เขียน: สืบสกุล กิจนุกร
ในวาระครบรอบ 1 ปีของการตรวจสอบสารโลหะหนักในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (สคพ.1) ภายใต้กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นับเป็นหมุดหมายสำคัญของการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ลุ่มน้ำชายแดนภาคเหนือ
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา สคพ.1 ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการติดตามสถานการณ์คุณภาพน้ำ โดยดำเนินการเก็บตัวอย่างน้ำเดือนละ 1 ครั้ง จาก 20 จุดตรวจ และตรวจตะกอนดินทุก 2 เดือน จากอีก 20 จุด ครอบคลุมลำน้ำสำคัญทั้ง 4 สาย พร้อมทั้งตรวจวิเคราะห์โลหะหนัก 9 ชนิด ได้แก่ สารหนู แมงกานีส แคดเมียม ทองแดง นิกเกิล ตะกั่ว สังกะสี ปรอท และโครเมียม
ที่สำคัญ ผลการตรวจทั้งหมดถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้ประชาชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคมสามารถเข้าถึงข้อมูล และตรวจสอบได้ด้วยตนเอง นี่คือพัฒนาการเชิงบวกของระบบข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่ควรได้รับการยืนยัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในบริบทของความเสี่ยงใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น โดยเฉพาะการทำเหมืองแร่หายากในพื้นที่ต้นน้ำข้ามพรมแดน ระบบการตรวจสอบในปัจจุบันอาจยังไม่เพียงพอที่จะรองรับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ในโอกาสนี้ จึงขอเสนอ 2 แนวทาง เพื่อยกระดับระบบการตรวจสอบสารปนเปื้อนในลุ่มน้ำกก–สาย–รวก–โขง ให้มีความเข้มแข็งและเท่าทันสถานการณ์มากยิ่งขึ้น
1. เพิ่มการตรวจ ‘กัมมันตรังสี’ และโลหะหนักที่เกี่ยวข้องกับเหมืองแร่หายาก
เป็นที่รับรู้กันในวงกว้างว่า บริเวณต้นน้ำแม่น้ำกกในเขตปกครองของกองกำลังว้า มีการดำเนินกิจการเหมืองแร่หายากอย่างน้อย 2 แห่ง และยังมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
กระบวนการทำเหมืองแร่หายากมักเกี่ยวข้องกับสารกัมมันตรังสี เช่น ทอเรียมและยูเรเนียม รวมถึงโลหะหนักอื่นที่อาจปนเปื้อนมากับแร่ ได้แก่ พลวง โคบอลต์ แบเรียม สตรอนเทียม และซีลีเนียม
แต่จนถึงปัจจุบัน สคพ.1 ยังไม่ได้รวมการตรวจสารกัมมันตรังสีและโลหะกลุ่มนี้ไว้ในรายการเฝ้าระวัง
ข้อเสนอนี้จึงเรียกร้องให้กรมควบคุมมลพิษ ขยายขอบเขตการตรวจสอบให้ครอบคลุมสารปนเปื้อนจากเหมืองแร่หายากอย่างเป็นระบบ ทั้งในน้ำและตะกอนดิน เพื่อให้สามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างรอบด้าน และไม่ปล่อยให้ “สารที่มองไม่เห็น” กลายเป็นช่องว่างของการกำกับดูแล
2. ขยายจุดตรวจในแม่น้ำโขงให้ครอบคลุมปลายน้ำในประเทศไทย
ปัจจุบัน จุดตรวจในแม่น้ำโขงของ สคพ.1 ยังครอบคลุมเพียงถึงพื้นที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ขณะที่สายน้ำยังไหลต่อไปยังอำเภอเชียงของและอำเภอเวียงแก่น ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชาชนพึ่งพาน้ำโขงในชีวิตประจำวัน ทั้งเพื่อการผลิตน้ำประปา การประมง การเก็บสาหร่าย และการเกษตร
ข้อมูลจากการประปาในพื้นที่เชียงของพบการปนเปื้อนของสารแบเรียมและสารหนูในน้ำดิบและน้ำประปา สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงไม่ได้หยุดอยู่แค่ต้นน้ำหรือจุดตรวจที่มีอยู่
ดังนั้น การขยายจุดตรวจน้ำและตะกอนดินในแม่น้ำโขงไปยังอำเภอเชียงของและเวียงแก่น จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การเฝ้าระวังครอบคลุมตลอดแนวแม่น้ำในเขตประเทศไทย และสอดคล้องกับการใช้ประโยชน์ของประชาชนปลายน้ำ
จากการตรวจสู่ ‘ระบบเฝ้าระวังที่รอบด้าน’
หนึ่งปีที่ผ่านมา พิสูจน์แล้วว่า สคพ.1 สามารถทำหน้าที่เฝ้าระวังคุณภาพน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพในระดับหนึ่ง แต่ในโลกของความเสี่ยงสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนที่ซับซ้อนขึ้น การรักษามาตรฐานเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า เราตรวจอะไรอยู่?
แต่คือ ‘เรายังไม่ได้ตรวจอะไร’ และ ‘พื้นที่ใดที่ยังอยู่นอกสายตา’
สองข้อเสนอข้างต้น อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทบทวนระบบเฝ้าระวังทั้งหมด เพื่อให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์ทรัพยากร และเพื่อคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงน้ำที่ปลอดภัย
ในท้ายที่สุด การมีข้อมูลที่ครบถ้วนและเท่าทัน ไม่ใช่เพียงเครื่องมือของรัฐ
แต่คือ ‘หลักประกันขั้นต่ำ’ ของสังคม ในการอยู่ร่วมกับความไม่แน่นอนที่กำลังไหลมาตามสายน้ำเดียวกัน
