28 มกราคม 2569 เครือข่ายอาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งวงสนทนา #บาร์วิชาการ หัวข้อ ‘กิน ดื่ม คุย ประชามติ: พิพากษารัฐธรรมนูญ 2560’ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องการจัดทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ณ ร้านสุดสะแนน จังหวัดเชียงใหม่ วงสนทนาประกอบด้วย อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์ภาคประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์, สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์, และ ทัศนัย เศรษฐเสรี อาจารย์ประจำคณะวิจิตรศิลป์ โดยมี กฤษณ์พชร โสมณวัตร ดำเนินรายการ
กาเห็นชอบ เพราะรัฐธรรมนูญ 2560 ‘เห็นเราเป็นวัวเป็นควาย’

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ เปิดวงสนทนาด้วยการชี้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ถูกเขียนมาเพื่อ ‘กดทับ’ เพราะแม้จะมีบทบัญญัติที่รับรองสิทธิเชิงหลักการ แต่ในทางปฏิบัติหลายสิทธิยังถูกควบคุมโดยรัฐ อาทิ สิทธิในการชุมนุม ที่แม้จะมีกฎหมายระบุให้ชุมนุมได้ แต่เมื่อถึงคราวจริง ผู้ชุมนุมก็มักถูกรัฐติดตามสอดส่องจนไม่ต่างอะไรจากการถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพ ซ้ำแล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่ระบุถึงสิทธิชุมชน ขณะที่องค์กรอิสระที่ควรเป็นหูเป็นตาคอยตรวจสอบการทำงานของรัฐ ก็กลับกลายเป็นกลไกที่ถูกใช้เพื่อกำจัดประชาชนและผู้คนที่เห็นต่าง
อรรถจักร์ ออกความเห็นระบุชัดว่า แม้รัฐธรรมนูญจะเป็นการจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางอำนาจ แต่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 กลับจองจำประชาชนให้อยู่ใต้อำนาจชนชั้นนำ สิ่งที่จะเกิดขึ้นและหวังว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภานี้ จึงเป็นเสียงที่โหวตเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นการเปิดประตูบานแรก
“รัฐนี้คือรัฐที่ควบคุมและกดทับ เห็นประชาชนเป็นเบี้ย เป็นวัว เป็นควาย ที่ควรจะเดินตามรัฐ ซึ่งเราไม่ใช่”
กาเห็นชอบ เพื่อเปลี่ยนอนาคตและสั่งสอน ‘รัฐพันลึก’

สมชาย ปรีชาศิลปกุล เปิดประเด็นด้วยการชวนคิดว่า หลายสิ่งที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ‘ไม่ปกติและน่าประหลาดใจ’ อาทิ การมีงบประมาณเพื่อซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์อย่างล้นหลาม ขณะที่งบด้านการศึกษายังไม่เพียงพอในหลายพื้นที่ ซึ่งนำมาสู่คำถามสำคัญว่า เหตุที่ความไม่ปกติเหล่านี้เกิดขึ้นได้ เป็นผลจากรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่
สมชาย ระบุชัดว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้อำนาจต่างๆ หลุดลอยไปจากประชาชน โดยเฉพาะเมื่อความรับผิดของผู้มีอำนาจไม่มีผลบังคับใช้เหมือนที่เกิดขึ้นกับประชาชนทั่วไป รัฐธรรมนูญ 2560 มีทั้งองค์กรอิสระ และสมาชิกวุฒิสภา ที่เป็นเสมือนแขนขาคอยสกัดกั้นความเปลี่ยนแปลง โดยตั้งแต่ 2550 เป็นต้นมา สังคมไทยอยู่ภายใต้การกำกับของ ‘รัฐพันลึก’ ที่คอยกำหนดทิศทางความเป็นไปของสังคม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ทำให้กว่า 2 ทศวรรรษมานี้ จากการเดินหน้าสู่ ‘เสือตัวที่ 5’ ประเทศไทยจึงเป็นได้เพียง ‘เห็บสยาม’ ที่ไม่มีอนาคต
“8 กุมภา คือวันที่สังคมไทยจะช่วยกันสั่งสอนรัฐพันลึก ให้รู้ว่าประชาชนจะไม่ทนและต้องการสังคมใหม่ที่มีอนาคต”
กาเห็นชอบ เพราะต้อง ‘รื้อทั้งฉบับ’ เพื่อแก้ตั้งแต่เจตจำนง

ทัศนัย เศรษฐเสรี เริ่มด้วยการตั้งคำถามว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ถูกเขียนขึ้น ‘เพื่อใคร’ เพราะถึงแม้รัฐธรรมนูญจะมีคำว่า ‘ประชาชน’ ปรากฏในหลายบทบัญญัติ แต่กลับมีการบังคับใช้ที่ทำให้อำนาจไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนตามที่บัญญัติไว้
ทัศนัย ชี้ชัดว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ถูกเขียนขึ้นเพื่อ ‘จัดการประชาชนในนามของกฎหมาย’ เพราะสมมติฐานในการจัดทำไม่ได้ตั้งอยู่บนกรอบคิดว่าคนในสังคมจะอยู่ร่วมกันอย่างไร ทว่ากลับเขียนขึ้นบนความหวาดกลัวที่รัฐมีต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน การอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ต่อไป จึงส่งผลให้ ‘ประชาชนเลือกได้ แต่ไม่ใช่คนที่ชนะ’
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณารายมาตรา ทัศนัยยังชี้ว่าถ้อยคำในหลายหมวดของรัฐธรรมนูญ เช่น หมวด 3, 6, 11 และ 12 ทำให้เกิดการ ‘ใช้อำนาจในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์’ ที่ประชาชนแตะต้องไม่ได้ เพราะเป็นการดึงการเมืองออกจากรัฐสภา ไปให้กับผู้มีอำนาจพิเศษที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเมื่อสิทธิเสรีภาพ ถูกบัญญัติเป็นแค่คำสวยหรู เช่น ‘ละเมิดศีลธรรมอันดีงาม’ ที่มีความหมายกว้างขวางจนเปิดให้มีการตีความเพื่อกลับมาละเมิดสิทธิ
ท้ายที่สุด ทัศนัยระบุชัดว่า เหตุที่ต้องรื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เป็นเพราะปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ใช่รายมาตรา แต่เป็นเจตจำนงที่ยึดโยงกับอำนาจเหนือประชาชน ซึ่งกระจายอยู่ทั่วทั้งฉบับ ฉะนั้น การรื้อทั้งฉบับเพื่อเขียนใหม่ จึงเท่ากับเป็นการทำให้กลับมายึดโยงประชาชน
“รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้มีปัญหารายมาตรา แต่มีเนื้อหาบางประการที่แตะต้องไม่ได้ซึ่งแทรกอยู่ในทั้งฉบับ จึงต้องรื้อเพื่อแก้ตรรกะที่เป็นตัวการ”
กาเห็นชอบ เพื่อหนทางสู่การกระจายอำนาจ และรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน

ช่วงท้ายเวที มีผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ต่อการประชามติเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยหนึ่งในนั้นคือ ชํานาญ จันทร์เรือง นักวิชาการด้านการกระจายอำนาจ ที่ย้ำว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ไม่ได้มีปัญหาเฉพาะเรื่องบทบัญญัติว่าด้วยโครงสร้างของรัฐเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาสำหรับคนที่ต้องการ ‘กระจายอำนาจ’ ซึ่งหากประชามติวันที่ 8 กุมภานี้ไม่ผ่าน การแก้รัฐธรรมนูญและหนทางสู่การกระจายอำนาจอาจถูกปิดตาย
พิพากษารัฐธรรมนูญ 2560
เสียงวิพากษ์จากวงสนทนา สะท้อนตรงกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ไม่ได้เป็นเพียงบทบัญญัติโครงสร้างทางกฎหมาย แต่เป็นข้อกำหนดที่ควบคุมชะตากรรมของประชาชนและอนาคตของประเทศ หากปล่อยให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดำรงอยู่ต่อไปโดยไม่ถูกแก้ไข ย่อมหมายถึงการยอมรับการกดทับโดยอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับประชาชน
ดังนั้น วันที่ 8 กุมภานี้ จึงไม่ใช่เพียงวันลงประชามติ แต่คือวันตัดสินใจร่วมกันว่า เราจะยอมอยู่ภายใต้โครงสร้างที่กักขังอนาคต หรือจะเปิดประตูสู่รัฐธรรมนูญใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริง
