ภาพเล่าเรื่อง: ท่าขี้เหล็ก เมืองที่เปลี่ยนแปลงไป

Date:

เมืองท่าขี้เหล็ก เป็นจังหวัดหนึ่งที่อยู่ในบริเวณชายแดนของรัฐฉาน ประเทศเมียนมา อยู่กับติดกับบริเวณพื้นที่ชายแดนอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย การข้ามแดนจะข้ามที่ด่านอำเภอแม่สาย โดยมีสะพานที่ข้าม “แม่น้ำสาย” ที่กั้นระหว่างสองประเทศ ในจุดแบ่งเขตพรมแดน คือ ประตูกลางสะพาน สิ่งแรกที่สามารถเห็นถึงความหลากหลายของกลุ่มคนในพื้นที่ชายแดนแห่งนี้ ในระหว่างทางข้ามแดนสังเกตได้ว่าป้ายโฆษณาโรงแรมทั้งสองข้างทาง ในป้ายโฆษณานั้นจะมีทั้งภาษาเมียนมาและภาษาอังกฤษ เมื่อข้ามมาถึงฝั่งจุดตรวจคนเข้าเมืองเมียนมา จะเห็นได้ชัดว่ามีรถจำนวนมากที่รอตรวจผ่านข้ามแดนทั้งขาเข้า และขาออก รวมไปถึงผู้คนที่เดินข้ามฝั่งกันไปมา ทั้งการข้ามมาซื้อขายสินค้าและข้ามมาของกลุ่มคนฝั่งไทยที่ข้ามมาทำงาน

การข้ามแดนมาซื้อขายสินค้าฝั่งนี้ และเป็นจุดแวะสำคัญของนักท่องเที่ยว คือ “ตลาดท่าล้อ” ที่ติดกับด่านตรวจคนเข้าเมืองท่าขี้เหล็ก ซึ่งเป็นตลาดที่รวบรวมสินค้าหลากหลายชนิดและเป็นแหล่งการค้าทั้งขายปลีก-ขายส่ง สินค้าบางชนิดจะเหมือนกับสินค้าฝั่งไทย เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา เครื่องประดับ น้ำหอม และเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่นอกเหนือจากสินค้าที่ถูกกฎหมาย สินค้าบางชนิดที่เป็นสินค้าที่ผิดกฎหมายและไม่อนุญาตให้มีการวางจำหน่ายสินค้าในฝั่งไทยนั้น ในฝั่งท่าขี้เหล็กนั้นถือเป็นสินค้าที่วางขายกันอย่างปกติและไม่ผิดกฎหมาย เช่น ยาปลุกเซกส์ เซกส์ทอย บุหรี่ไฟฟ้า และอุปกรณ์การพนันต่างๆ อีกทั้งมีผู้ให้สัมภาษณ์ที่เป็นแม่ค้าในท่าขี้เหล็กให้ข้อมูลว่าจุดนี้ยังเป็นเขตแบ่งฝั่งของคนในท่าขี้เหล็กอีกด้วย ในจุดนี้จะแบ่งกลุ่มเก่าและกลุ่มใหม่ คนกลุ่มเก่า ได้แก่ คนไทใหญ่ กลุ่มชาติพันธุ์ และคนเนปาล ส่วนคนกลุ่มใหม่ คือ คนจีน ที่พึ่งเข้ามา ในยุคแรกของตลาดนี้จะเป็นคนป๊งทุ่น ซึ่งเป็นชาวอิสลามเข้ามาทำงาน ค่าที่แต่ละแผงตอนนี้ 60,000-70,000 บาท ต่อเดือน ใครจ่ายค่าเช่าแผงไม่ไหวก็จะใส่ตะกร้าขายข้างทางเอา”

เมื่อเดินทางไปยังโดยรอบของเมืองท่าขี้เหล็กนั้น การเดินทางโดยสารจะนิยมใช้สามล้อ และรถสองแถว คนในพื้นที่ส่วนใหญ่จะใช้รถโดยสารส่วนบุคคล เนื่องจากรถยนต์ที่จำหน่ายในเมืองท่าขี้เหล็กนั้นมีราคาค่อนข้างถูก เพราะรัฐบาลเมียนมาไม่ได้มีการเรียกเก็บภาษีรถยนต์เหมือนกับประเทศไทย จึงจะไม่มีรถโดยสารประจำทางให้บริการ สภาพการจราจรมีความคับคั่ง มีรถจำนวนมากบนท้องถนน ทำให้การสัญจรไปมาไม่มีความเป็นระเบียบ จนเกิดการจราจรติดขัดตลอดเส้นทาง ทั้งสองถนนฝั่งถนนมีการกำลังก่อสร้างทั้ง อาคารพาณิชย์ บ้านจัดสรร ตลอดเส้นทางเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีผู้ให้สัมภาษณ์ซึ่งเป็นลูกของแม่ค้าในพื้นที่ กล่าวถึง การจราจรที่เปลี่ยนไปในท่าขี้เหล็กว่า “การข้ามไปเรียนฝั่งไทยครั้งนึง กลับมาอีกครั้งก็จะไม่เหมือนเดิม จากเคยใช้เวลาขับรถเพียง 15 นาที เปลี่ยนเป็น 2 ชั่วโมง ทุกอย่างที่นี่เปลี่ยนไปทุกอาทิตย์”

ส่วนในการเดินทางข้ามประเทศ ในเมืองท่าขี้เหล็กนั้นมีเพียงท่าอาศยานแห่งเดียว คือ “Tachilek Airport” ซึ่งหลังจากการทำรัฐประหารของทหารรัฐบาลเมียนมา ทำให้มีการรักษาความปลอดภัยของสนามบินอย่างแน่นหนามากขึ้น บุคคลภายนอกห้ามเข้า มีผู้รักษาความปลอดภัยคอยตรวจสอบหน้าประตู แม้กระทั่งผู้รับส่งผู้โดยสารก็ไม่สามารถเข้าไปภายในตัวอาคารได้ มีการสอบถามอย่างเข้มงวด ส่วนใหญ่สนามบินท่าขี้เหล็กจะใช้ขนส่งทั้งคนและของไปยังเพียงเมืองไม่กี่เมืองภายในประเทศ ได้แก่ ย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ ตองจี มิตจินา และราโช จากการให้สัมภาษณ์ของคนในพื้นที่ กล่าวว่า “ระบบการบินของเมียนมาร์ยังคงล้าสมัย สนามบินไม่มีการพัฒนาอะไรเลย เครื่องบินดีเลย์บ่อย 1-2 ชั่วโมง การซื้อตั๋วต้องซื้อตั๋วผ่านตัวแทนข้างนอกโดยใช้เงินจ๊าดเท่านั้น หากเป็นชาวต่างชาติต้องจ่ายเพิ่มจากราคาเดิมถึง 2 เท่า ยิ่งในช่วงโรคระบาดเกิด ด่านถูกปิด ถ้าต้องเดินทางไปกรุงเทพ ก็ต้องนั่งเครื่องจากสนามบินท่าขี้เหล็กไปลงที่เมืองย่างกุ้งแล้วถึงต่อเครื่องไปยังสนามบินสุวรรณภูมิอีกที

เมื่อเดินทางไปยังโดยรอบของเมืองท่าขี้เหล็กนั้น การเดินทางโดยสารจะนิยมใช้สามล้อ และรถสองแถว คนในพื้นที่ส่วนใหญ่จะใช้รถโดยสารส่วนบุคคล เนื่องจากรถยนต์ที่จำหน่ายในเมืองท่าขี้เหล็กนั้นมีราคาค่อนข้างถูก เพราะรัฐบาลเมียนมาไม่ได้มีการเรียกเก็บภาษีรถยนต์เหมือนกับประเทศไทย จึงจะไม่มีรถโดยสารประจำทางให้บริการ สภาพการจราจรมีความคับคั่ง มีรถจำนวนมากบนท้องถนน ทำให้การสัญจรไปมาไม่มีความเป็นระเบียบ จนเกิดการจราจรติดขัดตลอดเส้นทาง ทั้งสองถนนฝั่งถนนมีการกำลังก่อสร้างทั้ง อาคารพาณิชย์ บ้านจัดสรร ตลอดเส้นทางเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีผู้ให้สัมภาษณ์ซึ่งเป็นลูกของแม่ค้าในพื้นที่ กล่าวถึง การจราจรที่เปลี่ยนไปในท่าขี้เหล็กว่า “การข้ามไปเรียนฝั่งไทยครั้งนึง กลับมาอีกครั้งก็จะไม่เหมือนเดิม จากเคยใช้เวลาขับรถเพียง 15 นาที เปลี่ยนเป็น 2 ชั่วโมง ทุกอย่างที่นี่เปลี่ยนไปทุกอาทิตย์”

ส่วนในการเดินทางข้ามประเทศ ในเมืองท่าขี้เหล็กนั้นมีเพียงท่าอาศยานแห่งเดียว คือ “Tachilek Airport” ซึ่งหลังจากการทำรัฐประหารของทหารรัฐบาลเมียนมา ทำให้มีการรักษาความปลอดภัยของสนามบินอย่างแน่นหนามากขึ้น บุคคลภายนอกห้ามเข้า มีผู้รักษาความปลอดภัยคอยตรวจสอบหน้าประตู แม้กระทั่งผู้รับส่งผู้โดยสารก็ไม่สามารถเข้าไปภายในตัวอาคารได้ มีการสอบถามอย่างเข้มงวด ส่วนใหญ่สนามบินท่าขี้เหล็กจะใช้ขนส่งทั้งคนและของไปยังเพียงเมืองไม่กี่เมืองภายในประเทศ ได้แก่ ย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ ตองจี มิตจินา และราโช จากการให้สัมภาษณ์ของคนในพื้นที่ กล่าวว่า “ระบบการบินของเมียนมาร์ยังคงล้าสมัย สนามบินไม่มีการพัฒนาอะไรเลย เครื่องบินดีเลย์บ่อย 1-2 ชั่วโมง การซื้อตั๋วต้องซื้อตั๋วผ่านตัวแทนข้างนอกโดยใช้เงินจ๊าดเท่านั้น หากเป็นชาวต่างชาติต้องจ่ายเพิ่มจากราคาเดิมถึง 2 เท่า ยิ่งในช่วงโรคระบาดเกิด ด่านถูกปิด ถ้าต้องเดินทางไปกรุงเทพ ก็ต้องนั่งเครื่องจากสนามบินท่าขี้เหล็กไปลงที่เมืองย่างกุ้งแล้วถึงต่อเครื่องไปยังสนามบินสุวรรณภูมิอีกที

ด้านการค้าในพื้นที่ท่าขี้เหล็กส่วนใหญ่จะเป็นของคนจีน จากป้ายร้านค้าต่างๆที่เป็นภาษาจีนทั้งหมดและยังมีสถานบันเทิงที่เปิดท่ามกลางชุมชน ซึ่งจะเป็นเขตปกครองพิเศษของคนจีนที่มีกลุ่มทหารว้าเป็นผู้ดูแลพื้นที่โดยรอบ มีการสร้างศูนย์รวมของสิ่งอำนวยความสะดวกและความบันเทิง โดยกำลังมีการสร้างโรงแรมขนาดใหญ่ตรงข้ามกับสถานบันเทิง รวมถึงมีการสร้างคอนโดที่พัก  เพื่อให้สิ่งอำนวยความสะดวกรอบตัวกับผู้ที่เดินทางมาเที่ยวโดยเฉพาะ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางออกไปนอกพื้นที่ เช่น ร้านอาหาร สนามกอล์ฟ  ตลาดสด เป็นต้น โดยตลาดสดเป็นตลาดสดที่เปิดใหม่เมื่อไม่นานมานี้ จากการสอบถามแม่ค้าในตลาดนั้น แม่ค้ากล่าวว่า “แผงในตลาดจะมี 2 รูปแบบ แบบแรกจะเป็นแผงสั้น ราคาแผงละ 2.500 บาท จ่ายค่าแผงก่อน 3 เดือน แบบที่สองจะเป็นแผงยาว ราคาแผงละ 5,000 บาท จ่ายค่าแผงก่อน 3 เดือน ส่วนที่เป็นโซนหน้าตลาดจะราคาเดือนละ 25,000 บาท จ่ายก่อน 1 ปี มีคนมาจองเต็มทุกแผงแล้วตั้งแต่ตลาดยังไม่เปิดให้บริการ มาเริ่มขายได้ไม่นาน แต่ขายดี คนจีนส่วนใหญ่ชอบทานผลไม้ไทย เน้นขายเรื่อยๆ

จากภาพรวมทั้งหมดของเมืองชายแดนท่าขี้เหล็กนั้น อาจกล่าวได้ว่า เป็นเมืองที่มีความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัด กลายเป็นพื้นที่ของการลงทุนและเป็นช่องทางของการเข้ามาทำงานของคนต่างชาติส่วนใหญ่ การเข้ามาลงทุนของต่างชาตินั้น มีทั้งการลงทุนทำธุรกิจที่ถูกกฎหมายและธุรกิจที่เป็นสีเทา แต่ด้วยกฎหมายและระบบการจัดการของรัฐบาลในปัจจุบันนั้น ที่ทำให้มุมมองและความคาดหวังของคนที่อาศัยและทำมาหากินในพื้นที่ท่าขี้เหล็กนั้นมองว่า เศรษฐกิจรวมถึงพื้นที่เกือบทั้งหมดในท่าขี้เหล็ก การเปลี่ยนแปลงในชีวิตด้านต่างๆที่รวดเร็วและเห็นได้ชัดจากเม็ดเงินที่ไหลเข้ามาในพื้นที่จำนวนมากตั้งแต่มีกลุ่มนักลงทุนจีนนั้นเข้ามาลงทุนกำลังเป็นสัญญาณให้คนในพื้นที่นั้นต้องปรับตัวได้กับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น

อ่านบทความ “ท่าขี้เหล็ก เมืองที่เปลี่ยนแปลงไป” ได้ที่ https://prachatham.com/2024/02/18/18022567-01/


บทความนี้เป็นผลงานผู้เข้าร่วมโครงการ Activist Journalist ที่จัดขึ้นโดยมูลนิธิสื่อประชาธรรม (Prachatham Media Foundation) และสำนักข่าว LANNER News Media โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการ Citizen Accountability for Local governance Media (CALM)

กองบรรณาธิการ
กองบรรณาธิการ
ทีมข่าวที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลาย บ้างก็มาจากทะเล บ้างก็มาจากภูเขา แต่สุดท้ายก็ลงเอยที่ภาคเหนืออยู่ที่ Lanner นี่แหละ...

หากความเชื่อมั่นพัง การเลือกตั้งจะเหลืออะไร? อ่านข้อผิดพลาดของ กกต. กับ 2 นักวิชาการเชียงใหม่ บนโจทย์ใหญ่ที่ไม่ใช่แค่ ‘นับคะแนนใหม่’

แม้คืนเลือกตั้งผ่านพ้นไป แต่ความคลางแคลงใจยังไม่จบสิ้น ตัวเลขคะแนนที่ไม่สอดคล้อง เสียงเรียกร้อง #นับใหม่ทั้งประเทศ และข้อกังขาต่อกระบวนการรายงานผล กลายเป็นภาพคุ้นตาของคนไทยในช่วงเวลาอันสั้น ทว่าภาพจำเช่นนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ซ้ำแล้วยังอาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย จากการรวบรวม...

เครือข่ายคณาจารย์-นักกฎหมาย-นักวิชาการ จี้ กกต. ชี้แจง 4 ปมเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 ชี้ขาด ‘สุจริตเที่ยงธรรม’

16 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณาจารย์ นักกฎหมาย นักวิชาการ...

คพ.เผยผลตรวจน้ำครั้งที่ 15 ‘กก–สาย’ ยังพบสารหนูเกินมาตรฐานบางจุด เตือนเลี่ยงใช้น้ำโดยตรง

14 กุมภาพันธ์ 2569 กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เปิดเผยผลตรวจคุณภาพน้ำผิวดินและตะกอนดินในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคเหนือ ครั้งที่ 15 ซึ่งเก็บตัวอย่างระหว่างวันที่...

เสียงนอกกระแสในเมืองรอง ที่ซีนดนตรีทางเลือกยังไม่มีที่ยืนใน ‘พิษณุโลก’

เรื่อง: วรรณวิษา พะเลียง ภาพ: ภูบดี หิรัญวิวัฒน์วงศ์ ในหลายเมือง ‘ดนตรี’ มักถูกจัดวางให้เป็นเพียงฉากหลังของการใช้ชีวิตยามค่ำคืน มากกว่าจะถูกมองในฐานะงานศิลปะที่ต้องการพื้นที่ของตัวเองเพื่อแสดงออก พิษณุโลกก็ไม่ต่างกัน...