เปิดพื้นที่ทุกภาคส่วนในเชียงใหม่ร่วมออกแบบ ‘เมืองสิทธิมนุษยชน’ สู่เมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

Date:

27 มีนาคม 2569 ณ ศูนย์สร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาเมืองเชียงใหม่ (URC) จังหวัดเชียงใหม่ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล จัดเวที การพัฒนาเมืองสิทธิมนุษยชนตามมาตรฐานสากลสำหรับบริบทประเทศไทย เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ร่วมออกแบบแนวทาง และประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อน เมืองสิทธิมนุษยชน ผ่านความร่วมมือของภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน

เวทีจัดขึ้นภายใต้โครงการวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ มุ่งพัฒนาเมืองต้นแบบ 6 จังหวัด และยกระดับการพัฒนาเมืองโดยยึดหลักสิทธิมนุษยชนเป็นศูนย์กลาง โดยมีสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เป็นที่ปรึกษาโครงการ

กิจกรรมเริ่มขึ้นในเวลา 09.30 น. ด้วยกระบวนการออกแบบเมืองสิทธิมนุษยชน ผ่านการระดมปัญหาและพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย เปิดพื้นที่ให้ตัวแทนประชาชน เยาวชน ภาคประชาสังคม และชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ก่อนสรุปเป็นข้อเสนอร่วมกัน

ในช่วงบ่าย มีการจัดวงเสวนาวิชาการหัวข้อการร่วมพัฒนาเมืองเชียงใหม่สู่การเป็นเมืองสิทธิมนุษยชน เพื่อเชื่อมโยงข้อเสนอจากภาคประชาชนสู่มุมมองเชิงนโยบาย โดยมี รศ.ดร.ชนินทร เพ็ญสูตร รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ รักษาการรองผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมดำเนินรายการ

เมืองที่เสียงของคนตัวเล็กตัวน้อยดังพอในสังคม

วิเชียร ทาหล้า จากบ้านเตื่อมฝัน ศูนย์ฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพคนไร้บ้านเชียงใหม่ สะท้อนจากประสบการณ์ทำงานกับคนชายขอบในเมืองว่า การขับเคลื่อนเมืองสิทธิมนุษยชน ต้องเริ่มจากการตระหนักรู้สิทธิของตนเอง ควบคู่กับการเคารพสิทธิของผู้อื่น โดยเฉพาะการทำให้เสียงของคนตัวเล็กตัวน้อยดังพอที่จะถูกมองเห็นในสังคม

เขาชี้ว่า ปัญหาสำคัญของเมืองไม่ได้มีเพียงเรื่องการขาดนโยบาย แต่ยังรวมถึงข้อจำกัดด้านโครงสร้าง อำนาจ และกฎหมาย ซึ่งทำให้การแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะเรื่องคนไร้บ้าน คนจนเมือง และความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ยังไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ พร้อมย้ำว่าการพัฒนาเมืองไม่ควรหยุดอยู่เพียงการสงเคราะห์ แต่ต้องมุ่งคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสร้างโอกาสให้ผู้คนสามารถลุกขึ้นมาจัดการชีวิตของตนเองได้

นอกจากนี้ เขายังชี้ให้เห็นว่า ความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรและที่ดินเป็นรากของปัญหาเมือง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่ผู้คนหลั่งไหลเข้ามา แต่กลับเผชิญความไม่มั่นคงด้านที่อยู่อาศัย จึงเสนอให้ใช้ประเด็นดังกล่าวเป็นจุดตั้งต้นของการพัฒนาเมืองสิทธิมนุษยชน ควบคู่ไปกับการผลักดันให้เกิดการปรับปรุงกฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ เขาย้ำว่า การพัฒนาเมืองสิทธิมนุษยชนต้องยึดหลักไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ในความหมายที่ยืดหยุ่น โดยผู้คนอาจก้าวเดินไม่พร้อมกัน แต่สังคมต้องช่วยกันประคับประคอง เพื่อให้ทุกคนสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ พร้อมเสนอให้ ‘สิทธิในที่อยู่อาศัย’ เป็นสิทธิพื้นฐานที่ควรได้รับการรับรอง เพื่อเป็นจุดตั้งต้นของคุณภาพชีวิตที่เท่าเทียมในเมือง

“สิทธิไม่ใช่การรอให้รัฐจัดการทุกอย่าง แต่คือการที่เราตระหนักและลุกขึ้นมาบอกว่า เรากำลังถูกละเมิด และต้องมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหานั้นด้วย”

เมืองที่สร้างพื้นที่กลางที่ปลอดภัยให้ทุกฝ่าย

ลักขณา ศรีหงส์ จากเครือข่ายเชียงใหม่เขียว สวย หอม ชวนตั้งคำถามถึง ‘สิทธิในการมีชีวิตที่ดีในเมือง’ ของคนเชียงใหม่ โดยชี้ว่าประเด็นสำคัญเริ่มจากการตระหนักรู้สิทธิของตนเอง ว่าประชาชนมีสิทธิรับรู้และตั้งคำถามต่อการพัฒนาเมือง เช่น โครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่ควรมีการสื่อสารล่วงหน้าอย่างเพียงพอ

“เราต้องตระหนักรู้สิทธิของตัวเอง และต้องรักษาสิทธินั้นไว้ ไม่ใช่ได้มาแล้วปล่อยผ่าน เพราะสิทธิไม่สามารถโอนให้ใครได้ และต้องใช้มันอย่างมีเหตุผลเพื่อร่วมกันพัฒนาเมือง”

ขณะเดียวกัน เธอเห็นว่าการใช้สิทธิควรตั้งอยู่บนเหตุผลและการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่การใช้อารมณ์หรือถ้อยคำรุนแรง ซึ่งอาจลดทอนพลังของการเรียกร้องสิทธิ พร้อมชี้ว่าการพัฒนาเมืองไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัย ‘พื้นที่กลาง’ ที่เปิดให้ประชาชนและผู้บริหารได้แลกเปลี่ยนและทำความเข้าใจกันอย่างต่อเนื่อง

เธอยังเน้นว่า การพัฒนาเมืองสิทธิมนุษยชนควรเริ่มจากการทบทวนปัจจัยพื้นฐานของชีวิต เช่น ที่อยู่อาศัย อาหาร และการเข้าถึงบริการจำเป็น ว่ายังมีข้อจำกัดใดอยู่บ้าง พร้อมทั้งต้องอธิบายข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เช่น กฎหมายหรือการกระจายอำนาจ ให้ประชาชนเข้าใจเพื่อร่วมกันหาทางออก

พร้อมกันนั้น เธอเสนอว่า เมืองควรสร้าง ‘พื้นที่กลางที่ปลอดภัย’ สำหรับการสื่อสาร ที่ทุกฝ่ายสามารถพูด รับฟัง และเชื่อมโยงความต้องการกับทรัพยากรที่มีอยู่ได้ โดยการสื่อสารควรตั้งอยู่บนความเคารพและความเข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่ใช่ความขัดแย้ง

เมืองที่ความรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในรั้วมหาวิทยาลัย

รศ.ดร.ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์ คณบดีคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สะท้อนบทบาทของสถาบันการศึกษาในการขับเคลื่อนเมืองสิทธิมนุษยชนว่า มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องทำให้องค์ความรู้ งานวิจัย และการเรียนการสอน ไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ต้องเชื่อมโยงและส่งต่อสู่พื้นที่จริง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

“องค์ความรู้ไม่ควรถูกจำกัดอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย แต่ต้องไหลออกไปสู่ชุมชน และถูกใช้แก้ปัญหาในพื้นที่จริงอย่างเป็นรูปธรรม”

เธอระบุว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ปรับแนวทางการเรียนการสอนให้สังคมเป็นห้องเรียน หรือ Social Lab เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริง ผ่านการทำงานร่วมกับชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคส่วนต่างๆ เช่น การลงพื้นที่เรียนรู้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ภัยพิบัติ หรือการพัฒนานวัตกรรมในท้องถิ่น เพื่อให้การเรียนรู้เชื่อมโยงกับชีวิตของผู้คนมากขึ้น

พร้อมกันนี้ ยังชี้ว่าความหลากหลายทางสังคมและวัฒนธรรมของเชียงใหม่เป็นทุนสำคัญที่ควรถูกนำมาใช้เป็นฐานการเรียนรู้ ผ่านการส่งเสริมความเข้าใจและการยอมรับความแตกต่าง ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสิทธิมนุษยชน

“การพัฒนาเมืองสิทธิมนุษยชนต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ท้องถิ่น และชุมชน เพื่อให้การขับเคลื่อนมีทั้งหลักฐาน เหตุผล และนำไปใช้ได้จริง”

เมืองที่สิทธิไม่ถูกจำกัดด้วยอำนาจรวมศูนย์

อุดม งามเมืองสกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา สะท้อนว่า แนวคิดเมืองสิทธิมนุษยชน แม้จะดูเป็นนามธรรม แต่ในทางปฏิบัติมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับโครงสร้างกฎหมายและการบริหาร

“กฎหมายไม่ได้ลอยขึ้นมาเอง แต่คนเป็นคนเขียนมันขึ้นมา ถ้าคนที่เขียนมีจิตสำนึกและคำนึงถึงผลกระทบต่อผู้คน นั่นก็คือพื้นฐานของการเคารพสิทธิ”

อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่า การขับเคลื่อนในระดับท้องถิ่นยังเผชิญข้อจำกัดจากโครงสร้างรัฐแบบรวมศูนย์ ซึ่งทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่สามารถตัดสินใจในหลายประเด็นได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังมีความซ้ำซ้อนของอำนาจกับหน่วยงานอื่น ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ทำได้ยาก

“โครงสร้างการบริหารแบบรวมศูนย์ยังเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้ท้องถิ่นตัดสินใจเรื่องใกล้ตัวประชาชนไม่ได้อย่างแท้จริง”

เขายังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในฐานะกลไกหลักของเมืองสิทธิมนุษยชน โดยเสนอให้ใช้เครื่องมือที่มีอยู่ เช่น การเข้าชื่อเสนอข้อบัญญัติท้องถิ่น ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทในการออกแบบและแก้ไขปัญหาเมืองร่วมกัน

นอกจากนี้ เขายังชี้ว่า ปัญหาการกระจายทรัพยากรและที่ดินที่ไม่เป็นธรรมเป็นรากของความเหลื่อมล้ำในสังคม และควรถูกนำมาเป็นจุดตั้งต้นในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองสิทธิมนุษยชน ควบคู่ไปกับการผลักดันให้เกิดการปรับปรุงกฎหมายและการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง เพื่อให้การพัฒนาเกิดความต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาว

“เสียงของทุกคนมีความหมาย หากอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนร่วมออกแบบเมืองอย่างแท้จริง”

เมืองที่พัฒนาตามบริบทพื้นที่ ภายใต้กรอบสิทธิมนุษยชนร่วมกัน

สุนทร ยามศิริ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ระบุว่า เทศบาลนครเชียงใหม่ดำเนินงานภายใต้หลักสิทธิมนุษยชนมาอย่างต่อเนื่อง โดยการให้บริการสาธารณะและสวัสดิการต่างๆ ยึดตามกรอบสิทธิอย่างเท่าเทียม เพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

พร้อมกันนี้ เขาเน้นย้ำว่าประชาชนควรตระหนักและใช้สิทธิของตนอย่างถูกต้อง ไม่ละเมิดหรือส่งต่อสิทธิให้ผู้อื่นโดยไม่ชอบ ขณะเดียวกันเทศบาลได้เปิดช่องทางการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่อง ทั้งการประชุมระดับเขตเป็นประจำทุกเดือน และการประชุมร่วมกับชุมชน เพื่อรับฟังปัญหาและนำไปสู่การแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

“เทศบาลไม่ได้ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพียงแต่ท่านต้องรู้ว่าสิทธิของท่านมีขอบเขตแค่ไหน และต้องเคารพสิทธินั้น การให้บริการของเทศบาลไม่ได้ให้เฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ให้ตามสิทธิอย่างเท่าเทียม”

ในด้านการพัฒนาเมือง เขายกตัวอย่างโครงการฟื้นฟูคลองแม่ข่า ซึ่งสะท้อนการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและประชาชน จากระยะเริ่มต้นที่ต้องใช้ทั้งมาตรการและการสร้างความเข้าใจ สู่การได้รับความร่วมมือมากขึ้นและเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในปัจจุบัน

นอกจากนี้ เทศบาลยังมีแผนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในเมือง เช่น การพัฒนาทางเท้า การนำสายไฟลงดิน และการออกแบบพื้นที่สาธารณะให้รองรับผู้พิการ ควบคู่กับการดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างคนไร้บ้าน แม้บางประเด็นจะเกินขอบเขตอำนาจของท้องถิ่น และต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานระดับจังหวัดและส่วนกลาง

ทั้งนี้ เทศบาลยืนยันความพร้อมในการนำข้อเสนอจากทุกภาคส่วนไปพัฒนาและปรับปรุงการทำงาน ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่และกฎหมาย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม่สู่การเป็นเมืองสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

“สุดท้ายนี้ เมื่อภาคีทุกฝ่ายได้เข้ามาร่วมทำงานกันแล้ว ผมเชื่อว่าทิศทางต่อจากนี้จะดีขึ้น และสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น”

เมืองสิทธิมนุษยชนต้องมีอัตลักษณ์ของพื้นที่

วรพร นรเศรษฐวิวัฒน์ ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ชี้ว่า สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องใกล้ตัวและเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุกคน ตั้งแต่การเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่ดี ไปจนถึงคุณภาพชีวิตในเมือง พร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมก็เป็นประเด็นสิทธิมนุษยชนเช่นกัน

สำหรับวรพร แนวคิดเมืองสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่รูปแบบที่ตายตัว แต่ต้องสอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ขณะเดียวกันก็ยังต้องยึดหลักการสำคัญร่วมกัน

“เมืองสิทธิมนุษยชนของแต่ละที่ไม่เหมือนกัน เพียงแต่ว่าจะมีแกนหลักร่วมกันว่าเราจะมองอะไรเป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชน เชียงใหม่เอง ถ้าจะเป็นเมืองสิทธิมนุษยชน ก็ต้องเป็นในบริบทของเชียงใหม่ ไม่เหมือนที่อื่น ต้องมีอัตลักษณ์ของตัวเอง เหมือนกับที่แต่ละพื้นที่มีของดีไม่เหมือนกัน เราต้องออกแบบให้เข้ากับเมืองของเรา แต่ยังอยู่บนหลักการสำคัญ”

ทั้งนี้ เธอได้เสนอ 3 หลักการสำคัญในการขับเคลื่อน ได้แก่ การนำกรอบสิทธิมนุษยชนมาใช้ตั้งแต่ต้นในการกำหนดนโยบายและพัฒนาเมือง โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เสรีภาพ และความเสมอภาค ภายใต้หลัก No One Left Behind การเปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และประชาชน และการมีกลไกรับเรื่องร้องเรียน เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบสามารถส่งเสียงและนำไปสู่การแก้ไขเยียวยา

เวทีเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การขับเคลื่อนเมืองสิทธิมนุษยชน ต้องตั้งอยู่บนความร่วมมือของทุกภาคส่วน ผสานหลักสิทธิมนุษยชนเข้ากับบริบทของพื้นที่ และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพื่อให้การพัฒนาเมืองไม่หยุดอยู่เพียงระดับแนวคิด แต่เกิดผลในทางปฏิบัติ ภายใต้เป้าหมายร่วมคือการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนในเมืองอย่างเสมอภาค

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

แม่น้ำสาละวินต้องสูญเสียอย่างน้อย 238 ล้านบาท/ปี และ 811 ครัวเรือน 318 พืช 84 สัตว์ ต้องเผชิญความเสี่ยง แลกเหมืองเถื่อนข้ามพรมแดนที่ยังหาทางแก้ไม่เจอ

เรื่อง: วีรภัทร เหลาเกิ้มหุ่ง, พิมลวรรณ ปานทุ่งภาพ: วีรภัทร เหลาเกิ้มหุ่ง Summary:  แม่น้ำสาละวินมีความยาวประมาณ 3,152 กิโลเมตร...

[ชุดข้อมูล] แม่น้ำสาละวินต้องสูญเสียอย่างน้อย 238 ล้านบาท/ปี และ 811 ครัวเรือน 318 พืช 84 สัตว์ ต้องเผชิญความเสี่ยง แลกเหมืองเถื่อนข้ามพรมแดนที่ยังหาทางแก้ไม่เจอ

จากธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัย สู่สายน้ำที่ทอดตัวยาวกว่า 3,152 กิโลเมตร ไหลผ่านจีน เมียนมา และไทย ก่อนลงสู่ทะเลอันดามัน แม่น้ำสาละวิน...

ก๊อนเก๊าเล่าล้านนา: อนุสาวรีย์กลางสายหมอก (PM 2.5) ว่าด้วยเรื่องเล่านายร้อยตำรวจชาวเดนมาร์ก แสงเงาแห่งประวัติศาสตร์กบฏเงี้ยวที่เมืองพะเยา

เรื่อง:  นวลคำ ขะยอมแดง สุภาพชนคนเมือง อดีต เป็นเศษซากของความทรงจำและความรู้สึกที่ยังคงหลงเหลืออยู่อดีต จึงธำรงความทรงจำไว้ มิให้ร่วงหล่นหายไปกับกาลเวลาอดีต ยังเป็นแรงผลักดันให้เกิดความเป็นไปใหม่ๆ ของโลกและชีวิตทางสังคมของผู้คน...