด 7 แห่ง คิดเป็น 5.51% ของเหมืองทั้งหมด โดยกระจายอยู่ในแม่น้ำสาขาทั้งหมด ที่เชื่อมต่อมายังแม่น้ำสาละวิน ประกอบด้วย แม่น้ำ Nanka Jiang 3 แห่ง, แม่น้ำ Lwe 3 แห่ง และแม่น้ำ Nam Hsim 1 แห่ง

ภาพการทำเหมืองแบบชะละลายในแหล่งแร่ ที่มา: Stimsons Center

การทำเหมืองแบบชะละลายในแหล่งแร่ เป็นหนึ่งในกระบวนการทำเหมืองที่ส่งผลรุนแรงอย่างมากต่อสิ่งแวดล้อม โดยกระบวนการทำเหมือง เป็นการสกัดแร่จากชั้นดินใต้ดินโดยไม่ต้องขุดแร่ขึ้นมาทั้งก้อน คนงานจะเจาะหลุมบริเวณยอดเขาหรือพื้นที่สูง แล้วติดตั้งท่อเพื่อหยดสารละลายเคมี เช่น แอมโมเนียมซัลเฟต หรือแอมโมเนียมไบคาร์บอเนต ลงสู่ดิน สารเคมีจะทำปฏิกิริยากับแร่ในชั้นดินเหนียว ทำให้แร่ละลายออกมา จากนั้นจะสูบน้ำจากแม่น้ำใกล้เคียงเข้าไปช่วยกระจายสารละลายในชั้นดิน สารละลายที่มีแร่จะไหลออกมาตามท่อไปยังบ่อรวบรวม ก่อนเติมสารเคมีเพื่อแยกแร่ให้ตกตะกอน แล้วเก็บตะกอนแร่ไปแปรรูปต่อ

เหมืองประเภทนี้ใช้น้ำและสารเคมีจำนวนมาก น้ำที่สูบจากแม่น้ำมักถูกปล่อยกลับสู่ระบบแม่น้ำพร้อมปุ๋ยและโลหะปนเปื้อน ทำให้เกิดมลพิษในแหล่งน้ำ ดิน และน้ำใต้ดิน กระบวนการผลิตแร่แรร์เอิร์ธออกไซด์ 1 ตัน สามารถสร้างกากเหมืองหลายพันตันและน้ำเสียจำนวนมาก ไนเตรตจากปุ๋ยอาจทำให้สิ่งมีชีวิตในน้ำขาดออกซิเจนและทำลายสมดุลของระบบนิเวศ หากมนุษย์ได้รับสารปนเปื้อนเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อสมอง ตับ กระดูก และระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพในชุมชนใกล้เหมือง

วิธี In-situ leaching มักถูกใช้กับการขุดแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth Elements) โดยเฉพาะแหล่งแร่ที่อยู่ในดิน เช่น กลุ่มแลนทาไนด์ที่ใช้ผลิตแม่เหล็กและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ นีโอไดเมียม (Neodymium) ดิสโพรเซียม (Dysprosium) เทอร์เบียม (Terbium) แลนทานัม (Lanthanum)

แร่เหล่านี้เป็นวัตถุดิบสำคัญของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น แม่เหล็กกำลังสูง รถยนต์ไฟฟ้า กังหันลม อุปกรณ์ทางการทหารและการแพทย์ รวมไปถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก จึงทำให้การทำเหมืองแบบนี้ขยายตัวอย่างรวดเร็วในทางตอนเหนือของเมียนมา ซึ่งเป็นต้นทางของแม่น้ำหลายสายที่เชื่อมต่อมายังประเทศไทย

ท้ายที่สุดไม่ว่ารูปแบบใด ทั้งเหมืองชะละลายแบบกอง ตะกอนน้ำพา หรือชะละลายในแหล่งแร่ ล้วนทิ้งร่องรอยเดียวกันคือการปนเปื้อนสารเคมีและโลหะหนักในระบบนิเวศ เมื่อพิจารณาจากจำนวนเหมือง 127 แห่งที่ตั้งอยู่ตามแนวแม่น้ำและลำน้ำสาขาในพื้นที่ต้นน้ำสาละวิน สะท้อนว่าการปนเปื้อนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะจุด แต่สามารถแพร่กระจายไปตามกระแสน้ำ และลงไปสู่ชุมชนปลายน้ำ ส่งผลให้แม่น้ำสาละวินค่อยๆ เปลี่ยนจากแหล่งน้ำเพื่อการดำรงชีวิต ไปเป็นเส้นทางของการสะสมมลพิษในระดับภูมิภาค

238,136,604 บาทต่อปี มูลค่าความเสียหายเชิงเศรษฐกิจ รวมภาคเกษตรและภาคประมงที่ชุมชนริมน้ำสาละวินต้องแบกรับ 

หากขยับออกมามองในมิติของความเสียหายเชิงเศรษฐกิจ จะพบว่าตลอดแนวแม่น้ำสาละวินฝั่งประเทศไทย มีชุมชนตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างน้อย 811 ครัวเรือน รวมประชากร 5,084 คน โดยกระจายตัวอยู่ในหลายหมู่บ้านของอำเภอสบเมยและอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งหากแยกตามที่ตั้งของชุมชน จะสามารถระบุได้ดังนี้

จังหวัดอำเภอตำบลหมู่ที่ชื่อหมู่บ้านชื่อชุมชนจำนวนครัวเรือนจำนวนประชากร
แม่ฮ่องสอนสบเมยแม่สามแลบ1แม่สามแลบบ้านแม่สามแลบ80892
แม่ฮ่องสอนสบเมยแม่สามแลบ1แม่สามแลบบ้านกองก๊าด1051,083
แม่ฮ่องสอนสบเมยแม่สามแลบ1แม่สามแลบบ้านแม่ตอละ150215
แม่ฮ่องสอนสบเมยแม่สามแลบ4สบเมยบ้านสบเมย691,260
แม่ฮ่องสอนสบเมยแม่สามแลบ4สบเมยบ้านพะละอึ50105
แม่ฮ่องสอนสบเมยแม่สามแลบ4สบเมยบ้านโก๊ะหงอคี28139
แม่ฮ่องสอนแม่สะเรียงแม่ยวม7ท่าตาฝั่งบ้านท่าตาฝั่ง149631
แม่ฮ่องสอนแม่สะเรียงแม่คง5แม่ดึ๊บ้านแม่ก๋อนเหนือ95231
แม่ฮ่องสอนแม่สะเรียงแม่คง5แม่ดึ๊บ้านแม่ก๋อนใต้13188
แม่ฮ่องสอนแม่สะเรียงแม่คง9จอท่าบ้านนอโป๋755
แม่ฮ่องสอนแม่สะเรียงแม่คง9จอท่าบ้านห้วยปอมื่อ28118
แม่ฮ่องสอนแม่สะเรียงแม่คง9จอท่าบ้านโกแป่1678
แม่ฮ่องสอนแม่สะเรียงแม่คง9จอท่าบ้านจอบาคี2189
รวม จำนวนครัวเรือน / ประชากร8115,084
ที่มา: ทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง พ.ศ. 2559 กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างเศรษฐกิจของชุมชนริมน้ำสาละวินแตกต่างจากพื้นที่ลุ่มน้ำอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบแบบเดียวกัน ข้อมูลจาก สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต และ สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยให้เห็นว่า ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน รวมไปถึงชาวบ้านริมน้ำสาละวินส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและประมงเป็นหลัก แต่รูปแบบการผลิตไม่ได้มุ่งเน้นการค้าในเชิงพาณิชย์ หากเป็นระบบเศรษฐกิจเพื่อการยังชีพ (Subsistence Economy) กล่าวคือ การเพาะปลูก การจับปลา หรือการเลี้ยงสัตว์จำนวนมากถูกทำขึ้นเพื่อบริโภคภายในครัวเรือนและชุมชน มากกว่าการผลิตเพื่อขายในตลาดภายนอก

ระบบเศรษฐกิจลักษณะนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะแม่น้ำ กับการดำรงชีวิตของผู้คนมีความแนบแน่นอย่างมาก เพราะแม่น้ำไม่ได้เป็นเพียงแหล่งน้ำที่ใช้อุปโภคบริโภคเพียงอย่างเดียว แต่เป็นฐานทรัพยากรหลักที่หล่อเลี้ยงทั้งอาหาร รายได้ และความมั่นคงทางชีวิตของชุมชนที่กระจายตัวอยู่ตามริมน้ำสาละวิน

เพื่อประเมินมูลค่าความเสียหาย การคำนวณครั้งนี้ใช้แนวทาง ‘มูลค่าผลผลิตทางการเกษตร’ (Gross Production Value) โดยอาศัยวิธีการคำนวณผ่านมูลค่าของพืชแต่ละชนิดที่พบว่ามีการปลูกจริงใน 2 หมู่บ้านตัวอย่างเท่านั้น ประกอบด้วย หมู่บ้านแม่สามแลบ และ หมู่บ้านสบเมย โดยรวบรวมข้อมูลพืชทั้งหมดกว่า 30 รายการ จากนั้นจึงนำมาคำนวณร่วมกับผลผลิตต่อไร่และราคาตลาดของพืชแต่ละชนิด เพื่อแปลงผลผลิตทั้งหมดให้อยู่ในรูปของมูลค่าทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม การประเมินนี้ยังเป็นเพียงการคำนวณในระดับเบื้องต้น เนื่องจากข้อจำกัดด้านข้อมูล และตัวเลขที่ได้สะท้อนเฉพาะ มูลค่าทางเศรษฐกิจของภาคประมงและการเกษตรเท่านั้น ยังไม่รวมต้นทุนอื่นๆ ที่ชุมชนอาจต้องแบกรับ เช่น ค่าขนส่งหรือเดินทางเพื่อออกไปซื้ออาหารจากพื้นที่อื่น ค่าเสียเวลาในการประกอบอาชีพ รวมไปถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพในระยะยาว หากคุณภาพน้ำในแม่น้ำสาละวินเสื่อมโทรมลงจนไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ตามวิถีชีวิตเดิมของชุมชน

237,620,229 บาทต่อปี มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นเฉพาะภาคเกษตรที่ชุมชนริมน้ำสาละวินต้องเผชิญ

พื้นที่ลุ่มน้ำสาละวินในจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นฐานสำคัญของการผลิตอาหารให้กับชุมชน โดยเฉพาะในอำเภอสบเมยและตำบลแม่สามแลบ ซึ่งตั้งถิ่นฐานกระจายตัวตามแนวลำน้ำและพื้นที่ภูเขา ระบบเกษตรในพื้นที่ลักษณะนี้มีความหลากหลาย ทั้งไร่หมุนเวียนบนพื้นที่สูง และการเพาะปลูกริมตลิ่งที่อาศัยตะกอนจากน้ำหลาก ทำให้สามารถผลิตอาหารได้ต่อเนื่องตลอดปี และลดการพึ่งพาตลาดภายนอก

จากเอกสาร ข้อมูลพื้นฐานโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง ทั้ง ต.แม่สามแลบ และ อ.สบเมย ของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) ชี้ให้เห็นว่า พื้นที่เกษตรในหมู่บ้านสบเมยและแม่สามแลบมีพืชหลากหลาย ตั้งแต่พืชไร่หลัก เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวไร่ และข้าวนาปี ไปจนถึงพืชเศรษฐกิจและพืชสวน เช่น กาแฟอาราบิกา ลิ้นจี่ กล้วย ลำไย เสาวรส และพริกกะเหรี่ยง รวมถึงพืชผักที่ปลูกในพื้นที่ริมน้ำอย่างฟักทองและกะหล่ำปลี อย่างไรก็ตาม โครงสร้างการผลิตของพื้นที่นี้แตกต่างจากเกษตรเชิงพาณิชย์ เนื่องจากผลผลิตจำนวนมากถูกใช้เพื่อบริโภคในครัวเรือนก่อน ส่วนที่เหลือจึงค่อยนำไปขายหรือแลกเปลี่ยนในชุมชน

หมู่บ้านผลผลิตพื้นที่ (ไร่)ผลผลิตต่อไร่(กก./ไร่)ผลผลิตรวม(กก.)ราคาตลาด(บาท/กก.)มูลค่าเทียบเท่า(บาท/ปี)
สบเมยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์4,083.83863.273,525,4529.834,549,426
สบเมยข้าวไร่ กข212,686.89345.53928,4073027,852,214
สบเมยฟักทอง39.272486.3297,638272,636,219
สบเมยสับปะรด6.941000.006,94025173,500
สบเมยข้าวโพดข้าวเหนียว5.991731.0010,36915155,530
สบเมยถั่วดาวอินคา5.771076.926,21440248,554
สบเมยข้าวหอมมะลิ (นาปี)806.58528.72426,4594217,911,259
สบเมยกาแฟอาราบิกา155.39131.2120,3891703,466,197
สบเมยลิ้นจี่37.34613.2122,89740915,887
สบเมยกล้วยน้ำว้า19.982780.5255,555251,388,868
สบเมยเสาวรส6.69564.633,77738143,540
สบเมยส้มโอ5.632814.8715,84835554,670
สบเมยลำไย3.582629.879,41540376,597
สบเมยอ้อย1.962457.654,8171.67,707
สบเมยมะละกอ0.754483.913,3632584,073
สบเมยมะม่วง0.69657.584543515,880
สบเมยพริกกะเหรี่ยง19.58507.679,9401201,192,831
แม่สามแลบข้าวไร่ กข219,543.66345.533,297,6423098,929,269
แม่สามแลบข้าวโพดข้าวเหนียว2.331731.004,0331560,498
แม่สามแลบยาสูบ1.06330.8235173.2625,690
แม่สามแลบข้าวหอมมะลิ (นาปี)1,585.81528.72838,4564235,215,172
แม่สามแลบกล้วยน้ำว้า108.372780.52301,325257,533,116
แม่สามแลบมะขามป้อม3.8712394.0247,965502,398,243
แม่สามแลบมะม่วง1.37657.589013531,531
แม่สามแลบเนียง0.63707.554466227,637
แม่สามแลบเสาวรส0.54564.633053811,586
แม่สามแลบกะหล่ำปลี16.982264.4238,45020768,998
แม่สามแลบฟักทองญี่ปุ่น2.543243.008,23735288,303
แม่สามแลบหมาก21.231033.7821,94722482,838
แม่สามแลบสละป่า2.41816.614,36040174,394
รวม237,620,229

การประเมินมูลค่าครั้งนี้อาศัยการคำนวณจากมูลค่าผลผลิตของพืชแต่ละชนิดที่มีการเพาะปลูกใน 2 หมู่บ้านตัวอย่าง โดยรวบรวมข้อมูลพืชมากกว่า 23 รายการ ครอบคลุมทั้งพืชอาหาร พืชเศรษฐกิจ และพืชพื้นถิ่น

กระบวนการคำนวณเริ่มจากการระบุชนิดพืชและพื้นที่เพาะปลูกในแต่ละหมู่บ้าน โดยอ้างอิงข้อมูลจากสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) จากนั้นนำพื้นที่เพาะปลูกของพืชแต่ละชนิดมาคูณกับค่าผลผลิตต่อไร่ ซึ่งอ้างอิงจากข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และงานศึกษาที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาปริมาณผลผลิตรวม ก่อนนำไปคำนวณมูลค่าโดยอิงราคาตลาดเฉลี่ยจากหลายแหล่งข้อมูล ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงราคาตลาดกลาง เช่น ตลาดไทและตลาดสี่มุมเมือง

∑(Ai​×Yi​×Pi​) = มูลค่าความเสียหายภาคเกษตรกรรม
A = จำนวนพื้นที่เพาะปลูก (ไร่) / Y = ผลผลิตต่อไร่ (กิโลกรัมต่อไร่) / P = ราคาเฉลี่ยตลาด (บาทต่อกิโลกรัม) / i = พืชแต่ละชนิด / ∑ = ผลรวมความเสียหายของพืชทุกชนิด

ผลการคำนวณพบว่า หมู่บ้านสบเมยมีมูลค่าผลผลิตรวมประมาณ 91,672,955 บาทต่อปี ขณะที่หมู่บ้านแม่สามแลบมีมูลค่าประมาณ 145,947,274 บาทต่อปี ดังนั้นมูลค่าความเสียหายในภาคการเกษตรเบื้องต้นจึงเทียบเท่ากับ 237,620,229 บาทต่อปี

ทั้งนี้ แหล่งที่มาของข้อมูลที่ใช้ในการคำนวณเป็นการอ้างอิงจากหลายแหล่งประกอบกัน เนื่องจากข้อจำกัดด้านข้อมูลในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะข้อมูล ‘ผลผลิตต่อไร่’ และ ‘ราคาตลาด’ ของพืชแต่ละชนิด ซึ่งไม่ได้มีฐานข้อมูลเดียวที่ครอบคลุมทั้งหมด จึงต้องใช้ทั้งข้อมูลจากหน่วยงานราชการและภาคเอกชนประกอบการคำนวณร่วมกัน

นอกจากนี้ ตัวเลข 237,620,229 บาทต่อปี ยังสะท้อนเพียงมูลค่าของ 2 หมู่บ้านตัวอย่างเท่านั้น ขณะที่ในความเป็นจริง ยังมีหมู่บ้านอีกอย่างน้อย 3 แห่งที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ประกอบด้วย หมู่บ้านท่าตาฝั่ง หมู่บ้านแม่ดึ๊ และหมู่บ้านจอท่า ซึ่งมีรูปแบบการใช้ประโยชน์ทรัพยากรในลักษณะใกล้เคียงกัน แต่ไม่ได้ถูกนำมารวมในการคำนวณครั้งนี้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านข้อมูลเชิงพื้นที่ ส่งผลให้มูลค่าความเสียหายที่แท้จริงในระดับลุ่มน้ำอาจสูงกว่าตัวเลขที่ปรากฏอย่างมีนัยสำคัญ

516,375 บาทต่อปี มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นเฉพาะภาคประมงที่ชุมชนริมน้ำสาละวินต้องเผชิญ

จากการเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์ชาวบ้านในชุมชนริมแม่น้ำสาละวิน พบว่าพันธุ์ปลาที่ชุมชนนิยมบริโภค 5 ชนิดหลัก ได้แก่ 1. ปลาแค้ 2. ปลากาดำหรือปลาเพี้ย 3. ปลาหมู 4. ปลาคม และ 5. ปลากดคัง ซึ่งถือเป็นปลาที่พบได้บ่อยและถูกจับขึ้นมาเป็นอาหารในชีวิตประจำวัน

พันธุ์ปลาปริมาณที่จับได้โดยเฉลี่ย
(กก./ปี)
มูลค่า
ราคาขาย (บาท/กก.)ความเสียหาย (บาท/ปี)
ปลาแค้637.5250159,375
ปลากาดำ/ปลาเพี้ย51515077,250
ปลาหมู555200111,000
ปลาคม400250100,000
ปลากดคัง27525068,750
รวม516,375

การประเมินมูลค่าความเสียหายใช้วิธีนำ ‘ปริมาณปลาที่จับได้เฉลี่ยต่อปี’ ของปลาแต่ละชนิด คูณร่วมกับ ‘ราคาตลาดเฉลี่ยต่อกิโลกรัม’ เพื่อหามูลค่าของปลาแต่ละรายการ จากนั้นนำมูลค่าของปลาทั้ง 5 ชนิดมารวมกันเป็นมูลค่าความเสียหายในภาคประมง ทั้งนี้ ข้อมูลที่ใช้ในการคำนวณ ได้แก่ ชนิดปลาหลัก ปริมาณการจับ และราคาตลาดในพื้นที่หมู่บ้านสบเมย มาจากการสัมภาษณ์ชาวบ้านในหมู่บ้านสบเมย เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569

∑(Fᵢ × Pᵢ) = มูลค่าความเสียหายของภาคประมง
F = ปริมาณปลาที่จับได้ (กิโลกรัมต่อปี) / P = ราคาตลาดเฉลี่ยของปลา (บาทต่อกิโลกรัม) / i = ปลาแต่ละชนิด /
∑ = ผลรวมของความเสียหายของปลา 5 ชนิด

เมื่อคำนวณร่วมกับราคาตลาดของปลาในพื้นที่ พบว่า ปริมาณปลาที่หมู่บ้านสบเมยจับได้จากทั้ง 5 ชนิด มีมูลค่าทางเศรษฐกิจรวม ราว 516,375 บาทต่อปี ตัวเลขดังกล่าวสามารถตีความเป็น มูลค่าความเสียหายเบื้องต้น ในกรณีที่ชุมชนไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรปลาในแม่น้ำได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม การประเมินมูลค่าความเสียหายดังกล่าวอ้างอิงจาก ปลาเพียง 5 ชนิดหลักที่ชาวบ้านนิยมบริโภคและจับได้บ่อย เท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมพันธุ์ปลาทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำสาละวิน เนื่องจากในความเป็นจริง แม่น้ำสายนี้ยังมีความหลากหลายของชนิดปลาอีกจำนวนมากที่ชุมชนใช้ประโยชน์ทั้งเพื่อการบริโภคและเป็นแหล่งอาหารตามฤดูกาล

ดังนั้น ตัวเลขมูลค่าความเสียหาย 516,375 บาทต่อปี จึงเป็นเพียง การประมาณการเบื้องต้นจากตัวอย่างทรัพยากรปลาเพียงบางส่วนในหมู่บ้านสบเมยเพียงหมู่บ้านเดียวเท่านั้น ซึ่งสะท้อนภาพของความสูญเสียด้านอาหารและรายได้ที่อาจเกิดขึ้น หากชุมชนไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรประมงในแม่น้ำสาละวินได้ตามปกติ ขณะที่มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงอาจสูงกว่านี้ เนื่องจากยังมีพันธุ์ปลาและทรัพยากรสัตว์น้ำอื่นๆ และหมู่บ้านอีกจำนวน 4 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่บ้านแม่สามแลบ หมู่บ้านท่าตาฝั่ง หมู่บ้านแม่ดึ๊ และหมู่บ้านจอท่า ที่ไม่ได้ถูกรวมอยู่ในการคำนวณครั้งนี้ เนื่องจากข้อจำกัดทางด้านข้อมูล

มากกว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ คือ ‘ความเสียหายของระบบนิเวศ’ เพราะน้ำสาละวินหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตกว่า 402 ชนิด ซึ่งไม่อาจประเมินมูลค่าได้

มากกว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ สิ่งที่ชุมชนริมแม่น้ำสาละวินกำลังเผชิญ คือความเสียหายต่อระบบนิเวศ ซึ่งเป็นความสูญเสียที่ไม่สามารถประเมินเป็นตัวเลขได้อย่างชัดเจน ข้อมูลจากสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต สะท้อนให้เห็นว่าลุ่มน้ำสาละวินไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ผลิตอาหารของชุมชนเท่านั้น แต่ยังเป็นระบบนิเวศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง

จากงานวิจัยวิถีแม่น้ำ วิถีป่า ของปกาเกอะญอสาละวิน ซึ่งรวบรวมองค์ความรู้ท้องถิ่นของชุมชนริมน้ำที่ส่วนใหญ่เป็นประชากรกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง หรือปกาเกอะญอ พบว่าสิ่งมีชีวิตที่พึ่งพิงระบบนิเวศของแม่น้ำสาละวินมีอย่างน้อย 402 ชนิด แบ่งเป็นสัตว์ป่าประมาณ 14 ชนิด สัตว์น้ำราว 70 ชนิด และพืชพรรณอีกอย่างน้อย 318 ชนิด

ในส่วนของพืชพรรณ ชุมชนปกาเกอะญอได้บันทึกพืชที่ใช้ประโยชน์ไว้หลากหลายประเภท ทั้งพืชอาหาร พืชไร่ และพืชสมุนไพร โดยมีพืชที่เกี่ยวข้องกับการผลิตอาหารจำนวนมาก เช่น ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว แตง มัน เผือก มะเขือ ถั่ว ข้าวโพด ฟัก พริก บวบ อ้อย รวมถึงพืชพื้นถิ่นอื่นๆ อีกจำนวนมาก หากจำแนกตามหมวดหมู่ในงานวิจัย พบว่ามีพืชอาหารอย่างน้อย 39 ชนิด และพืชสมุนไพรราว 73 ชนิด ขณะที่พืชที่ปลูกหรือพบตามระบบเกษตรริมแม่น้ำรวมกันมากถึง 318 ชนิด สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่ลุ่มน้ำสาละวินเป็นฐานทรัพยากรอาหารและภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สำคัญของชุมชน

318 พันธุ์พืชที่พบริมแม่น้ำสาละวิน

ลำดับรายชื่อพรรณพืชจำนวนชนิดพันธุ์
1ข้าวจ้าว43
2ข้าวเหนียว25
3แตง16
4มัน16
5เผือก6
6มะเขือ10
7ถั่ว8
8ข้าวโพด11
9ฟัก12
10ว่าน7
11ยาสูบ3
12พริก7
13ดอกไม้17
14ผักหอม1
15ผักกาด1
16ผักเผ็ด1
17ผักชี1
18ถั่วแปบ1
19หัวบุก1
20ขิง1
21บวบ3
22อ้อย3
23ข้าวฟ่าง1
24น้ำเต้า1
25ลูกเดือย1
26ฝ้าย1
27มะระขม1
28ถั่วพู1
29งา2
30อื่นๆ4
31พืชอาหารอื่นๆ39
32พืชสมุนไพร73
รวม318

70 พันธุ์สัตว์น้ำที่พบในแม่น้ำสาละวิน

ขณะเดียวกัน งานวิจัยดังกล่าวยังระบุว่ามีพันธุ์ปลาที่ชุมชนรู้จักและใช้ประโยชน์จากแม่น้ำสาละวินมากกว่า 70 ชนิด อย่างไรก็ตาม จากการถอดความและแปลข้อมูลจากภาษาปกาเกอะญอเป็นภาษาไทย สามารถระบุพันธุ์ปลาได้เพียง 36 ชนิด เท่านั้น เนื่องจากชื่อปลาอีกจำนวนหนึ่งเป็นชื่อเรียกท้องถิ่นที่ไม่มีคำเทียบตรงในภาษาไทย

ลำดับรายชื่อพันธุ์ (ภาษาท้องถิ่น)รายชื่อพันธุ์ (ภาษาไทย)
1หยะเตาะปลาบึก
2โด่ปูหลุะ, โดปุหลุปลาค้อปากหนา
3ทามาเค, ทามเคปลาอีด
4หยะกวื่อ, หยะหมื่อปลากดคังสาละวิน
5หยะควิปลาแค้
6หยะคุ่ยบอปลาแค้วัว
7หยะคุ้ยเทาะ, หยะคุ่ยหวะปลาแค้หมู
8หยะคุ่ยซูปลาแค้ควาย
9หยะบือเล่อปลาจิ้นจก
10หยะบ่อโส่ปลาหมูลายสาละวิน(ปลาหมูลายดำ, ปลาหมูฮ่องเต้)
11หยะบือปลาบัว
12หยะทูปลาบู่
13หยะก๊ะกะจ่าปลายักษ์ใหญ่, ปลาหวาน
14หยะหลิปลาก้าง
15หยะหมื่อปลากดคังสาละวิน
16ตีบูบอปลาไหลนา
17หยะกลาซูปลาดุกนา
18หยะเคลอหล่า, หยะปล่าแปปลาตอง
19หยะโถะปลาเข็ม
20หยะทีปลาตูนา (ปลาสะแงะ)
21หยะดีคี, หยะมีเค, หยะเตอเลอปลาหัวตะกั่ว
22หยะกอดิ, หยะงอดิปลาคลีบแดง
23หยะหลู่ปลาช่อน
24หยะโอโหนะปลาหลดม้าลาย
25หยะกือปลากระทิง
26หยะโอโค่โหล่ปลากระทิงจุดขาว
27หยะกาซูปลากาดำ (ปลาเพี้ย)
28หยะบอดีปลาหางเหลือง
29หยะฉื่อเกปลาแขยงใบข้าวสาละวิน
30หยะปลาปลาพลวง
31หยะเอ้ปลากัด
32หละปลิ, หยะเคล่อหละปลาสลาด
33หยะฉะกอปลาสร้อยนกเขา
34หยะดีดลี, หยะฉะกอปลาร่องไม้ตับ
35หยะเล่อปลาหมู
36หยะโม่ปลาคม
ที่ไม่สามารถระบุได้อีก 34 ชนิด

14 พันธุ์สัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำสาละวิน

ลำดับรายชื่อพันธุ์ (ภาษาท้องถิ่น)รายชื่อพันธุ์ (ภาษาไทย)
1โกยูปก่าชะนี, ค่าง
2โถะโก๊ะนกกก, นกเงือก
3โถะจีแกว
4โถะสะปอนกสีเหลืองขมิ้น
5โถะฉิอีเห็น
6โถะลุยขะนก
7สะเหนะที้หนู
8เดะกว่าคางคกชนิดหนึ่ง
9นกเอี้ยง
10นกเป้า
11นกแซว
12ต่าคอกวางผา
13กระทิง
14บ่าสะโอะเสือ

นอกจากสัตว์น้ำแล้ว พื้นที่ริมลุ่มน้ำยังเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าอย่างน้อย 14 ชนิด งานวิจัยบันทึกการพบสัตว์หลากหลายกลุ่ม ทั้งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม นก และสัตว์ขนาดเล็ก เช่น ชะนี ค่าง นกเงือก นกสีเหลืองขมิ้น อีเห็น กวางผา กระทิง และเสือ รวมถึงนกและสัตว์ขนาดเล็กที่พบทั่วไปตามแนวป่าและลำน้ำ เช่น นกเอี้ยง นกเป้า นกแซว หนู และคางคกบางชนิด การปรากฏของสัตว์เหล่านี้สะท้อนว่าป่าและแม่น้ำในลุ่มน้ำสาละวินยังคงเชื่อมโยงกันเป็นระบบนิเวศเดียว ซึ่งเอื้อต่อการอยู่อาศัยของสัตว์หลากหลายชนิดตั้งแต่สัตว์ขนาดเล็กไปจนถึงสัตว์ผู้ล่าระดับบนของห่วงโซ่อาหาร

ภาพของแม่น้ำสาละวินจึงไม่ได้เป็นเพียงสายน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่ชายแดน หากแต่เป็นระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คน พืชพรรณ และสัตว์นานาชนิดตลอดสองฝั่งลำน้ำมายาวนาน แม่น้ำสายนี้ทำหน้าที่เป็นทั้งแหล่งอาหาร พื้นที่เกษตร และถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่สะสมองค์ความรู้ท้องถิ่นเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนมาหลายชั่วอายุคน ดังนั้นหากระบบนิเวศของลุ่มน้ำสาละวินได้รับผลกระทบ ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่หมายถึงการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพ และวิถีชีวิตของชุมชนที่ยากจะประเมินมูลค่าได้

รัฐไทยทำอะไรไปแล้วบ้าง ท่ามกลางความเสียหายที่เพิ่มขึ้นทุกวัน

หลังจากแม่น้ำหลายสายที่ไหลเชื่อมต่อพรมแดนไทย ทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง เผชิญปัญหามลพิษและผลกระทบต่อระบบนิเวศในช่วงที่ผ่านมา คำถามจึงเริ่มขยายไปยังแม่น้ำสายอื่นที่เชื่อมต่อกับประเทศไทย หนึ่งในนั้นคือ แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำสายสำคัญของภูมิภาคที่มีช่วงหนึ่งทำหน้าที่เป็นเส้นพรมแดนระหว่างไทยกับเมียนมา และเป็นแหล่งทรัพยากรหลักของชุมชนชายแดนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน

ความกังวลต่อแม่น้ำสาละวินเพิ่มขึ้นหลังทีมนักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เก็บตัวอย่างน้ำบริเวณช่วงแม่น้ำที่ไหลผ่านอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในช่วงเดือนกันยายน 2568 และพบสารหนูสูงกว่าค่ามาตรฐานถึงประมาณ 5 เท่า ในช่วงเดือนตุลาคม 2568 โดยตรวจพบอยู่ในช่วง 0.04 – 0.05 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่ค่ามาตรฐานกำหนดไว้ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร

ส่งผลให้หลังจากนั้นไม่นาน กรมควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.1) ได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำในแม่น้ำสาละวินครั้งแรกในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งเป็นการตรวจเบื้องต้นด้วย Test-kit และดำเนินการตรวจทั้งหมด 5 จุด เบื้องต้นผลตรวจด้วยชุดตรวจ Test-kit พบว่าค่าสารหนูในจุดเก็บตัวอย่างยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่เจ้าหน้าที่ระบุว่ายังต้องรอผลการวิเคราะห์อย่างละเอียดจากห้องปฏิบัติการ เนื่องจากค่าคุณภาพน้ำอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพน้ำในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน 

ต่อมาในวันที่ 12-13 พฤศจิกายน 2568 กรมควบคุมมลพิษที่ 1 ได้ลงพื้นที่ตรวจอีกครั้ง โดยกำหนดจุดตรวจวัดทั้งหมด 13 จุด ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ อ.แม่สะเรียง ไปจนถึง อ.สบเมย ก่อนนำตัวอย่างตะกอนดินและน้ำผิวดินไปตรวจวัดค่าสารโลหะหนัก

ผลการตรวจปริมาณสารหนู (As) ที่เกินมาตรฐาน (ครั้งที่ 1)
จุดตรวจจังหวัดพื้นที่ค่าสารหนู (มก./ล.)ค่ามาตรฐาน <0.010 มก./ล.
ครั้งที่ 1
SAL01แม่ฮ่องสอนผาตั้ง ชายแดนไทย-เมียนมาร์ ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง0.023
SAL02แม่ฮ่องสอนหน่วยอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าผาแดง ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง0.025
SAL03แม่ฮ่องสอนบ้านจอท่า ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง0.023
SAL04แม่ฮ่องสอนฐานโกแกระ ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง0.027
SAL05แม่ฮ่องสอนสบแงะ ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง0.024
SAL06แม่ฮ่องสอนป่าไม้อุมดา ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง0.025
SAL07แม่ฮ่องสอนบ้านแม่สะเกิบ ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง0.027
SAL08แม่ฮ่องสอนบ้านท่าตาฝั่ง ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง0.025
SAL09แม่ฮ่องสอนรอยต่อระหว่างพื้นที่ อ.สบเมย-อ.แม่สะเรียง0.028
SAL10แม่ฮ่องสอนท่าเรือหมู่บ้านแม่สามแลบ ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย0.029
SAL11แม่ฮ่องสอนหย่อมบ้านปู่ทา ม.6 ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย0.024
SAL12แม่ฮ่องสอนหย่อมบ้านพะละอึ ม.4 ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย0.027
SAL13แม่ฮ่องสอนบ้านสบเมย ม.4 ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย0.029
ที่มา: ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำผิวดินครั้งที่ 1, กรมควบคุมมลพิษที่ 1 เผยแพร่เมื่อ 21 พ.ย. 2568

ต่อมาเมื่อมีการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำและตะกอนดินอย่างละเอียดในห้องปฏิบัติการ กรมควบคุมมลพิษที่ 1 ได้เผยแพร่ผลตรวจจากจุดตรวจวัดคุณภาพน้ำ 13 จุดในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 โดยเผยแพร่ผลตรวจตลอดช่วงแม่น้ำสาละวินที่ไหลผ่านจังหวัดแม่ฮ่องสอน และพบว่าค่าสารหนูเกินค่ามาตรฐานทุกจุด โดยมีค่าอยู่ระหว่าง 0.023 – 0.029 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่ค่ามาตรฐานน้ำผิวดินกำหนดไว้ไม่เกิน 0.01 มิลลิกรัมต่อลิตร 

ผลการตรวจปริมาณสารโลหะหนักอื่นๆ ที่เกินมาตรฐาน (ครั้งที่ 1)
จุดตรวจธาตุค่าที่ตรวจพบ (มก./ล.)ค่ามาตรฐาน (มก./ล.)มาตรฐานครั้งที่ตรวจ
SAL08ตะกั่ว (Pb)0.0760.05เกินมาตรฐานครั้งที่ 1
ที่มา: ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำผิวดินครั้งที่ 1 และ 2, กรมควบคุมมลพิษที่ 1

นอกจากนี้ยังพบค่าตะกั่วเกินมาตรฐาน 1 จุดบริเวณบ้านท่าตาฝั่ง ขณะที่การตรวจสารโลหะหนักอื่นๆ เช่น แคดเมียม (Cd), นิกเกิล (Ni), สังกะสี (Zn), ทองแดง (Cu), ปรอท (Hg), แมงกานีส (Mn) และ โครเมียม (Cr) ทุกจุดตรวจยังคงปลอดภัยตามมาตรฐานของกรมควบคุมมลพิษ

ผลการตรวจปริมาณสารหนู (As) ที่เกินมาตรฐาน (ครั้งที่ 2)
จุดตรวจจังหวัดพื้นที่ค่าสารหนู (มก./ล.)ค่ามาตรฐาน <0.010 มก./ล.
ครั้งที่ 2
SAL08แม่ฮ่องสอนบ้านท่าตาฝั่ง ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง0.038
SAL09แม่ฮ่องสอนรอยต่อระหว่างพื้นที่ อ.สบเมย-อ.แม่สะเรียง0.038
SAL10แม่ฮ่องสอนท่าเรือหมู่บ้านแม่สามแลบ ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย0.038
SAL11แม่ฮ่องสอนหย่อมบ้านปู่ทา ม.6 ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย0.034
SAL12แม่ฮ่องสอนหย่อมบ้านพะละอึ ม.4 ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย0.034
SAL13แม่ฮ่องสอนบ้านสบเมย ม.4 ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย0.035
ที่มา: ผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำผิวดินครั้งที่ 2, กรมควบคุมมลพิษที่ 1

ในขณะที่ผลการตรวจติดตามครั้งที่ 2 อยู่ในช่วงวันที่ 26 – 30 มกราคม 2569 และหลังจากการตรวจสอบการปนเปื้อนของสารโลหะหนัก กรมควบคุมมลพิษที่ 1 ได้เผยแพร่ผลตรวจวันที่ 1 มีนาคม 2569 ซึ่งได้ลดจำนวนจุดตรวจจากเดิม 13 จุด เหลือ 6 จุด โดยครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่จุดตรวจ SAL08 ถึง SAL13 ในช่วงอำเภอแม่สะเรียงต่อเนื่องถึงอำเภอสบเมย ผลการวิเคราะห์พบว่าทุกจุดตรวจยังคงมีปริมาณสารหนูเกินค่ามาตรฐาน โดยค่าที่ตรวจพบอยู่ในช่วง 0.034 – 0.038 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งยังคงสูงกว่ามาตรฐานหลายเท่า ขณะที่การตรวจสารโลหะหนักอื่นๆ ไม่พบว่ามีจุดใดที่มีปริมาณเกินค่ามาตรฐานตามที่กรมควบคุมมลพิษกำหนด

ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างเตรียมการหารือกับฝ่ายเมียนมาผ่านกลไกคณะกรรมการมลพิษข้ามพรมแดน ซึ่งคาดว่าจะมีการหารือภายใน 1 – 2 เดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการตรวจสอบและแจ้งเตือนจากภาครัฐ แต่ชาวบ้านในพื้นที่ยังคงแสดงความกังวล เนื่องจากข้อมูลจากหน่วยงานรัฐในบางช่วงยังมีความสับสน อีกทั้งการเจรจาระหว่างประเทศยังเผชิญข้อจำกัด เนื่องจากพื้นที่ต้นน้ำที่มีการทำเหมืองจำนวนหนึ่งอยู่ในเขตอิทธิพลของกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมา ซึ่งอยู่นอกการควบคุมของรัฐบาลทหารเมียนมา

คำถามถึงความรับผิดชอบข้ามพรมแดน ก่อนที่แม่น้ำสาละวินจะสายเกินแก้

ตัวเลขของผลตรวจคุณภาพน้ำไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขเชิงสถิติ แต่คือสัญญาณเตือนภัยถึงมหันตภัยที่กำลังรุกคืบเข้าสู่ ‘ความหลากหลายในระบบนิเวศ’ และ ‘ฐานทรัพยากรอาหาร’ ของชุมชนกว่า 5,000 ชีวิตริมฝั่งน้ำ ในขณะเดียวกัน ตัวเลขมูลค่าความเสียหายที่ปรากฏในรายงานครั้งนี้ อาจกลายเป็นตัวเลขเพียงน้อยนิด หากเทียบกับความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ และวิถีชีวิตของผู้คนที่ผูกพันกับแม่น้ำสายนี้มาอย่างยาวนานนับหลายศตวรรษ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจตีราคาเป็นตัวเลขได้

ท่ามกลางการขยายตัวของเหมืองแร่กว่า 127 แห่งในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ชุมชนปลายน้ำกลับต้องเผชิญภาระจากปัญหาที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ก่อ ทั้งความเสี่ยงต่อสุขภาพและความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ การใช้ทรัพยากรเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยขาดมาตรการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ กำลังทิ้งรอยแผลลึกไว้กับชีวิตริมแม่น้ำสาละวิน ซึ่งเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจชดเชยได้ด้วยผลกำไรจากอุตสาหกรรมแร่ใดๆ

ท้ายที่สุด บทพิสูจน์ความจริงจังในการแก้ไขปัญหาของรัฐไทยไม่ใช่เพียงการตรวจคุณภาพน้ำตามรอบเวลา แต่คือความกล้าหาญในการผลักดัน ‘กลไกการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน’ ให้เกิดขึ้นจริงท่ามกลางความซับซ้อนของสถานการณ์ชายแดน เพราะหากการเจรจายังไร้ความคืบหน้า แม่น้ำสาละวินที่เคยเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการหล่อเลี้ยงชีวิต ก็อาจกลายเป็นเพียงสายธารพิษที่กัดเซาะลมหายใจของชุมชน ซึ่งไม่อาจย้อนคืนกลับมาได้อีกตลอดกาล

อ่าน [ชุดข้อมูล] แม่น้ำสาละวินต้องสูญเสียอย่างน้อย 238 ล้านบาท/ปี และ 811 ครัวเรือน 318 พืช 84 สัตว์ ต้องเผชิญความเสี่ยง แลกเหมืองเถื่อนข้ามพรมแดนที่ยังหาทางแก้ไม่เจอ ได้ที่ https://www.lannernews.com/27032569-02/

ที่มา

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

[ชุดข้อมูล] แม่น้ำสาละวินต้องสูญเสียอย่างน้อย 238 ล้านบาท/ปี และ 811 ครัวเรือน 318 พืช 84 สัตว์ ต้องเผชิญความเสี่ยง แลกเหมืองเถื่อนข้ามพรมแดนที่ยังหาทางแก้ไม่เจอ

จากธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัย สู่สายน้ำที่ทอดตัวยาวกว่า 3,152 กิโลเมตร ไหลผ่านจีน เมียนมา และไทย ก่อนลงสู่ทะเลอันดามัน แม่น้ำสาละวิน...

ก๊อนเก๊าเล่าล้านนา: อนุสาวรีย์กลางสายหมอก (PM 2.5) ว่าด้วยเรื่องเล่านายร้อยตำรวจชาวเดนมาร์ก แสงเงาแห่งประวัติศาสตร์กบฏเงี้ยวที่เมืองพะเยา

เรื่อง:  นวลคำ ขะยอมแดง สุภาพชนคนเมือง อดีต เป็นเศษซากของความทรงจำและความรู้สึกที่ยังคงหลงเหลืออยู่อดีต จึงธำรงความทรงจำไว้ มิให้ร่วงหล่นหายไปกับกาลเวลาอดีต ยังเป็นแรงผลักดันให้เกิดความเป็นไปใหม่ๆ ของโลกและชีวิตทางสังคมของผู้คน...

เมื่อแม่น้ำไม่ใช่ของชาติเดียว 1 ปีวิกฤตสารพิษ กับโจทย์รัฐไทยบนห่วงโซ่อุปทานแร่ข้ามพรมแดน

เรื่อง: สุทธิกานต์ วงศ์ไชย, ภาพ: ภูบดี หิรัญวิวัฒน์วงศ์ 22 มีนาคม 2569 จังหวัดเชียงรายจัด...

Come Play with Us ชวนไปดูผลงานของ 15 ศิลปิน ในกรอบเล็กๆ ที่เล่าเรื่องไม่เล็ก ที่หางปุย อาร์ตสเปซ เชียงราย

เชียงรายยังคงขยับตัวอย่างต่อเนื่องในฐานะเมืองศิลปะร่วมสมัย และในจังหวะเดียวกันนั้น พื้นที่ขนาดเล็กอย่าง Hangpui Art Space (หางปุย อาร์ตสเปซ) ก็กำลังเปิดพื้นที่ให้กับความเคลื่อนไหวของศิลปินรุ่นใหม่ผ่านนิทรรศการ...