5 ปีรัฐประหารเมียนมา บนกระดานภูมิรัฐศาสตร์โลก จากเลือกตั้งกำมะลอสู่ความหวังรัฐของประชาชน

Date:

เรื่อง: The Mekong Butterfly

1 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการจัดสัมมนาสาธารณะหัวข้อ ‘รัฐประหาร 5 ปีในเมียนมา: เมียนมาท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์โลก’ เพื่อถอดรหัสวิกฤตการณ์ที่ยังคงทวีความซับซ้อนท่ามกลางวาระครบรอบห้าปีของการยึดอำนาจ โดยเวทีครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า สถานการณ์ในเมียนมาไม่ใช่เพียงความขัดแย้งภายในรัฐ แต่คือตัวแปรสำคัญที่ถูกขับเคลื่อนด้วยพลวัตภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของอาเซียนและประเทศไทย

เวทีเสวนาได้รวบรวมตัวแทนจากหลากหลายภาคส่วน ทั้งนักวิชาการ นักกิจกรรม และตัวแทนขบวนการภาคประชาชนเมียนมา เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ภาพสะท้อนของเมียนมาในมิติใหม่ ตั้งแต่ความชอบธรรมของการเลือกตั้งที่ถูกตั้งคำถาม เสียงสะท้อนจากคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ชาติพันธุ์ ไปจนถึงบทบาทของมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐฯ ในห้วงวิกฤต พร้อมทั้งปิดท้ายด้วยการแสดงศิลปะจากเยาวชนเมียนมา เพื่อย้ำเตือนว่าท่ามกลางความรุนแรงและความไม่แน่นอน การต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรี ความหวัง และอนาคตที่เป็นธรรมของประชาชนเมียนมายังคงดำรงอยู่และส่งเสียงถึงสังคมโลกอย่างไม่อาจเพิกเฉยได้

มายาการเลือกตั้งและการยืนหยัดของรัฐประหารที่ล้มเหลว

ขิ่น โอห์มาร์ นักกิจกรรมอาวุโส กล่าวว่า วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ซึ่งหลายฝ่ายเรียกว่าเป็นวาระครบรอบ 5 ปีของการรัฐประหารในเมียนมา แท้จริงแล้ว สำหรับผู้ที่ยืนอยู่ข้างประชาชนและการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน ควรเรียกว่าเป็น ‘ความพยายามรัฐประหาร’ หรือ ‘รัฐประหารที่ล้มเหลว’ มากกว่า เนื่องจากกองทัพไม่เคยสามารถทำลายการต่อต้านของประชาชนได้อย่างแท้จริง

เธอยกคำกล่าวของศาสตราจารย์ยังฮี ลี อดีตผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชนในเมียนมา ที่ระบุว่า ไม่เคยพบประเทศใดซึ่งประชาชนสามารถยืนหยัดต่อต้านความรุนแรงของกองทัพได้อย่างยาวนานถึง 5 ปี การต่อต้านอย่างต่อเนื่องนี้สะท้อนพลัง ความเข้มแข็ง และความอดทนของประชาชน ซึ่งควรถูกยกย่องและเฉลิมฉลอง มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงความโหดร้ายของกองทัพ  

ขณะเดียวกัน เธอชี้ให้เห็นความจริงที่ต้องมองอย่างตรงไปตรงมาว่า การเลือกตั้งสามระยะในช่วงระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ถึง 25 มกราคม 2569 คือ ‘การเลือกตั้งจอมปลอม’ ที่ถูกล็อคผลล่วงหน้าโดยคณะรัฐประหาร เพื่อบิดเบือนเจตจำนงของประชาชนและฟอกตัวให้ปราศจากความชอบธรรมอย่างสิ้นเชิง

ตลอดกระบวนการ กองทัพได้เปลี่ยนระบบการเลือกตั้งให้กลายเป็นอาวุธผ่านการข่มขู่และบีบบังคับประชาชน จนไร้ซึ่งความน่าเชื่อถือ ขิ่น โอห์มาร์ ระบุว่า ชัยชนะของพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP)  จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ แต่เป็นเพียงผลลัพธ์ที่ถูกล็อคไว้ พร้อมเตือนว่าหลังวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 โลกจะได้เห็นเพียงรัฐสภาและรัฐบาล ‘จอมปลอม’ ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสืบทอดอำนาจเผด็จการต่อไปเท่านั้น

คำถามเรื่องการก้าวสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ถูกมองว่าเป็นคำตอบที่ถูกล็อคไว้นับแต่วันรัฐประหาร เนื่องจากภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับกองทัพ เขาแทบไม่มีทางเลือกอื่นในการรักษาอำนาจหลังเกษียณ นอกจากการผันตัวเป็นผู้นำพลเรือนผ่านการเลือกตั้งที่ตนเองควบคุม

ขิ่น โอห์มาร์ ชี้ว่าภาพการเดินสายกระชับมิตรกับกลุ่มประเทศอำนาจนิยมอย่างรัสเซียและจีน คือพยายามสร้างความชอบธรรมเทียมบนเวทีโลก ทว่าในสายตานักสิทธิมนุษยชน การเลือกตั้งครั้งนี้คือ ‘เหล้าเก่าในขวดเก่า’ ที่เลวร้ายกว่าปี 2553 เพราะเป็นการทำลายหลักเกณฑ์สากลและบิดเบือนเจตจำนงของประชาชนที่เคยเบ่งบานในปี 2558 และ 2563 อย่างสิ้นเชิง

เบื้องหลังฉากหน้าคูหาเลือกตั้ง คือการใช้กฎหมายกวาดล้างผู้เห็นต่างอย่างเป็นระบบ โดยมีรายงานการจับกุมผู้ต่อต้านอย่างน้อย 404 ราย ในจำนวนนี้มีผู้หญิงกว่า 80 ราย และมีการเรียกรับเงินจากครอบครัวแลกกับการปล่อยตัวที่ไร้หลักประกัน ขณะเดียวกัน กองทัพยังยกระดับการโจมตีทางอากาศและภาคพื้นดินอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะในเขตสะกายที่เพิ่งบอบช้ำจากเหตุแผ่นดินไหวปี 2568 ซ้ำร้ายยังปิดกั้นหน่วยงานสากล บีบให้ภาคประชาสังคมท้องถิ่นต้องแบกรับวิกฤตมนุษยธรรมท่ามกลางการสู้รบเพียงลำพัง

แม้จะพยายามสร้างภาพความชอบธรรมแค่ไหน แต่เสียงสะท้อนจากอาเซียน สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น กลับยืนยันชัดเจนว่า ‘ไม่ยอมรับ’ ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ตอกย้ำว่าความทะเยอทะยานของผู้นำที่โลกตราหน้าว่าเป็นอาชญากรสงครามกำลังเผชิญกับทางตัน เมื่อประชาคมโลกไม่ยอมรับรัฐบาลจอมปลอมที่สร้างขึ้นบนซากปรักหักพังของความยุติธรรม

เสียงของเยาวชนกะเหรี่ยงในห้วงวิกฤต การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย สหพันธรัฐ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ซอ เอะ ที กอ ตัวแทนจากองค์กรเยาวชนกะเหรี่ยง (Karen Youth Organization: KYO) ระบุว่า ภารกิจหลักของการทำงานร่วมกับสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) คือการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย เพื่อทวงคืนสิทธิ เสรีภาพ และอำนาจในการกำหนดชะตากรรมตนเอง ปัจจุบัน KYO ได้ผนึกกำลังกับ 11 องค์กรพันธมิตร เพื่อสร้างเครือข่ายหลากชาติพันธุ์ที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการฝึกอบรมด้านสิทธิมนุษยชนและระบบสหพันธรัฐเท่านั้น แต่ยังลงลึกถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมและการช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากไฟสงครามอย่างเป็นระบบ

หลังรัฐประหารปี 2564 KYO ประกาศตัวเป็นแนวหน้าในการต่อต้านกองทัพเมียนมาอย่างเปิดเผย โดยเฉพาะการรณรงค์คว่ำบาตร การเลือกตั้งจอมปลอม ที่พวกเขาประณามว่าเป็นเพียงยุทธศาสตร์ฟอกตัวเพื่อสืบทอดอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับทหาร และเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมลวงบนเวทีสากลที่ปราศจากเสียงที่แท้จริงของประชาชน

ในมิติของสถานการณ์ชายแดน ซอ เอะ ที กอ ระบุว่าพื้นที่พรมแดนไทย-เมียนมาเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อฝ่ายต่อต้านสามารถยึดคืนพื้นที่ยุทธศาสตร์และผลักดันทหารเมียนมาออกไปได้สำเร็จ แม้องค์กรจะยังเชื่อมั่นในทางออกบนโต๊ะเจรจา แต่ความรุนแรงจากการโจมตีทางอากาศและการใช้กำลังต่อพลเรือนจนมีผู้พลัดถิ่นกว่า 1.2 ล้านคน ทำให้การต่อสู้ด้วยอาวุธกลายเป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและปกป้องชีวิตผู้คนท่ามกลางวิกฤตมนุษยธรรมที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก

นอกเหนือจากภารกิจในสนามรบ KYO ยังรับบทบาทเป็นที่พักพิงและศูนย์กลางการศึกษาให้แก่เยาวชนกลุ่ม CDM เพื่อบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่ง สหพันธรัฐประชาธิปไตย ผ่านการร่างกฎบัตรการเมืองร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ องค์กรย้ำชัดว่าในประเทศที่มีความหลากหลายเช่นเมียนมา การปลดปล่อยที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อโครงสร้างเผด็จการทหารถูกถอนรากถอนโคน เพื่อสร้างอนาคตที่คืนศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมให้แก่ประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง

ห้าปีที่ไม่ยอมแพ้ การต่อสู้ การสูญเสีย และการเริ่มต้นรัฐสหพันธรัฐของคะเรนนี

มอว์ โป เมีย ผู้แทนจากสภาบริหารเฉพาะกาลแห่งคะเรนนี (IEC) ถ่ายทอดภาพการยืนหยัดตลอด 5 ปีว่า แม้จะถูกกดดันด้วยความรุนแรงรอบด้าน แต่ชาวคะเรนนีกลับใช้ช่วงเวลานี้สถาปนารากฐาน รัฐสหพันธรัฐ ขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการหลอมรวมกลุ่มสตรี พรรคฝ่ายค้าน และคนหนุ่มสาว CDM เข้าด้วยกันภายใต้คณะกรรมการประสานงานคะเรนนี (KCC) ในปี 2564 พร้อมยกระดับกองกำลังประชาชนกระจัดกระจายให้กลายเป็นกองกำลังป้องกันแห่งชาติคะเรนนี (KNDF) ที่เข้มแข็ง

พลวัตของการสร้างชาติทวีความชัดเจนขึ้นในปี 2566 เมื่อมีการสถาปนาสภาบริหารเฉพาะกาล (IEC) ควบคู่กับระบบนิติบัญญัติและตุลาการ ก่อนจะรวบรวมอำนาจการทหารให้เป็นหนึ่งเดียวผ่านคณะเสนาธิการร่วมในปี 2567 และจัดตั้งกองทุนพัฒนารัฐในปี 2568 เพื่อขับเคลื่อนงานมนุษยธรรมในพื้นที่ ภายใต้กลไกของ KCC และ IEC คะเรนนีในวันนี้จึงไม่ได้มีเพียงกองกำลังรบ แต่มีโครงสร้างรัฐที่ยึดโยงกับกฎบัตรประชาธิปไตย มุ่งเน้นการคุ้มครองพลเรือนและการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นรัฐสมาชิกในระบอบสหพันธรัฐอย่างสมบูรณ์

ปัจจุบัน สภาบริหารเฉพาะกาลได้ขยายงานครอบคลุม 12 กรม ตั้งแต่ด้านการศึกษา สาธารณสุข ไปจนถึงการค้า พร้อมจัดตั้งสภาปกครองใน 17 เมืองหลัก โดยบางพื้นที่เริ่มมีการเลือกตั้งระดับชุมชนเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกผู้นำตนเอง หมุดหมายสำคัญคือความสำเร็จในการควบคุมพื้นที่ชายแดนไทย–คะเรนนีได้เบ็ดเสร็จตั้งแต่ปลายปี 2566 นำไปสู่การพัฒนาระบบบริหารท้องถิ่นในปี 2568 ที่เปิดให้ชุมชนจัดการภาษีและที่ดินร่วมกับส่วนกลาง

อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้ยังเผชิญอุปสรรคทั้งขาดแคลนงบประมาณและภัยคุกคามจากการโจมตีทางอากาศที่มุ่งเป้าทำลายโรงเรียนและโรงพยาบาล แต่ มอว์ โป เมีย ยืนยันหนักแน่นว่าสิ่งที่สร้างขึ้นคือดอกผลของการเสียสละ และไม่ว่าอุปสรรคจะใหญ่เพียงใด ชาวคะเรนนีจะไม่หยุดเดินหน้าสถาปนาระบบการปกครองที่ทำเพื่อประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง

“ท่ามกลางความสูญเสียและความเจ็บปวด ตลอดห้าปีที่ผ่านมา สิ่งที่เราสร้างขึ้นคือผลลัพธ์ของการเสียสละร่วมกัน และไม่ว่าอุปสรรคใดจะเกิดขึ้น เราจะไม่หยุดเดินหน้าในการสร้างรัฐและระบบการปกครองของเรา เพื่อประชาชนทุกคน”

เมียนมาบนกระดานอำนาจของอาเซียนและจีน

Debbie Stothard จากเครือข่าย ALTSEAN-Burma กล่าวชื่นชมพัฒนาการของสภาบริหารชั่วคราวรัฐคะเรนนี (IEC) และหน่วยสหพันธรัฐอื่นๆ ว่าเป็นหลักฐานชัดเจนว่าขบวนการประชาชนในเมียนมาไม่ได้พ่ายแพ้ หนึ่งในความก้าวหน้าที่โดดเด่นคือการมีส่วนร่วมของสตรีในตำแหน่งผู้นำทั้งฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ โดยมีสัดส่วนร้อยละ 27 ใกล้เป้าหมายร้อยละ 30 ซึ่งถือว่าสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค และสะท้อนว่าการปฏิวัติในเมียนมาไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างสังคมและการเมืองอย่างลึกซึ้ง

เมื่อหันมามองบทบาทของอาเซียนและจีน Stothard ระบุว่า กองทัพเมียนมาไม่เคยดำเนินการเพื่อผลประโยชน์ของประเทศเหล่านี้อย่างแท้จริง นับตั้งแต่ปี 2531 อาเซียนมักใช้ท่าทีของจีนเป็นข้ออ้างในการไม่ดำเนินการใดๆ ต่อวิกฤตเมียนมา แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นความอึดอัดของอาเซียนต่อมิน อ่อง หล่าย เนื่องจากการกระทำของกองทัพไม่ได้สร้างเสถียรภาพ หากแต่บ่อนทำลายภูมิภาค

ในขณะเดียวกัน จีนให้ความสำคัญกับปัญหาศูนย์สแกมตามแนวชายแดนเมียนมา แต่ Stothard ชี้ว่า ความรุนแรงที่กองทัพกระทำต่อประชาชนมีขนาดใหญ่และร้ายแรงกว่านั้นมาก พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าศูนย์สแกมที่อันตรายที่สุดอาจอยู่ที่กรุงเนปิดอว์เอง ความพยายามผลักดันการเลือกตั้งในปี 2568 ภายใต้การรับรู้ว่าไม่เสรีและไม่เป็นธรรม จึงไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง และล้มเหลวในการสร้างเสถียรภาพตามที่คาดหวัง

ข้อมูลตลอด 5 ปีหลังรัฐประหารสะท้อนความรุนแรงที่ทวีขึ้น มีการปะทะและโจมตีพลเรือนกว่า 62,000 ครั้งทั่วประเทศ โดยเฉพาะในปี 2568 เพียงปีเดียวเกิดเหตุถึง 11,763 ครั้ง ครอบคลุมเกือบทุกอำเภอของประเทศ การโจมตีทางอากาศเพิ่มขึ้นอย่างมาก ขณะที่ฝ่ายต่อต้านเริ่มใช้เทคโนโลยีโดรนเป็นครั้งแรก มีผู้เสียชีวิตจากการสู้รบมากกว่า 75,000 คน ซึ่งจำนวนมากเป็นทหารรัฐบาล

Stothard ระบุว่า การเลือกตั้งจอมปลอมไม่ได้ลดความรุนแรง โดยในช่วงการเลือกตั้งเพียงเดือนเดียวเกิดเหตุปะทะและโจมตีพลเรือนเกือบ 1,000 ครั้ง การโจมตีทางอากาศเพิ่มขึ้น ขณะที่ประชาชนถูกบีบบังคับให้ไปใช้สิทธิผ่านการข่มขู่และการจำกัดเสรีภาพ นอกจากนี้ ยังมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 10.5 ล้านคนถูกตัดสิทธิ ส่งผลให้ประชากรมากกว่าหนึ่งในสามของประเทศถูกกีดกันออกจากกระบวนการเลือกตั้ง

ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ จีน อาเซียน และประชาคมระหว่างประเทศยังคงยึดติดกับแนวคิดเรื่องเสถียรภาพ แต่ Stothard เตือนว่า ความขัดแย้งในเมียนมามีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้น เศรษฐกิจทรุดหนัก ค่าเงินจ๊าตอ่อนค่ากว่าร้อยละ 60 การเกณฑ์ทหารบังคับ และการรีดไถทรัพยากรจากประชาชนกลายเป็นกลไกหล่อเลี้ยงสงคราม

เธอย้ำว่า กองทัพเมียนมา พรรค USDP และเครือข่ายของพวกเขาไม่ใช่ทางออก แต่คือปัญหาเอง ทางออกที่ยั่งยืนคือการสนับสนุนขบวนการต่อต้านและหน่วยสหพันธรัฐที่กำลังพยายามสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงและครอบคลุมทุกคน

ความซับซ้อนการเมืองไทย–เมียนมากับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

อาจารย์ ดร.ศิรดา เขมานิฏฐาไท คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าของไทย และการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมือง ไม่เพียงในประเทศ แต่ยังส่งผลต่อภูมิภาคโดยรวม โดยเฉพาะเมียนมา ซึ่งมีพรมแดนติดกับไทย และมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับผลประโยชน์แห่งชาติของไทย วิกฤตเมียนมาจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาต่างประเทศ หากแต่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกิจการภายในของไทยโดยตรง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเมืองไทยเผชิญความเปราะบางและความแตกขั้วรุนแรง กระแสชาตินิยมสุดโต่งที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2567 รวมถึงความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ได้ซ้ำเติมบรรยากาศทางการเมือง ทำให้การถกเถียงเรื่องเมียนมากลายเป็นประเด็นอ่อนไหว และยากต่อการพูดคุยอย่างมีหลักการและสร้างสรรค์

หลังการยุบสภาในเดือนธันวาคม 2568 ภูมิทัศน์การเมืองไทยเข้าสู่ช่วงแข่งขันเข้มข้น ระหว่างพรรคประชาชนที่ผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง พรรคภูมิใจไทยในฐานะแกนนำขั้วอนุรักษนิยมเชิงปฏิบัตินิยม และพรรคเพื่อไทยซึ่งอาจกลับมาเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้ประเด็นนโยบายต่างประเทศ โดยเฉพาะเมียนมา ถูกลดทอนความสำคัญลง

แม้ไทยจะเป็นประเทศปลายทางของผู้ลี้ภัย และได้รับผลกระทบจากปัญหาข้ามพรมแดน เช่น อาชญากรรม ยาเสพติด และมลพิษ แต่ปัญหาเหล่านี้กลับถูกนำเสนอในฐานะเรื่องภายในประเทศ มากกว่าจะเชื่อมโยงกับต้นตอของวิกฤตการเมืองในเมียนมา การเจรจามักจำกัดอยู่กับคณะรัฐประหาร โดยละเลยบทบาทของกลุ่มต่อต้านและภาคประชาสังคม สะท้อนการขาดความเข้าใจต่อความซับซ้อนของประเทศเพื่อนบ้าน

กระแสชาตินิยมที่ทวีความเข้มข้นยังทำให้ประเด็นความมั่นคงถูกใช้เป็นหัวใจของการหาเสียง ขณะที่ประเด็นประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และผู้ลี้ภัยถูกลดทอนหรือบิดเบือน พรรคการเมืองหลักจึงเลือกวางท่าทีอย่างระมัดระวัง พรรคภูมิใจไทยเน้นภาพผู้พิทักษ์อธิปไตยและเสถียรภาพ พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการทูตเชิงเศรษฐกิจ ขณะที่พรรคประชาชน แม้มีนโยบายสนับสนุนสันติภาพในเมียนมา แต่แทบไม่สามารถผลักดันอย่างเปิดเผย เนื่องจากต้องเผชิญแรงโจมตีทางการเมือง

กล่าวโดยสรุปคือ ความอ่อนแอของนโยบายต่างประเทศไทยต่อเมียนมา เกิดจากกระแสชาตินิยมที่ทวีความรุนแรงและความแตกแยกทางการเมืองภายใน ทำให้ประเด็นเมียนมากลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง มากกว่าจะถูกพิจารณาบนหลักการและผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ นโยบายจึงไม่ได้ตั้งคำถามว่า ‘ทางออกที่เหมาะสมคืออะไร’ หากแต่ถูกกำหนดด้วยตรรกะว่า ‘ใครอยู่ฝ่ายไหน’ ส่งผลให้วิกฤตเมียนมา ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงและอนาคตของไทยโดยตรง แทบไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอย่างจริงจังในเวทีการเมือง

เวทีครบรอบ 5 ปีรัฐประหารสะท้อนชัดว่า วิกฤตเมียนมาไม่ใช่เพียงเรื่องภายใน แต่คือโจทย์ใหญ่ที่ผูกโยงกับความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ของไทยและอาเซียนอย่างแยกไม่ออก ในขณะที่กองทัพเมียนมาพยายามสืบทอดอำนาจผ่านการเลือกตั้งจอมปลอม ขบวนการประชาชนและหน่วยสหพันธรัฐกลับร่วมกันสร้างทางเลือกใหม่ที่ใช้งานได้จริงจากฐานราก ท่ามกลางสายตาของประชาคมโลกที่ยังลังเล

บทเรียนสำคัญนี้จึงเป็นเสมือนกระจกสะท้อนท่าทีของไทยและอาเซียน ว่าในห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้ เราจะเลือกประคับประคองเสถียรภาพลวงตา หรือจะเลือกยืนหยัดเคียงข้างประชาธิปไตยที่แท้จริง

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

เมื่อแม่น้ำไม่ใช่ของชาติเดียว 1 ปีวิกฤตสารพิษ กับโจทย์รัฐไทยบนห่วงโซ่อุปทานแร่ข้ามพรมแดน

เรื่อง: สุทธิกานต์ วงศ์ไชย, ภาพ: ภูบดี หิรัญวิวัฒน์วงศ์ 22 มีนาคม 2569 จังหวัดเชียงรายจัด...

Come Play with Us ชวนไปดูผลงานของ 15 ศิลปิน ในกรอบเล็กๆ ที่เล่าเรื่องไม่เล็ก ที่หางปุย อาร์ตสเปซ เชียงราย

เชียงรายยังคงขยับตัวอย่างต่อเนื่องในฐานะเมืองศิลปะร่วมสมัย และในจังหวะเดียวกันนั้น พื้นที่ขนาดเล็กอย่าง Hangpui Art Space (หางปุย อาร์ตสเปซ) ก็กำลังเปิดพื้นที่ให้กับความเคลื่อนไหวของศิลปินรุ่นใหม่ผ่านนิทรรศการ...

‘อ่อเส๊อะเกอะเม’ กลับมาอีกครั้ง ชวนล้อมวงกินข้าวในงาน ‘Get Rotate มาGet ครั้งที่ 2’

คำเชิญเรียบง่ายอย่าง “อ่อเส๊อะเกอะเม” ซึ่งเป็นภาษาปกาเกอะญอที่แปลว่า “มากินข้าวกัน” ถูกหยิบมาใช้เป็นแนวคิดหลักของการจัดงาน ‘Get Rotate มาGet ครั้งที่...

‘คนอยู่กับป่า’ 700 ชีวิตรวมตัวทวงสิทธิที่เชียงดาว จี้แก้กฎหมายป่าอนุรักษ์ ย้ำยกเลิกแนวคิด ‘ป่าปลอดคน’

24 มีนาคม 2569 ประชาชนกว่า 700 คน ในนามสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ...