เรื่อง: สุทธิกานต์ วงศ์ไชย
ท่ามกลางมาตรการห้ามเผาที่ถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวดในหลายพื้นที่ภาคเหนือ ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญข้อจำกัดในการทำกินและความเสี่ยงทางกฎหมาย ขณะที่ ‘การเผา’ มักถูกมองเป็นต้นเหตุของไฟป่าและฝุ่นควัน ทว่าเสียงจากคนในพื้นที่กลับสะท้อนชัดเจนว่า แก่นของปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่การห้ามเผาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่อยู่ที่ ‘การจัดการไฟอย่างเหมาะสม’ ตามบริบทของแต่ละพื้นที่ ซึ่งอาจเป็นกุญแจสำคัญในการลดความรุนแรงของไฟป่าได้มากกว่านโยบายแบบเหมารวม

6 เมษายน 2569 มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ จัดวงเสวนาออนไลน์ เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนในหัวข้อ การบริหารจัดการไฟและเชื้อเพลิงของชาวบ้าน ไม่ใช่สาเหตุของไฟป่า เพื่อชวนสังคมทำความเข้าใจบทบาทของชุมชนต่อการจัดการไฟ โดยมีผู้ร่วมสนทนา ได้แก่ สมชาติ รักษ์สองพลู ผู้ใหญ่บ้านบ้านกลาง ตำบลแม่เมาะ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ตัวแทนจากสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (Northern Peasant Federation) พร้อมด้วย เฉลิมชัย วัดจัง จากกลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน Land Watch THAI และ ศ.ดร. ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมี พชร คำชำนาญ มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ เป็นผู้ดำเนินรายการ
ไม่มีใครเผาป่าเพื่อทำลายบ้านตัวเอง เสียงจากบ้านกลาง เมื่อภูมิปัญญาชุมชนถูกมองข้าม
สมชาติ รักษ์สองพลู หรือ ‘พ่อหลวงชาติ’ สะท้อนภาพจากพื้นที่บ้านกลางว่า แม้ปัจจุบันชุมชนยังพอควบคุมสถานการณ์ไฟได้ แต่สิ่งที่หนักขึ้นคือภาระของชาวบ้านที่ออกไปดับไฟ ที่ต้องเผชิญความเสี่ยงในพื้นที่ และใช้ชีวิตท่ามกลางข้อจำกัดจากมาตรการห้ามเผาและการปิดป่า
เขาเล่าย้อนว่า ในอดีตไฟป่าไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ โดยเฉพาะในป่าผลัดใบอย่างป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณที่ต้องอาศัยไฟ ‘เลี้ยงป่า’ ชาวบ้านจะชิงเผาเป็นจุดๆ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม ทำให้เชื้อเพลิงไม่สะสม ไฟไม่รุนแรง และควันไม่กระทบเป็นวงกว้าง อีกทั้งยังเป็นกลไกป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามเข้าหมู่บ้าน
อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐเข้ามาควบคุมและมองการชิงเผาเป็นการทำลายป่า ชุมชนจึงต้องปรับตัว หันไปพึ่งแนวกันไฟเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบาย แม้จะทำได้ในช่วงแรก แต่เมื่อเวลาผ่านไป เชื้อเพลิงกลับสะสมหนาแน่น จนเกิดไฟขนาดใหญ่ในช่วงปี 2552–2553 สร้างความเสียหายต่อป่าอย่างหนัก ต้นไม้จำนวนมากยืนต้นตาย สะท้อนข้อจำกัดของการจัดการไฟที่ตัดขาดจากธรรมชาติของระบบนิเวศ
“ปี 2552-2553 มีไฟป่า ต้นไม้ตายเยอะมาก เพราะเชื้อเพลิงสะสม โดยเฉพาะไม้ประดู่ ไม้แดง ไม้เต็ง ไม้รัง มันยืนต้นตายเป็นผืน ผมก็ไปถามอาจารย์สมศักดิ์ สุขวงศ์ว่าเป็นเพราะอะไร เขาก็บอกว่า ป่าแบบนี้ต้องมีไฟเลี้ยง ต้องมีการเผา เพราะถ้าเชื้อเพลิงสะสมหนา มันจะเกิดเชื้อรา ทำให้ต้นไม้เน่า ตาย แล้วก็ล้ม”
พ่อหลวงชาติชี้ว่า ป่าของชุมชนมีความหลากหลาย ตั้งแต่ป่าเต็งรัง ป่าไผ่ ไปจนถึงป่าดิบชื้น ซึ่งแต่ละแบบต้องการวิธีจัดการต่างกัน ชาวบ้านจะรู้ว่าพื้นที่ใดควรเผา พื้นที่ใดควรปล่อยไว้ แต่ความรู้เหล่านี้กลับไม่สามารถนำมาใช้ได้ ขณะที่นโยบายแบบเหมารวมกลับทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้น ทั้งการสะสมเชื้อเพลิง ความเสี่ยงจากไฟที่รุนแรงขึ้น และภาระการดับไฟที่ตกอยู่กับคนในพื้นที่
ในอีกด้านหนึ่ง มาตรการทางกฎหมายและการบังคับใช้ที่เข้มงวด เช่น โทษปรับ 2 ล้านบาท จำคุก 20 ปี รวมถึงการควบคุมการเข้าใช้ป่า ยิ่งซ้ำเติมชีวิตชาวบ้านที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรในป่า ทั้งการเลี้ยงสัตว์ หาอาหาร และของป่า พ่อหลวงชาติระบุว่า หลายครั้งชาวบ้านต้อง ‘หลบๆ ซ่อนๆ’ ในการใช้ชีวิต ขณะที่หากเกิดจุดความร้อนในพื้นที่ ก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งที่ไม่สามารถควบคุมปัจจัยทั้งหมดได้
เขายังตั้งข้อสังเกตถึงความไม่สมดุลในการมองปัญหา โดยชี้ว่า แหล่งกำเนิดมลพิษอื่นอย่างภาคอุตสาหกรรม แทบไม่ถูกตรวจสอบหรือพูดถึงในระดับเดียวกัน ขณะที่ชุมชนบนพื้นที่สูงกลับถูกเหมารวมว่าเป็นต้นเหตุของไฟป่าและฝุ่นควัน ทั้งที่ปัญหาฝุ่นไม่ได้เกิดจากพื้นที่ภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย
การมุ่งชี้ไปที่การเผาป่าเพียงด้านเดียว ทำให้แหล่งมลพิษอื่นถูกละเลย แม้ในบางกรณี แหล่งปล่อยมลพิษขนาดใหญ่อย่างโรงไฟฟ้าจะไม่ได้ถูกนับเป็นจุดความร้อน ขณะที่การเผาขนาดเล็กของชาวบ้านกลับถูกมองเป็นต้นเหตุหลัก สะท้อนปัญหาความไม่เป็นธรรมที่ยังต้องทบทวน และจำเป็นต้องเปิดวงพูดคุยใหม่เพื่อหาทางออกที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
“อีกเรื่องคือปัญหาฝุ่น PM ไม่ได้เกิดจากพื้นที่เราอย่างเดียว ประเทศเพื่อนบ้านก็มี แต่ในภาคเหนือของเรา มักถูกชี้ว่าเกิดจากการเผาป่าเพียงอย่างเดียว ทั้งที่ยังมีแหล่งมลพิษอื่น เช่น อุตสาหกรรม ที่ไม่ถูกพูดถึง อย่างโรงไฟฟ้าก็ปล่อยควันจำนวนมากแต่ไม่ถูกนับเป็นฮอตสปอต (hotspot) ขณะที่ชาวบ้านเผาเล็กน้อยกลับถูกชี้ว่าเป็นต้นเหตุ มันไม่ยุติธรรม”
สำหรับพ่อหลวงชาติ ทางออกไม่ได้อยู่ที่การห้ามเผาอย่างเบ็ดเสร็จ แต่คือการยอมรับและเปิดพื้นที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการไฟอย่างเป็นระบบ ทั้งการชิงเผาเป็นจุด การทำแนวกันไฟ และการวางแผนตามสภาพพื้นที่จริง เขาเชื่อว่า หากรัฐรับฟังและบูรณาการองค์ความรู้ท้องถิ่นร่วมกับวิชาการ จะช่วยลดความรุนแรงของไฟป่าได้มากกว่าการใช้มาตรการแบบสั่งการจากส่วนกลาง
“คนอยู่กับป่ามาเป็นร้อยปี ไม่มีใครเผาป่าเพื่อทำลายตัวเอง” พ่อหลวงชาติทิ้งท้าย พร้อมย้ำว่า หากยังคงใช้แนวทางเดิม ปัญหาไฟป่า ความขัดแย้ง และภาระของชุมชนก็จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นต่อไป
ห้ามเผา-หนุนพืชเชิงเดี่ยว-กฎหมายอากาศสะอาดล่าช้า วิกฤตซ้ำซากจากนโยบายรัฐ
เฉลิมชัย วัดจัง ชี้ว่า ปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันในภาคเหนือไม่ใช่เรื่องใหม่ หากแต่เป็น ‘วิกฤตซ้ำซาก’ ที่เกิดขึ้นทุกปี โดยมีรากจากความเข้าใจเรื่องไฟที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง นโยบายรัฐที่มุ่ง ‘ปิดป่า-ห้ามเผาเด็ดขาด’ จึงยิ่งทำให้เชื้อเพลิงสะสมในพื้นที่จำนวนมาก และเมื่อเกิดไฟขึ้นจริง ไฟกลับลุกลามรุนแรงจนยากต่อการควบคุม
เขาตั้งข้อสังเกตว่า การใช้ข้อมูล จุดความร้อน (hotspot) เป็นตัวชี้วัดหลัก อาจกำลังชี้เป้าผิดจุด เพราะข้อมูลจำนวนมากพบในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวน มากกว่าพื้นที่ชุมชน แต่ภาระการถูกกล่าวหากลับตกอยู่กับชุมชนเป็นหลัก
ขณะเดียวกัน วาทกรรมอย่าง ‘เผาป่าหาเห็ด’ ที่ถูกใช้ซ้ำในสังคม กลับไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการเผาเพื่อหาเห็ดหรือการล่าสัตว์ ล้วนไม่ตรงกับวิถีชีวิตและฤดูกาลจริงของชุมชน จนกลายเป็นเรื่องเล่า ที่ลดทอนความซับซ้อนของปัญหา
“สังคมมักอธิบายสาเหตุไฟป่าด้วยคำอธิบายซ้ำๆ เช่น การเผาป่าเพื่อหาเห็ด หรือแม้แต่เรื่องใหม่อย่างเผาป่าเพื่อล่าสัตว์ ซึ่งเมื่อไปพูดคุยกับชุมชนจริง กลับพบว่าไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตหรือฤดูกาลจริง สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็น ‘เรื่องเล่า’ ที่ถูกใช้ซ้ำโดยไม่ได้ตั้งคำถาม”
อีกมิติสำคัญคือ โครงสร้างนโยบายที่กดทับวิถีชีวิต โดยเฉพาะ ‘ไร่หมุนเวียน’ ของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกมองว่าไม่ใช่การใช้ที่ดินอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ชุมชนต้องหันไปปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด เพื่อยืนยันสิทธิในที่ดิน กลายเป็นแรงผลักให้ระบบการผลิตเปลี่ยนไป และอาจซ้ำเติมปัญหาทรัพยากรในระยะยาว สถานการณ์นี้ยังเชื่อมโยงกับการสนับสนุนจากรัฐและภาคธุรกิจ ที่ผลักดันพืชเชิงเดี่ยวผ่านเงินอุดหนุน สะท้อนความไม่มั่นคงในสิทธิที่ดิน และการรวมศูนย์อำนาจที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในพื้นที่
“สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ การถกเถียงที่มุ่งไปที่ชุมชนหรือการเผารายย่อย อาจกำลังบดบังปัจจัยอื่นที่ใหญ่กว่า หรือกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มหรือไม่”
เมื่อขยายภาพไปในระดับภูมิภาค ปัญหาฝุ่นควันยิ่งซับซ้อนขึ้น เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาและลาวมีจุดความร้อนจำนวนมากกว่าไทย ทำให้ฝุ่นควันกลายเป็น ‘ปัญหาข้ามพรมแดน’ ที่ไม่อาจแก้ได้ด้วยนโยบายภายในประเทศเพียงลำพัง
เฉลิมชัยเสนอว่า ทางออกไม่ใช่การเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการเดิม แต่คือการ ‘คืนอำนาจให้ชุมชน’ ผ่านการรับรองสิทธิที่ดินและสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อให้สามารถจัดการทรัพยากร ทั้งดิน น้ำ และไฟ ตามภูมิปัญญาและบริบทของตนเองได้อย่างเหมาะสม
เขาตั้งข้อสังเกตว่า งานวิจัยจำนวนหนึ่งชี้ให้เห็นว่าไร่หมุนเวียน สามารถกักเก็บคาร์บอนได้ในระดับสูง แต่ข้อมูลเหล่านี้กลับยังไม่ถูกนำมาใช้ในการปรับกรอบความคิดของสังคมอย่างจริงจัง และมักถูกมองข้ามไป พร้อมย้ำว่า การผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด คือกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ แทนการพึ่งพามาตรการเฉพาะหน้าที่ไม่แตะรากของปัญหา ซึ่งท้ายที่สุดก็ทำให้วิกฤตไฟป่าและฝุ่นควันยังคงวนซ้ำในทุกฤดูไฟป่า
“ผมอยากย้ำว่าการผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ค้างอยู่ในสภาควรได้รับการพิจารณาอย่างเร่งด่วน เพราะเป็นกฎหมายสำคัญ หากยังมีการขัดขวางไม่ให้บังคับใช้จริง ปัญหานี้ก็จะไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเป็นระบบ”
แยกไฟออกจากฝุ่นควัน โครงสร้างปัญหาที่ต้องทบทวนใหม่
ศ.ดร. ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อธิบายกรอบคิดต่อปัญหาไฟป่าและฝุ่นควันว่า จำเป็นต้องแยก ‘ไฟ’ ออกจาก ‘ฝุ่นควัน’ และมองปัญหาในเชิงระบบนิเวศและโครงสร้างนโยบาย มากกว่าการมุ่งจัดการด้วยการห้ามเผาเพียงอย่างเดียว
ปิ่นแก้วกล่าวว่า ปัญหาไฟไม่ได้เกิดเฉพาะในภาคเหนือ แต่เกิดในหลายพื้นที่ของประเทศ เช่น ภาคอีสานที่มีป่าเต็งรังกว่า 30 ล้านไร่ และเกิดไฟเป็นประจำทุกปี แต่กลับไม่ถูกมองเป็นปัญหาในระดับเดียวกัน จึงเห็นว่าประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ไฟ หากแต่อยู่ที่ ‘ฝุ่นควัน’ ซึ่งเป็นผลกระทบที่ต้องจัดการโดยตรง
เธออธิบายแนวคิด ‘นิเวศวิทยาไฟ’ ว่า ไฟเป็นกระบวนการตามธรรมชาติของระบบนิเวศ ไม่ใช่เพียงตัวทำลาย พืชหลายชนิดสามารถปรับตัวต่อไฟได้ และไฟยังช่วยหมุนเวียนธาตุอาหารในดิน รวมถึงระบบไร่หมุนเวียนของชุมชนที่สะท้อนการใช้ไฟอย่างมีองค์ความรู้และเหมาะสมกับพื้นที่
ปิ่นแก้วชี้ว่า แนวคิดการจัดการป่าในโลกตะวันตกช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงกลางศตวรรษที่ 20 เคยมองว่าไฟเป็นสิ่งที่ต้องกำจัดเพื่อปกป้องทรัพยากรไม้ในระบบอุตสาหกรรม แต่ผลลัพธ์กลับทำให้เกิดการสะสมเชื้อเพลิงในป่า และนำไปสู่ไฟขนาดใหญ่ในเวลาต่อมา ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับสถานการณ์ปัจจุบัน
แม้หลายประเทศจะปรับแนวทางกลับมาใช้ไฟเป็นเครื่องมือจัดการป่า แต่ประเทศไทยยังคงใช้นโยบาย ‘Zero Burning’ ซึ่งเธอมองว่าเป็นการซ้ำรอยแนวคิดเดิม ส่งผลให้เชื้อเพลิงสะสมและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศไม่เอื้ออำนวย
เธอมองว่า การทำให้ไฟเป็นสิ่งผิดกฎหมายและการตีตราชุมชนว่าเป็นผู้กระทำผิด ยิ่งทำให้ปัญหาซับซ้อนมากขึ้น ทั้งที่ในบางระบบนิเวศ เช่น ป่าเต็งรัง การไม่มีไฟเลยอาจกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ขณะที่งานศึกษาหลายพื้นที่ชี้ว่า การงดเผาต่อเนื่องทำให้โครงสร้างป่าเปลี่ยน และทรัพยากรที่ชุมชนพึ่งพาลดลง
ขณะเดียวกัน ความรุนแรงของไฟในปัจจุบันสะท้อนความไม่ต่อเนื่องของนโยบายรัฐ จากเดิมที่เคยมีการทำงานร่วมกับชุมชน กลับถูกแทนที่ด้วยมาตรการห้ามเผาแบบเข้มงวด ส่งผลให้ขาดการจัดการเชื้อเพลิงอย่างเหมาะสม และทำให้ภาระตกอยู่กับชุมชนและอาสาสมัครในพื้นที่
นอกจากนี้ ยังมีช่องว่างด้านองค์ความรู้เกี่ยวกับรอบการ ‘ชิงเผา’ ในป่าแต่ละประเภท เช่น ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าดิบแล้ง รวมถึงระบบอนุญาตที่ล่าช้าและไม่เชื่อมโยงกับข้อมูลสภาพอากาศ ทำให้ช่วงเวลาที่เหมาะสมถูกพลาดไป และเพิ่มความเสี่ยงต่อการควบคุมไฟไม่ได้
“เราไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ด้วยวิธีแบบที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการทำงานตามสถานการณ์ พอหมดหน้าแล้งเข้าสู่หน้าฝน ทุกอย่างก็หยุด ต่างคนต่างแยกย้ายไป ปัญหาสำคัญคือเราไม่มีกลไกเชิงสถาบันในการจัดการปัญหาฝุ่นควันที่เป็นระบบ”
ปิ่นแก้วมองว่า โครงสร้างการจัดการไฟในปัจจุบันยังพึ่งพาผู้ว่าราชการจังหวัดที่รับนโยบายจากส่วนกลางเป็นหลัก หากส่วนกลางกำหนดแนวทาง ‘Zero Burning’ ผู้ว่าฯ ก็ต้องดำเนินตามทันที โดยขาดแผนเฉพาะพื้นที่ ขณะเดียวกัน การโยกย้ายตำแหน่งทุกประมาณ 2 ปี ทำให้นโยบายขาดความต่อเนื่อง วงจรการเริ่มต้นใหม่จึงเกิดขึ้นซ้ำๆ
ขณะเดียวกัน แม้มีการถ่ายโอนภารกิจไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ไม่ได้ถ่ายโอนงบประมาณตามไปอย่างเพียงพอ ทำให้การดำเนินงานติดข้อจำกัดอย่างมาก และยังไม่ชัดเจนว่าในหลายพื้นที่ งบประมาณดับไฟป่ามาจากแหล่งใด
เธอมองว่าปัญหานี้เป็นเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะโครงสร้างอำนาจทางการเมืองในการจัดการทรัพยากร จำเป็นต้องมีกฎหมายรองรับอย่างจริงจัง เช่น พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อสร้างกลไกระดับนโยบายระยะยาว มีคณะกรรมการที่มีอำนาจกำหนดแผนงาน มีตัวชี้วัดในการติดตามผล และมีงบประมาณสนับสนุนที่เพียงพอ
เธอยังชี้ว่า ที่ผ่านมารัฐให้อำนาจหน่วยงานด้านทรัพยากรในลักษณะรวมศูนย์สูง แต่ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง ดังนั้นการแก้ปัญหาจำเป็นต้องรื้อทั้งระบบ ตั้งแต่กฎหมาย โครงสร้างอำนาจ งบประมาณ ไปจนถึงกระบวนการทำงานกับชุมชน หากไม่เปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ปัญหาฝุ่นควันก็จะยังคงวนซ้ำเดิม
“ที่ผ่านมา เราให้อำนาจกับหน่วยงานรัฐด้านทรัพยากรในลักษณะรวมศูนย์ค่อนข้างมาก แต่กลับขาดกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง การแก้ปัญหาจึงต้องรื้อทั้งระบบ ตั้งแต่กฎหมาย โครงสร้างอำนาจ งบประมาณ ไปจนถึงกระบวนการทำงานกับชุมชน”
ท้ายที่สุด วิกฤตไฟป่าและฝุ่นควันจึงไม่ใช่เพียงปัญหาการควบคุมไฟ แต่คือคำถามต่อวิธีคิดในการจัดการทรัพยากรของรัฐทั้งระบบ ว่าจะยังคงเดินหน้าด้วยมาตรการแบบเหมารวมหรือจะปรับไปสู่การจัดการที่ยืดหยุ่น สอดคล้องกับนิเวศ และยอมรับบทบาทของชุมชน
