8 เมษายน 2569 ในการประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบคุณภาพน้ำแม่น้ำกก สาย รวก และโขง ครั้งที่ 3/2569 โดยมี ชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธาน และมีผู้แทนกรมพัฒนาที่ดิน นำเสนอผลการติดตามสถานการณ์การปนเปื้อนสารโลหะหนักในดินพื้นที่ลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือแนวทางจัดการปัญหาคุณภาพน้ำและผลกระทบต่อสุขอนามัยในพื้นที่
กรมพัฒนาที่ดิน เผยผลการสำรวจการปนเปื้อนในพื้นที่ลุ่มน้ำกก ซึ่งได้เก็บตัวอย่างดิน น้ำ และพืช ระหว่างเดือนพฤษภาคม-ธันวาคม 2568 ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเชียงราย (ดิน 186 ตัวอย่าง, พืช 73 ตัวอย่าง) และจังหวัดเชียงใหม่ (ดิน 64 ตัวอย่าง, พืช 50 ตัวอย่าง)
จากการวิเคราะห์ตัวอย่างตามระยะห่างจากลำน้ำ (100, 200, 500, 1,000 และ 2,000 เมตร) พบว่า พื้นที่เสี่ยงรัศมีไม่เกิน 1,000 เมตร ใน 3 ตำบลของจังหวัดเชียงราย ได้แก่ ตำบลห้วยชมพู, ตำบลดอยยาว และ ตำบลดอยฮาง โดยตรวจพบจุดเสี่ยงรวม 18 จุด แบ่งเป็นพื้นที่ประสบอุทกภัย 11 จุด และพื้นที่นอกเขตน้ำท่วม 7 จุด
นอกจากนี้ ยังได้ระบุพื้นที่เฝ้าระวังเพิ่มเติมตลอดแนวลำน้ำกก โดยนำแผนที่ธรณีเคมีประเทศไทยมาประยุกต์ใช้ และพบความสอดคล้องว่าจุดเสี่ยงดังกล่าวมักอยู่ในพื้นที่ที่มีค่าสารหนูตามธรรมชาติสูง
ในสวนของการสำรวจในพื้นที่ลำน้ำสายและลำน้ำรวก ได้เก็บตัวอย่างเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ รวมทั้งสิ้น 148 ตัวอย่าง (ลำน้ำสาย 52 ตัวอย่าง และลำน้ำรวก 96 ตัวอย่าง) ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างขั้นตอนการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการโดยสำนักวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ดิน
ขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรที่สูงเชียงราย รายงานผลการเฝ้าระวังการปนเปื้อนโลหะหนักในผลผลิตทางการเกษตร จากการสุ่มเก็บตัวอย่างพืชผักในแปลงมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) ของเกษตรกร ระหว่าง ตุลาคม 2568 ถึง กุมภาพันธ์ 2569 โดยมุ่งเน้นการตรวจวิเคราะห์โลหะหนัก 4 ชนิด ได้แก่ สารหนู ปรอท ตะกั่ว และแคดเมียม ครอบคลุมพื้นที่ 6 อำเภอในจังหวัดเชียงราย ได้แก่ อำเภอเมือง, อำเภอเวียงชัย, อำเภอเชียงแสน, อำเภอเวียงเชียงรุ้ง, อำเภอดอยหลวง และ อำเภอแม่สาย
ผลการตรวจสอบเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ในพื้นที่อำเภอเมือง พบตัวอย่างที่มีโลหะหนักปนเปื้อนเกินมาตรฐาน โดยพบเป็นแคดเมียมจำนวน 4 ตัวอย่างในผักฮ่องเต้ ผักกาดเขียวปลี ผักกวางตุ้ง และตะไคร้ นอกจากนี้ยังพบตะกั่ว 1 ตัวอย่างในผักกาดเขียวปลี
ในการติดตามผลเมื่อวันที่ 12 – 14 มกราคม 2569 ในพื้นที่เดิม พบการปนเปื้อนเกินมาตรฐานเพิ่มขึ้น โดยตรวจพบแคดเมียมรวม 7 ตัวอย่างในเบบี้คอส มะเขือเปราะ ปวยเล้ง ผักกาดเขียวปลี และผักกาดฮ่องเต้ นอกจากนี้ยังพบตะกั่วอีก 2 ตัวอย่างในเบบี้คอสและปวยเล้ง
นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 16 – 18 กุมภาพันธ์ และ 9 – 11 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่สุ่มเก็บตัวอย่างพืชในเขตอำเภอเวียงชัย (ตำบลเวียงเหนือ) และอำเภอเชียงแสน (ตำบลเวียง และ ตำบลบ้านแซว) จังหวัดเชียงราย โดยบูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานเกษตรอำเภอและผู้นำชุมชน เพื่อตรวจสอบแปลงมาตรฐาน GAP และแปลงที่ประสงค์ขอรับรองมาตรฐานใหม่ (N-GAP) โดยมุ่งเน้นพื้นที่เสี่ยงสูงในรัศมี 200 – 1,000 เมตร จากแม่น้ำกก รวมถึงพื้นที่เขตชลประทานที่มีประวัติน้ำท่วมขัง และมีตะกอนดินทับถม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ
พร้อมกันนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาเกษตรที่สูงเชียงราย ได้ให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการปรับค่า pH ของดิน เพื่อลดการดูดซับสารพิษ และผลักดันการรับรองมาตรฐาน GAP เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของผลผลิตแก่ผู้บริโภค

ด้าน ผศ.ดร.เสถียร ฉันทะ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ให้ความเห็นว่า จากผลวิเคราะห์การปนเปื้อนสารหนูในดิน สะท้อนถึงผลกระทบในเชิงระบบนิเวศ โดยชี้ให้เห็นว่า สารหนูได้แพร่กระจายและแทรกซึมเข้าสู่พื้นที่ลุ่มน้ำกกตามข้อมูลของกรมพัฒนาที่ดิน
แม้ในเชิงธรณีเคมี พื้นที่จุดเสี่ยงดังกล่าวจะมีสารหนูสะสมจากแหล่งแร่ตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่โดยปกติสารหนูจะถูกปลดปล่อยออกจากพันธะแร่อันเนื่องมาจากการถูกรบกวนโดยกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำเหมืองแร่ ด้วยเหตุนี้ สมมติฐานเกี่ยวกับแหล่งที่มาของสารหนูในแม่น้ำกก จึงมุ่งประเด็นไปที่การทำเหมืองแร่ ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของการปลดปล่อยสารหนูและโลหะหนักอื่นๆ สู่สิ่งแวดล้อม
ขณะเดียวกัน ผศ.ดร.เสถียร ยังตั้งคำถามว่า หากมีการส่งเสริมให้ปลูกพืชทางเลือกที่ไม่ใช่พืชอาหาร รัฐจะมีแนวทางสนับสนุนอย่างไร ทั้งในแง่ของชนิดพืชที่จะปลูก การถ่ายทอดองค์ความรู้ การสร้างกลไกตลาด และการหาแหล่งรับซื้อผลผลิตที่มั่นคง เพื่อทดแทนพืชอาหารที่เกษตรกรคุ้นเคยมาตลอดชีวิต
ทั้งนี้ ผศ.ดร.เสถียร มองว่า ประเด็นเหล่านี้ ล้วนเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาครัฐต้องเตรียมความพร้อม และพิจารณาถึงต้นทุนที่ต้องจ่ายจากผลกระทบของโลหะหนักปนเปื้อนในระบบนิเวศลุ่มน้ำกก เพื่อรวบรวมเป็นชุดข้อมูลที่จำเป็นสำหรับจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย และนำไปสู่การเจรจาระหว่างประเทศกับผู้ก่อมลพิษข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

