
ถอดความ: นิฌาฎาร์ ผิวผ่อง
ภาพ: สุทธิกานต์ วงศ์ไชย/สิรศิลป์ ปังประเสริฐกุล
ในวัยเด็กของข้าพเจ้า มักครุ่นคิด สงสัย คิดถึงชีวิตที่ไม่ใช่ความเป็นนิรันดร์ มีการเกิด แก่ เจ็บ และตายไปจากโลกนี้ ถ้าเช่นนั้นแล้ว คนเราเกิดมาเพื่ออะไรกัน ในวัยเด็กข้าพเจ้าจึงตั้งใจใฝ่การศึกษา เล่าเรียน ช่วยเหลือทำงานบ้าน โดยแบ่งหน้าที่กันสามคนพี่น้อง ข้าพเจ้าชอบอ่านหนังสือ เล่นกีฬา และฟ้อนรำ เรียนนักธรรมตรี ทำกิจกรรมช่วยเหลือโรงเรียน พ่อและแม่ก็ให้การสนับสนุนอย่างดี
จนกระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ข้าพเจ้ากำลังเรียนอยู่ ม.ศ. 3 (มัธยมศึกษาตอนต้นปีที่ 3 -สายสามัญ) เฝ้าติดตามข้อมูลข่าวสารในฐานะหัวหน้าห้อง และรองประธานของโรงเรียน เป็นคณะกรรมการนักเรียนอยู่ จึงประกาศรวบรวมเงินจากเพื่อนนักเรียนคนละ 1 บาท เพื่อนำไปบริจาคช่วยเหลือวีรชนที่บาดเจ็บ เสียชีวิต ที่พุทธสถานเชียงใหม่
หลังจากนั้นสอบไล่เสร็จ ข้าพเจ้าได้รับหนังสือเชิญจากศูนย์กลางนักศึกษาภาคเหนือ ให้เข้าร่วมการอบรมการตามโครงการเผยแพร่ประชาธิปไตยออกสู่ชนบท ที่ค่ายหนองกระทิง จ.ลำปาง ซึ่งทำให้ข้าพเจ้า รวมทั้งพี่สาว และเพื่อนนักเรียนหลายคนได้เปิดโลกทัศน์ การรับรู้สิ่งใหม่ ประสบการณ์ใหม่ จากเพื่อนนักเรียนทั้ง 8 จังหวัด และจากพี่ๆ นักศึกษาจากเชียงใหม่และกรุงเทพฯ
แต่เมื่อข้าพเจ้าออกเผยแพร่ประชาธิปไตยในเขตชนบท ที่ อ.แม่ทา จ.ลำพูน ก็ทำให้พบเห็นความแตกต่าง ความเหลื่อมล้ำ การถูกเอารัดเอาเปรียบ ชาวบ้านไม่มีไฟฟ้าใช้ ถนนเป็นฝุ่นลูกรังสีแดง ชาวบ้านใช้แต่ล้อเกวียน แทบไม่เห็นรถยนต์ ชาวบ้านทำงานหนัก ปลูกยาสูบบ้าง ถั่วลิสง มะเขือเทศบ้าง แต่ล้วนตกอยู่ภายใต้ระบบผูกขาด ทั้งต้นพันธ์ ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และถูกกดราคารับซื้อ
และเมื่อเปรียบเทียบกับชีวิตในเมือง ข้าพเจ้าเองได้ดูโทรทัศน์ มีโทรศัพท์ใช้เป็นเครื่องที่เจ็ดของ จ.ลำพูน มีรถจักรยานราเล่ย์ขี่ไปโรงเรียน มีรถแท็กซี่ รถคอกหมูโดยสารมาเชียงใหม่ มาดูหนังสือ มาดูภาพยนตร์ในเมือง ซึ่งสะดวกสบายกว่ากันมาก เห็นแล้วรู้สึกเห็นใจคนในชนบทมาก
ข้าพเจ้าจึงได้รับแรงบันดาลใจ เนื่องจากการอ่านวรรณกรรมของผู้ถูกกดขี่ บทเพลงเพื่อชีวิต บทกวีเปิบข้าว ของจิตร ภูมิศักดิ์ และยังคงประดับใจกับอมตะวาจาของท่านผู้หนึ่ง ที่ทำให้ตัดสินใจ ไม่อยากเรียนหนังสือเพื่อเป็นเจ้าคนนายคน แต่อยากเป็นฟันเฟืองเล็กๆ อันหนึ่ง ที่ต่อสู้เพื่อคนที่ยากไร้ อมตะวาจานั้นเป็นของประธานาธิบดี จูเลียส เนียเรเร (Julius Nyerere) ที่กล่าวว่าผู้ใดได้รับอภิสิทธิ์ ผู้นั้นต้องตอบแทนความเสียสละของผู้คน เพราะเขาเปรียบเสมือนผู้กินอาหารทั้งหมด ที่ชาวบ้านผู้หิวโหยมอบให้ ด้วยหวังว่าเขาผู้นั้นจะเกิดกำลังคิดค้นไปหาอาหารจากแดนไกล หากเขากินอาหารของชาวบ้านหมด แล้วไม่ช่วยอะไรเลย เขาคือผู้ทรยศ
และนั้นคือจุดเริ่มต้นที่นำพาข้าพเจ้ามารู้จักกับบ้านริมน้ำ สวนไผ่หิน สวนอัญญา สถานที่แห่งนี้ข้าพเจ้ายังจดจำภาพที่พี่ๆ มักประชุมปรึกษาหารือวางแผนงาน ทำกิจกรรมทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยกันอย่างคร่ำเคร่ง เร้าร้อน เอาจริงเอาจัง พี่ๆ หลายคนนอกจากเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำการทำงานของนักเรียนในโรงเรียน และเป็นวิทยากรค่ายที่เราจัด ยังนำพาพวกเราให้เข้าร่วมกระบวนการต่อสู้ของพี่น้องประชาชน ชาวนา ชาวไร่ ในชนบท ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้เรียกร้องพระราชบัญญัติค่าเช่านาที่เป็นธรรม การต่อสู้คัดค้านเหมืองแม่เลียง (อ.เสริมงาม จ.ลำปาง) เหมืองแม่สะป๊วด (อ.แม่ทา จ.ลำพูน) การขับไล่ฐานทัพอเมริกา ที่นำระเบิดไปทิ้งทำลายเข่นฆ่าประชาชนของประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น
แต่ข้าพเจ้าเริ่มได้พบ คุณครูองุ่น มาลิก ซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้ ครั้งแรกก็เมื่อได้เข้าเรียนปีแรก ในคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2519 ภาพจำที่ข้าพเจ้าเห็นคือคุณครูองุ่น สวมเสื้อแขนกระบอก นุ่งผ้าถุง ใส่รองเท้าบูท สวมหมวกใบลานสีขาว มีข้อความที่หมวกว่า “4 กรกฎา ฐานทัพต้องออกไป”
ข้าพเจ้าได้พบกับคุณครูองุ่นอีกครั้ง เมื่อเวลาผ่านไปจากนั้น ถึง 4 ปี หลังจากกลับออกมาจากเขตงานจรยุทธ์ 7/1 รอยต่อเชียงใหม่แม่ฮ่องสอน ชะตากรรมของข้าพเจ้าก็ไม่แตกต่างจากพี่ ๆ น้อง ๆ ที่ตัดสินใจเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยอาวุธกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) แล้วพบว่าอุดมการณ์ ความใฝ่ฝัน กับการต่อสู้ที่เป็นจริงไปด้วยกันไม่ได้ ความรู้สึกเคว้งคว้าง สับสน มืดมนหนทาง เราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร ยิ่งเมื่อแรกเข้าเมือง เราต้องปรับตัว ย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ กลับบ้านก็ไม่ได้ กลัวว่าจะถูกจับกุมคุมขัง
จนโชคชะตา นำพาข้าพเจ้าต้องไปพักอาศัยที่บ้านคุณพ่อและคุณแม่ของรุ่นพี่ ใกล้สะพานซังฮี้ ที่กรุงเทพฯ ที่นั้นเองข้าพเจ้าได้เห็นภาพคุณพ่อประดับ มนูรัษฎา ทนายความผู้กล้าของผู้ยากไร้ ที่ทุ่มเทเสียสละทำงาน ห่ามรุ่ง ห่ามค่ำ อยู่กับกองสำนวนคดี เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวนา ชาวไร่ ที่ถูกเจ้าที่ดิน แจ้งความข้อหาบุกรุก จากการต่อสู้เรียกร้องพระราชบัญญัติค่าเช่านาที่เป็นธรรม และยังมีคดีความที่พี่น้องประชาชน ถูกหลอก ฉ้อโกงทรัพย์สิน จากสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
ที่บ้านของท่านหลังนั้น มีปัญหาน้ำประปาไม่ไหล ข้าพเจ้ากับเพื่อนจึงช่วยกันขุดบ่อน้ำ จนมีน้ำพอใช้ รดน้ำต้นไม้ได้อย่างพอเพียง และแล้ววันหนึ่ง คุณครูองุ่นที่มาพบคุณพ่อ ก็มาเห็นเข้ากับบ่อน้ำที่ขุดขึ้นมาใหม่ จึงชวนข้าพเจ้าไปพักอาศัย ช่วยท่านทำสวนที่บ้าน ซอยทองหล่อ เมื่อได้ไปใช้ชีวิตอยู่ใกล้ชิดกับคุณครูองุ่น ไม่เพียงแต่ท่านจะหุ่งหาอาหารให้เรารับประทาน ให้ที่หลับนอนแสนอบอุ่น คุณครูยังสอนการทำหุ่นมือจากเศษผ้า ซึ่งท่านมอบให้แก่ข้าพเจ้าเมื่อตอนมีลูกคนแรก
ซึ่งท่านหวังว่า จะมอบความสุขให้แก่พ่อ แม่ ลูก ให้ครูนักเรียนได้ใช้ในการเล่านิทานสอนใจ สอนคุณธรรม ความดีงาม ให้ครอบครัว ซึ่งเป็นฐานของสังคม ให้เกิดเป็นความรัก ความอบอุ่น มีเมตตา เอื้ออาทรต่อกัน ช่วงเวลานี้เองที่ทำให้ข้าพเจ้า เกิดความรู้สึกสว่างวาบขึ้นมาในใจ
คุณครูองุ่นทำหุ่นมืออย่างมีความสุข จากใบหน้าที่อิ่มเอม ยิ้มแย้ม ความสุขที่ดวงตาของครูนั้น สุขใสเปล่งประกาย ความปิติยินดี เบิกบาน ที่เราได้พบเห็น ครูองุ่นคือผู้ที่เยาวภาค ผู้ที่ไม่เคยดับมอด พลังไฟแห่งความใฝ่ฝัน อันแสนงดงาม ท่านคือไอดอลของข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าบอกกับตัวเองในวินาทีนั้นได้เลยว่า ชีวิตนี้ยังไม่สิ้นหวัง ขอให้เราค้นพบสิ่งที่เรารัก มีความเชื่อมั่นและศรัทธา และลงมือทำอย่างจริงใจ ส่งพลังใจ พลังแห่งความรัก และความศรัทธา สู้ภาระหน้าที่การงานที่เราทำอย่างเต็มเปี่ยม ผลสำเร็จที่แท้จริง คือการส่งผ่านจิตวิญญาณ ในความรัก ความเมตตา ความใฝ่ฝันที่แสนงดงามนั้น จากรุ่นสู่รุ่น ไม่ว่าจะมีใครมองเห็นหรือมองไม่เห็น ไม่ว่าใครจะให้คุณค่าว่าเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่าใครจะเห็นความสำคัญหรือไม่ก็ตาม ดวงจิตที่บริสุทธิ์ ที่เปี่ยมล้นด้วยคุณธรรม มีเมตตา ปรารถนาดีต่อเพื่อนมนนุษย์และโลก นั้นคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ที่แท้จริง
พี่น้อง พ้องเพื่อน ญาติมิตรสหาย ที่เคารพรักทุกท่าน ในวันที่เราได้มีโอกาสมาพบปะ ร่วมทำบุญ ร่วมสร้างสรรค์ สนทนาในวาระครบรอบ 55 ปี สวนอัญญา ข้าพเจ้าขอเชิญชวนทุกท่านร่วมรําลึกถึงคำสั่งเสีย พินัยกรรมของคุรครูองุ่น ผู้มีอุดมการณ์แรงกล้า ที่บอกแก่เราว่า การช่วยเหลือผุ้ที่ตกทุกข์ นั้นคือปัจจัยของข้าพเจ้า ขอให้คุณงามความดี ความปรารถนาดี ความใฝ่ฝันที่แสนงดงามของท่าน พลังไฟ ใฝ่ฝันนั้นจะไม่ดับมอดลง

และด้วยว่าบัดนี้ เราได้มีอนุชน คนรุ่นหลัง เข้ามาสืบสานเจตนารมณ์ของท่าน ร่วมกันมาเป็นวัวงาน ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ เสียสละปัจจัย ประกอบส่วนกันเข้ามาทำให้เกิดงานบุญในครั้งนี้ เราทั้งหลายจะยังคงสืบสาน เจตนารมณ์ของท่าน ให้ปรากฏสืบไปภายภาคหน้าตราบนานเท่านาน
“เพื่อลบคราบน้ำตาประชาราษฎร์
สักพันชาติจักสู้ม้วยด้วยหฤหรรษ์
แม้ชีพใหม่มีเหมือนหวังอีกครั้งครัน
จักน้อมพลีชีพนั้นเพื่อมวลชน“
–บทกวีโดย อเวตีก อีสสากยัน (Awetik Issaakjan) กวีประชาชนแห่งอาร์มาเนีย แปลโดย จิตร ภูมิศักดิ์ ในนามปากกา ‘ศรีนาคร’
หมายเหตุ: ปาฐกถาสวนอัญญา หัวข้อ “ครูองุ่น :ไอดอลของข้าพเจ้า” โดย กัลยา ใหญ่ประสาน สมาชิกวุฒิสภา และ กรรมการมูลนิธิไชยวนา
