ชาวกะเหรี่ยงดอยสะเก็ดรวมตัว ยื่นหนังสือค้านการจัดการที่ดิน คทช. ยืนยันสิทธิรัฐธรรมนูญ ชาวบ้านอยู่ก่อนป่า

Date:

เมื่อวานนี้ (5 สิงหาคม 2566) ชาวกะเหรี่ยงบ้านห้วยผาตื่น หมู่ที่ 5 และหย่อมบ้านดอย หมู่ที่ 2 ต.ป่าเมี่ยง อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ประมาณ 40 คน พร้อมด้วยสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) ได้เดินทางไปที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่ตะไคร้ ยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมป่าไม้ และ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อขอให้ยุติการดำเนินโครงการภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ในพื้นที่ชุมชน โดยมี ณัฐธยาน์ ปรวัฒน์พงศ์ หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำแม่หวาน เป็นผู้รับหนังสือแทน


ภาพ : มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ

ทั้ง 2 ชุมชนได้ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาด้านที่ทำกิน ที่อยู่อาศัยตามวิถีชีวิตกะเหรี่ยง และการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรในรูปแบบโฉนดชุมชน ร่วมกับสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) จนเมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2566 ได้มีการจัดประชุมขึ้น ณ ต.ป่าเมี่ยง เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินการรูปแบบ คทช. ซึ่งชุมชนบ้านห้วยผาตื่นได้ร่วมเข้าประชุมในการชี้แจงด้วย ชุมชนเห็นว่า แนวทางของคณะอนุกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ขัดต่อรูปแบบการรับรองสิทธิชุมชน ตามรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2540 – 2560 และมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 3 ส.ค. 2553 ว่าด้วยแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง

โดยภายในหนังสือ ได้ระบุข้อเรียกร้องของชุมชนไว้ดังนี

1. ก่อนการประกาศพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 หรือ มติ ครม. ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องนั้น ในพื้นที่ชึ่งถูกระบุว่าเป็นป่านั้นมีราษฎรอาศัยอยู่และทำมาหากินอยู่ก่อนแล้ว ราษฎรเหล่านั้นอยู่มาก่อนและสืบมรดกตกทอดที่อยู่อาศัยและทำกิน ดูแลรักษาทรัพยากรจากรุ่นสู่รุ่น จนถึงปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนวิถีการทำมาหากิน จากไร่เหล่า ไร่ข้าว เป็นสวนผสมผสาน ดังนั้นชุมชนบ้านผาตื่น จึงยืนยันว่าราษฎรเหล่านี้เป็นเจ้าของที่ แต่รัฐ ไม่มีระบบกรรมสิทธิที่เหมาะสมในการรับรอง และพยายามออกแบบให้อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิ

2. รูปแบบการจัดการที่ดิน ภายใต้ คทช. คือการขอใช้ประโยชน์ในที่ทำกิน โดยใช้เงื่อนไข มติ ครม. หลักเกณฑ์และวิธีการในการกำหนดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ โดยใช้ชั้นลุ่มนำ้ 3 – 4 – 5 กลายเป็นคนขอใช้ประโยชน์จากผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนในชั้นลุ่มน้ำ 1 – 2 ให้อนุรักษ์ ฟื้นฟูระบบนิเวศ กลับทำให้ที่ทำกินเดิม หรือระบบไร่เหล่า กลายเป็นการปลูกป่าในที่ของราษฎร ใช้กฎหมายเป็นข้อจำกัด ทำให้สูญเสียที่ดิน

3. การพิสูจน์สิทธิพื้นที่ตาม มติ ครม. 30 มิ.ย. 2541 ทั้งการใช้ภาพถ่ายทางอากาศ ที่ไม่ครอบคลุมทุกชั้นปี และกระทบต่อระบบวิถีชีวิตแบบหมุนเวียน ทำให้ไม่สอดคล้องกับสภาพวิถีการใช้ประโยชน์ของราษฏร

4. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยึดถือแนวทางโฉนดชุมชน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ. 2553 และ พ.ศ. 2554 เป็นแนวทางหลักในการแก้ไขปัญหา และแนวทาง มติ ครม. 3 ส.ค. 2553 ว่าด้วยแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง มาเป็นแนวทางพิจารณาในการแก้ไขปัญหาให้กับชุมชน จนกว่าจะมีความชัดเจนนโยบาย

5. ขอให้ทางเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ ในพื้นที่บ้านห้วยผาตื่นและบ้านดอย ต.ป่าเมี่ยง อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เพื่อให้เกิดเวทีและชี้แจงทำความเข้าใจกับการดำเนินโครงการต่างๆ กับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยผ่านการประชาคมและการมีส่วนร่วมของชุมชนได้อย่างแท้จริง



จรัสศรี จันทร์อ้าย ตัวแทนชาวบ้านห้วยผาตืน กล่าวว่า ชาวบ้านไม่ด้วยกับ คทช. ด้วยเหตุผลว่าเราอยู่ทำกินมาก่อนที่จะมีการประกาศเขตป่า ซึ่งป่ามาทีหลัง แต่ชาวบ้านอยู่มาก่อน

“เมื่อก่อนเราทำไร่หมุนเวียนจนท่านทั้งหลายบอกให้เราคืนป่า เราก็คืนเป็นสวนป่า ตอนนี้มีแต่ที่สวนและที่อยู่อาศัยของเรา จะไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว เราจึงฝากไปทางหัวหน้าว่าเราไม่เอา คทช. บ้านเราเป็นพื้นที่ต้นน้ำชั้น 1A แนวทาง คทช. ไม่เหมาะสมกับเรา”

ด้าน วิศรุต ศรีจันทร์ กองเลขานุการขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) กล่าวว่า ที่ชาวบ้านยืนยันคือเรื่องสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่อยู่มาก่อนกฎหมาย ซึ่งชาวบ้านควรมีสิทธิมากกว่ากฎหมายที่มาจำกัดว่าต้องอยู่ตามเงื่อนไขชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ หรือเงื่อนไขภาพถ่ายทางอากาศปี 2545 เขาควรได้รับสิทธิ ไม่ใช่ต้องมาขออนุญาต และเสนอให้อุทยานฯ และป่าสงวนฯ เข้าไปจัดเวทีในระดับพื้นที่

“อุทยานฯ ควรไปจัดเวทีในระดับพื้นที่ แล้วให้คุยกันอย่างตรงไปตรงมาว่ามีเงื่อนไขการใช้ที่ดินแบบไหน ใครจะเข้าสำรวจตามแนวทาง คทช. ก็เข้า แต่ชาวบ้านมีสิทธิยืนยันว่าจะไม่เข้าก็ได้ นอกจากนั้นมีแนวนโยบายอื่นๆ อีก เช่น มติ ครม. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีอื่นๆ ซึ่งหัวหน้าควรไปศึกษา”

ณัฐธยาน์ ปรวัฒน์พงศ์ หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำแม่หวาน ได้รับหนังสือไว้ และกล่าวว่าให้นำข้อเท็จจริงในพื้นที่มาคุยกัน เช่น หาหลักฐานการอยู่อาศัยและทำกิน ถามจากคนที่อยู่มานาน หากต้องการใช้มติ ครม. 3 ส.ค. 2553 ก็ทำได้

“อยากให้ทุกแปลงที่มีตัวตนอยู่ในพื้นที่แสดงตัวว่ามีตัวตนอยู่ เมื่อพิสูจน์สิทธิเสร็จแล้วจะใช้อะไรก็ได้ เช่น มติ ครม. ของกระทรวงวัฒนธรรม ขอให้นำข้อเท็จจริงมา ให้รัฐรู้ก่อนว่าอยู่ตรงไหน”

ที่มา : มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

‘อ่อเส๊อะเกอะเม’ กลับมาอีกครั้ง ชวนล้อมวงกินข้าวในงาน ‘Get Rotate มาGet ครั้งที่ 2’

คำเชิญเรียบง่ายอย่าง “อ่อเส๊อะเกอะเม” ซึ่งเป็นภาษาปกาเกอะญอที่แปลว่า “มากินข้าวกัน” ถูกหยิบมาใช้เป็นแนวคิดหลักของการจัดงาน ‘Get Rotate มาGet ครั้งที่...

‘คนอยู่กับป่า’ 700 ชีวิตรวมตัวทวงสิทธิที่เชียงดาว จี้แก้กฎหมายป่าอนุรักษ์ ย้ำยกเลิกแนวคิด ‘ป่าปลอดคน’

24 มีนาคม 2569 ประชาชนกว่า 700 คน ในนามสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) และสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ...

เชิญพิจารณา: กรมประมงกับการตรวจโลหะหนักในปลา เมื่อความเสี่ยงไม่ได้หยุดอยู่ที่ ‘ค่ามาตรฐาน’

เขียน: สืบสกุล กิจนุกร ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา ภายหลังเกิดสถานการณ์การปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก (เชียงใหม่–เชียงราย) แม่น้ำสาละวิน (แม่ฮ่องสอน)...

PAL Fest #5 เทศกาลปล่อยของ: พื้นที่ทดลองของเยาวชน ที่ย้ำเตือนว่า วันหนึ่งเราทุกคนจะได้กลับบ้าน

เรื่อง: พริม มณีโชติ จบลงไปแล้วสำหรับ PAL Fest #5 เทศกาลปล่อยของที่จัดขึ้น 30 มกราคม...