เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน สภาพลเมืองจังหวัดลำพูนร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน และองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน (อบจ.ลำพูน) ในฐานะผู้สนับสนุนสถานที่และกลไกความร่วมมือในพื้นที่ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อเปิดพื้นที่ให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบ ‘ทิศทางการบริหารจัดการตนเองของท้องถิ่น’
เวทีดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งภาคประชาสังคม เกษตรกร ผู้ประกอบการ ผู้นำท้องถิ่น รวมถึงประชาชนที่สนใจประเด็นการกระจายอำนาจ โดยมุ่งแลกเปลี่ยนมุมมองต่ออนาคตของจังหวัดลำพูนภายใต้โจทย์สำคัญ คือ การกระจายอำนาจจะเกิดขึ้นได้จริงอย่างไร?

‘กระจายอำนาจ’ จากแนวคิดสู่โจทย์ปฏิบัติ
นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานกรรมาธิการด้านการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน และการคุ้มครองผู้บริโภคของวุฒิสภา กล่าวถึงบทบาทของวุฒิสภาในการผลักดันการมีส่วนร่วมของประชาชนว่า ที่ผ่านมาได้พยายามเชื่อมโยงการทำงานกับปัญหาที่ประชาชนเผชิญจริง เช่น ปัญหาหมอกควัน ปัญหาที่ดิน และการประมง โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้ได้รับผลกระทบได้พูดคุยกับนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ
นอกจากนี้ ยังมีการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนเพื่อส่งต่อไปยังหน่วยงานรัฐ พร้อมทั้งพยายามสร้างกลไกการมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ ผ่านการพิจารณากฎหมาย รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้นักเรียนและนักศึกษา เข้ามามีส่วนร่วมกับการทำงานของสภาและกรรมาธิการ เพื่อสร้างฐานการมีส่วนร่วมในอนาคต อีกทั้งยังมีการดึงนักการเมืองเข้ามารับฟังปัญหาจากพื้นที่จริง เพื่อนำไปพัฒนาเป็นนโยบาย พร้อมทั้งมีกลไกติดตามผลในระยะต่อไป
หัวใจของประชาธิปไตยท้องถิ่นคือหัวใจประชาชน
รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภากลุ่มประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์ สะท้อนภาพใหญ่ของการกระจายอำนาจว่า หากลำพูนและเชียงใหม่ถูกมองเป็น ‘เมืองหลวงของภาคประชาสังคม’ บทบาทของประชาชนในการพัฒนาประชาธิปไตยจะยิ่งมีความสำคัญ
เขาชี้ว่า ในอดีตโครงสร้างการปกครองแบบราชการรวมศูนย์ทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมน้อย แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นความพยายามในการให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพยากรและงบประมาณมากขึ้น จนนำไปสู่การเติบโตขององค์กรภาคประชาสังคม
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา แนวโน้มการกระจายอำนาจกลับ ‘ชะลอตัวและถดถอย’ โดยรัฐธรรมนูญให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจเพียงเล็กน้อย ทำให้ภาคประชาชนต้องลุกขึ้นมาผลักดันมากขึ้น เพื่อไม่ให้กระบวนการนี้หยุดนิ่ง
เขาย้ำว่า หากไม่มีภาคประชาชน การกระจายอำนาจอาจล่าช้าหรือถอยหลัง และเสนอว่ารัฐควรแถลงนโยบายด้านการกระจายอำนาจอย่างชัดเจน พร้อมสร้างกลไกที่ทำให้อำนาจ ‘ตกอยู่ในมือประชาชนจริง’
ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางรอด
ส.ว.วีรยุทธ สร้อยทอง ระบุว่า การกระจายอำนาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เริ่มมีรากฐานตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ก่อนจะหยุดชะงักหลังปี 2557 ส่งผลให้ประเทศไทยเข้าสู่สภาวะ ‘รัฐรวมศูนย์แบบซ่อนเร้น’
เขามองว่า ในบริบทที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย การกระจายอำนาจไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นทางเดียวเพื่อการอยู่รอดของสังคม พร้อมเสนอแนวทาง 3 ด้าน ได้แก่
1. การจัดทำรายงานศึกษาเพื่อรองรับนโยบาย
2. การปรับปรุงกฎหมายให้เอื้อต่อการทำงานของท้องถิ่น
3. การรณรงค์สร้างความรู้ให้ประชาชนเข้าใจเรื่องการกระจายอำนาจ
โดยเน้นว่า อำนาจควรถูกถ่ายโอนให้ประชาชนมีบทบาททั้งด้านการบริหารและการคลัง ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
กระจายรายได้-มีส่วนร่วม-บทเรียนจากพื้นที่
ด้าน ส.ว.กัลยา ใหญ่ประสาน สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มอาชีพทำนา ปลูกพืชล้มลุก กล่าวถึงการรับเรื่องร้องเรียนของประชาชนในประเด็นต่างๆ ตั้งแต่ราคาน้ำมัน ระบบสาธารณสุข ไปจนถึงสิทธิพื้นฐาน พร้อมยกตัวอย่างการขับเคลื่อนนโยบาย เช่น การผลักดันกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม (Green) และการใช้เทศกาลท้องถิ่นเพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน
เธอชี้ให้เห็นว่า ศรัทธาและความร่วมมือของประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาพื้นที่
เสียงจากวงสนทนา ‘อำนาจไม่เท่ากัน’ และท้องถิ่นที่ยังถูกจำกัด
ในช่วงแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กลุ่มภาคประชาชนและภาคธุรกิจสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างว่า แม้หลักการประชาธิปไตยจะยืนยันความเท่าเทียม แต่ในความเป็นจริง ‘อำนาจกลับไม่เท่ากัน’ โดยเฉพาะกลุ่มคนชายขอบ เช่น ชุมชนบนพื้นที่สูง ที่เผชิญข้อจำกัดด้านสิทธิและการเข้าถึงบริการ

ผู้เข้าร่วมยังตั้งคำถามต่อโครงสร้างการศึกษาที่ไม่เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นกำหนดเนื้อหาหรือสร้างความเข้าใจประวัติศาสตร์ของตนเอง ส่งผลให้ศักยภาพของพื้นที่ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่
อีกประเด็นสำคัญคือ การรวมศูนย์ทรัพยากรไว้ที่ส่วนกลาง ทำให้ท้องถิ่นต้อง เดินทางไปเรียกร้องที่กรุงเทพฯ แม้ปัญหาจะเกิดขึ้นในพื้นที่ของตนเอง เช่น ปัญหาฝุ่นควัน การจัดการขยะ หรือการใช้ทรัพยากรดิน น้ำ ป่า
ข้อเสนอสำคัญจากวงสนทนา ได้แก่
- ให้จังหวัดมีอำนาจจัดการตนเองมากขึ้น
- เสนอการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด
- ผลักดันกฎหมายระดับจังหวัด
- เพิ่มอำนาจประชาชนในการตรวจสอบงบประมาณและถอดถอนผู้บริหาร
รัฐรวมศูนย์ อุปสรรคสำคัญของท้องถิ่น
ตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสะท้อนว่า การตัดสินใจเชิงนโยบายและงบประมาณยังคงอยู่ที่ส่วนกลาง ทำให้การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารงบประมาณ ไม่ตอบโจทย์ความต้องการจริงของพื้นที่ อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านระเบียบและขั้นตอนที่ทำให้การทำงานล่าช้า
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการโอนงบประมาณ การตรวจสอบที่ซับซ้อน และอำนาจหน้าที่ที่ไม่ชัดเจน ส่งผลให้ผู้บริหารท้องถิ่นไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มที่
ข้อเสนอหนึ่งที่ถูกหยิบยกคือ การออก ‘กฎหมายเฉพาะระดับจังหวัด’ เพื่อให้การบริหารจัดการสอดคล้องกับบริบทพื้นที่
ทางออก กฎหมาย กลไก พลังประชาชน
ในภาพรวมของเวที ผู้เข้าร่วมเห็นพ้องว่า การกระจายอำนาจจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กัน 3 ระดับ ได้แก่
1. การปฏิรูปกฎหมาย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
2. การสร้างกลไกการมีส่วนร่วม ที่ทำให้ประชาชนมีบทบาทจริงในการกำหนดนโยบายและงบประมาณ
3. การเสริมความเข้มแข็งของชุมชน เพื่อให้ประชาชนสามารถจัดการตนเองได้
อีกทั้งยังมีข้อเสนอเรื่องการพัฒนา เมืองอัจฉริยะ (Smart City) ผ่านเทคโนโลยี เช่น แอปพลิเคชันสำหรับแจ้งปัญหาและติดตามการทำงานของหน่วยงานรัฐ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
ลำพูน ‘จังหวัดเล็ก’ กับโจทย์กำหนดอนาคตตนเอง
เวทีครั้งนี้สะท้อนภาพของลำพูนในฐานะจังหวัดขนาดเล็กที่กำลังเผชิญข้อจำกัดจากโครงสร้างรัฐรวมศูนย์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีศักยภาพด้านการเกษตร วัฒนธรรม และเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้มแข็ง
คำถามสำคัญที่ยังคงอยู่คือ จะทำอย่างไรให้การกระจายอำนาจไม่เป็นเพียงแนวคิด แต่กลายเป็นกลไกที่ทำให้ท้องถิ่นสามารถกำหนดอนาคตของตนเองได้จริง
และในคำตอบนั้น เสียงจากเวทีลำพูนชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า อำนาจต้องเริ่มต้นจากประชาชน และต้องถูกออกแบบให้ประชาชนใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
